มทบ.33 ปรับทัศนคติ 2 หนุ่มชู 3 นิ้ว แนะมีปัญหาให้มาเสนอ สปช.-ศูนย์ดำรงธรรม

2 หนุ่มชู 3 นิ้วที่ท่าแพเข้ารายงานตัวค่ายกาวิละ ระบุทำไปเพื่อให้กำลังใจดาวดินและเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ด้านนายทหารแนะไม่ควรใจร้อน-ขอโอกาส คสช. เตือนเคลื่อนไหวแบบนี้จะทำให้เลิกกฎอัยการศึกไม่ได้ หากทำอีกจะต้องไปศาลทหารและ จนท.จะไปเยี่ยมถึงบ้าน ขณะที่ตลอดทั้งวันมีการเพิ่มกำลังทหาร-ตำรวจเฝ้าหลายจุด รับมือ 6 เดือน คสช.

22 พ.ย.57 - เมื่อเวลา 9.00 น. ที่มณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ นายษิณะพันธ์ เกิดสนอง และนายดำนาย ประทานัง ได้นัดเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ทหาร หลังถูกติดตามตัว เนื่องเหตุทำกิจกรรมชูสามนิ้วที่ประตูท่าแพ เมื่อค่ำวันที่ 20 พ.ย.57

หลังจากวานนี้ เจ้าหน้าที่ทหารได้เชิญตัวนายนิติพงศ์ สำราญคง บรรณาธิการสนพ.บุราคุมิน ไปพูดคุยปรับทัศนคติ จากกรณีที่ได้ทำกิจกรรมชูสามนิ้วที่ประตูท่าแพและโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ค (อ่านข่าวก่อนหน้านี้) เจ้าหน้าที่ทหารยังได้ติดตามไปยังบ้านพักของนายษิณะพันธ์ เกิดสนอง แต่ไม่เจอตัว นายษิณะพันธ์และนายดำนายจึงได้นัดหมายกันเข้าพบเจ้าหน้าที่ทหารด้วยตนเอง พร้อมมีทนายความอาสาจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามเข้าพบด้วย

ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า การพูดคุยในวันนี้มีขึ้นที่สโมสรค่ายกาวิละ โดยมีพันเอกโภคา จอกลอย หัวหน้ากองข่าวมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นผู้มาพูดคุยด้วย โดยได้ถูกสอบถามถึงประวัติส่วนตัว สาเหตุการไปชูสามนิ้ว ประวัติการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ และถามถึงสิ่งที่อยากให้เจ้าหน้าที่ทหารแก้ไข ซึ่งทั้งสองคนก็เสนอให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก และยืนยันว่าพวกเขาทำกิจกรรมชูสามนิ้วเพื่อให้กำลังใจกับนักศึกษากลุ่มดาวดิน และกิจกรรมนี้เป็นสิทธิของประชาชนที่จะทำได้ในระบอบประชาธิปไตย

เจ้าหน้าที่ทหารได้ตักเตือนทั้งคู่ว่าไม่ควรใจร้อน ควรให้โอกาสคสช. หรือถ้ามีปัญหาอะไร ก็ควรส่งเรื่องไปยังสปช.หรือศูนย์ดำรงธรรม และยังกล่าวด้วยว่าเพราะมีการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ ทำให้ยังเลิกกฎอัยการศึกไม่ได้ และเตือนด้วยว่าถ้าหากทั้งคู่ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก จะถูกดำเนินคดีขึ้นศาลทหาร อีกทั้งเจ้าหน้าที่อาจจะไปเยี่ยมเยือนที่บ้าน

การพูดคุยใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่ง ก่อนทั้งสองคนจะถูกนำตัวขึ้นรถตู้ไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อลงบันทึกประจำวันและเซ็นเอกสารข้อตกลงไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก โดยเจ้าหน้าที่มีการกรอกข้อมูลให้เองว่าทั้งสองคนไปชูสามนิ้ว เพราะความคึกคะนอง

สำหรับนายดำนาย อายุ 40 ปี ประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนักแปลอิสระ ผู้ใช้นามปากกาว่า “ปั้นคำ” ส่วนนายษิณะพันธ์ อายุ 31 ปี ประกอบอาชีพเป็นพนักงานโรงแรม

ทหารตั้งจุดอำนวยการที่ประตูท่าแพ ถ่ายเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2557 ทั้งนี้จุดอำนวยการดังกล่าวมีมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร และมีการปรับลดกำลังลง อย่างไรก็ตามล่าสุดนี้มีการเพิ่มกำลังมากขึ้น และเปลี่ยนจุดอำนวยมาอยู่ติดถนน หลังเกิดเหตุมีบุคคลมาชูสามนิ้วเมื่อวันที่ 20 พ.ย. โดยตลอดทั้งวันยังมีรายงานเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เพิ่มจุดวางกำลังในพื้นที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งในห้างสรรพสินค้า และโรงภาพยนตร์ด้วย

ทหารจอดรถฮัมวี่ในที่ห้ามจอด หน้าอาคารยูนิเซิร์ฟ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2557 โดยในวันดังกล่าวที่สนามกีฬาหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน มีการจัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรง ต่อเด็กและสตรีด้วย (ที่มาของภาพ: เพจลัทธิชาว มช.)

ขณะเดียวกัน ตั้งแต่เมื่อวานนี้มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้เพิ่มกำลังมากขึ้นในบริเวณจุดสำคัญของเมืองเชียงใหม่ โดยที่ประตูท่าแพได้มีการย้ายเต้นท์ของเจ้าหน้าที่ที่เคยตั้งอยู่ด้านมุมของลานประตูท่าแพ มาตั้งอยู่กลางลาน และเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น หรือที่บริเวณโรงภาพยนตร์หลายโรงในจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าดู และนำรถควบคุมผู้ต้องขังของตำรวจไปจอดในบริเวณห้างสรรพสินค้า อีกทั้งยังมีการส่งกำลังทหารไปเฝ้าดูภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในช่วงสายวันนี้ด้วย

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์