เป็นเอก รัตนเรือง: วันนี้ไม่พูดเรื่องการเมืองนะ มันน่าเบื่อ

บรรยากาศช่วงเย็น ในห้องเช่าเล็กๆ ย่านนางเลิ้ง อัดแน่นไปด้วยผู้คนกว่า 40 ชีวิต ก่อนถึงเวลาเริ่มงานเราเดินเข้าไปในร้าน the writer’s secret อาจจะเป็นโชคดีที่เหลือเก้าอี้ว่างอยู่ตรงหน้าที่นั่งของคนที่เราตั้งใจมาฟังพวกเขาอยู่พอดี

เสียงเครื่องชงกาแฟ คลอไปกับเสียงเพลงเบาๆ เราเตรียมกล้อง พร้อมเครื่องอัดเสียงรอไว้ เครื่องดื่มดับกระหายขวดเล็ก วางอยู่ด้านข้าง เพื่อที่จะหยิบขึ้นมาจิบดึงอารมณ์ให้อยู่กับบทสนทนากว่า 4 ชั่วโมงที่กำลังจะเกิดขึ้น

ไม่นานนัก เป็นเอก รัตนเรือง และวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ก็เข้ามา ก่อนบทสนาจะเริ่มต้น เป็นเอก ทักเราว่า “น้องเป็นสื่อเหรอ เห็นมีกล้อง” เราพยักหน้า “ใช่ครับ จากประชาไท” เขารีบตอบกลับ “วันนี้ไม่พูดเรื่องการเมืองนะ มันก็วนอยู่แบบนี้ น่าเบื่อ”

ผ่านไปกว่าสองชั่วโมงที่วรพจน์ ชวนเป็นเอกคุย ก่อนจะเปิดให้คนฟังได้ถามบ้าง เราถามเป็นเอก เพียงคำถามเดียว “ผู้กำกับส่วนใหญ่มักมีนิสัยเผด็จการ พี่คิดว่าไง” และบทสนทนาทั้งหมดก็ตามมาจากคำถามของวรพจน์

อาจจะต้องย้ำอีกสักนิดว่า บทสนทนาต่อจากนี้ ไม่ใช่เรื่องการเมือง หากแต่เป็นเรื่องส่วนตัวของ เป็นเอกล้วนๆ...

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา ร้าน the writer’s secret ได้จัดงานสัมภาษณ์สด เป็นเอก รัตนเรือง โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ ในวาระ 10 ปี 'อย่างน้อยที่สุด' ประวัติและทัศนะในวัย หนุ่ม ของ เป็นเอก รัตนเรือง สามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมต่อไปได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Writer Thailand

00000

ประชาไท : ผู้กำกับส่วนใหญ่มักมีนิสัยเผด็จการ พี่คิดว่าไง?

เป็นเอก รัตนเรือง: จริงครับ ผมว่าผู้กำกับที่ดีเท่านั้นครับที่มีนิสัยเผด็จการ ผมคิดว่าถ้าคุณเป็นผู้กำกับที่ทำหนังประเภทหนึ่งคุณต้องมีความเผด็จการสูงมาก แต่ถ้าคุณเป็นผู้กำกับที่เขาจ้างคุณไปกำกับหนังที่คุณไปรับเงินเฉยๆ แบบ

คนอื่นเขียนบท (วรพจน์ พันธุ์พงศ์ แทรก)

คนอื่นเขียนบท โปรดิวเซอร์เขาเลือกดาราให้ ซึ่งหนังปกติเขาทำแบบนั้นกันนะครับ คือระบบสตูดิโอ อย่าง GTH เขาจะมีโปรดิวเซอร์นั่งเป็นโต๊ะประชุมเลย ซึ่งถามว่าผลลัพธ์ดีไหม ก็ดี แต่มันเป็นหนังแบบหนึ่ง ถ้าผู้กำกับที่ทำหนังแบบนั้นไม่จำเป็นครับ ถ้าเป็นผู้กำกับที่ไปทำหนังประเภท แบบหนังสตูดิโอจริงๆเนี่ยนะฮะ แบบหนังคอมเมอร์เชียลจริงๆ ถ้าคุณดันไปมีบุคลิคไปมีลักษณะแบบเผด็จการเนี่ย เหี้ยแน่นอนครับ (วรพจน์หัวเราะแทรก หึหึ) รับรองว่าเขาไล่คุณออกแน่

ผมได้ยินเรื่องเรื่องราว เรื่องเยอะมากในฮอลลีวู้ด แม้กระทั่งเพื่อนผมบางคนที่เป็นผู้กำกับต่างชาติ ก็อยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาแล้วก็คือ เป็นคนแบบแรงมากแล้วดันไปพาตัวเข้าไปอยู่ในระบบ อย่างนั้นล่ะครับ อีกสองเดือนก็เขียนอีเมล์หาผมว่า ตอนนี้มันตกงานแล้ว หนังยังไม่ได้เปิดกล้องเลยมันเอาอีกคนไปแล้ว ผมว่ามันแล้วแต่

แต่ว่ามันจะมีผู้กำกับที่ทำหนังอีกแบบหนึ่งน่ะครับ ส่วนใหญ่เราเรียกว่าหนังโลว์บัดเจ็ทแล้วกัน ยิ่งหนังยิ่งโลว์บัทเจ็ทเนี่ยผมคิดว่า ผู้กำกับ ยิ่งต้องเป็นเผด็จการ เพราะไม่งั้นแม่งไม่เสร็จ เอาแค่เรื่องง่ายๆ นะเราไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องวิชั่นหรือบทกวีนะ เอาเรื่องว่ามันมีเงินอยู่ห้าร้อยบาทแล้วต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 12 วันเนี้ย ถ้าในกองนั้น ผู้กำกับมันไม่มีความเป็นเผด็จการนะ รับรองครับแม่งแหกแน่นอน รับรองกลายเป็นพันบาทแน่ไม่ใช่ห้าร้อย ถ้ามัวแต่ประชาธิปไตยกันอยู่นะครับว่า คนนี้ก็ออกเสียงได้ คนนี้ก็ออกเสียงได้ อ่ะ...นักแสดงผมให้ทำแบบนี้ ไม่อ่ะ...ผมไม่อยากเดินแบบนี้ ผมอยากเดินขาเป๋อ่ะ...เนี้ยะ อ่ะๆเดี๋ยวคุยกันก่อน อยากเดินขาเป๋เพราะอะไร อ่ะ...แล้วทำไมพี่ไม่อยากให้ผมเดินขาเป๋อ่ะ? ทำไมผมไม่ควรเดินขาเป๋ อีเหี้ย พระอาทิตย์แม่งตกไปเรื่อยๆ แล้ว ตอนที่คุยเรื่องขาเป๋กันอยู่เนี่ย

เพราะเวลายกกองออกไปเนี่ย ทุกนาทีมันเป็น...มันเหมือนนั่งแท็กซี่แล้วมิเตอร์มันขึ้นไปเรื่อยๆ แบบเนี้ย แล้วคือการทำหนังผมคิดว่าจริงๆ แล้วเวลาที่ไม่ครีเอทีฟที่สุดของการทำหนังสำหรับผมนะครับ คือช่วงถ่ายทำครับ... มันเป็นช่วงเวลาที่คุณทำไปตาม (โลจิสติกส์ - วรพจน์แทรก) ใช่ คุณทำไปตามโลจิสติกส์ กับเหตุการณ์ที่มันบังคับคุณน่ะ กับไอ้บลูปริ้นท์ที่คุณวาดมา คุณต้องทำไปตามนั้นน่ะ นานน๊านที มันจะมีบทกวีเกิดขึ้นในกองถ่ายโดยบังเอิญ ซึ่งมันมีเหมือนกันนะฮะ แต่ว่าช่วงเวลาการถ่ายทำหนังเนี่ย มันเป็นช่วงเวลาที่คล้ายๆ กับว่ามันไม่ต้องการความครีเอทีฟ มันต้องการความครีเอทีฟน้อยมาก เพราะว่ามันมีเรื่องเงินมาเป็นอีโคโนมิคส์ มันมีเรื่องของเศรษฐศาสตร์มาเป็นตัวกำหนดว่า...(เบียร์มาเสิร์ฟ)...

เพราะฉะนั้นมัน...การที่คนมันจะควบคุมอีโคโนมิคส์ได้ มันต้องมีความเป็นเผด็จการ โอเค คุณต้องมีความเป็นเผด็จการแบบมีความรู้นะ คล้ายๆ คล้ายๆ ไม่เอาๆ ไม่เอาไม่เข้าเรื่องการเมือง (หัวเราะกันทั้งงาน) โทษๆๆๆๆ เราไม่เข้าเรื่องการเมืองครับ เบื่อครับขี้เกียจพูด โห เพราะเราเริ่มพูดการเมืองแล้วแม่งมันจะจบลงที่เราบ่นเรื่องเดิมๆ...ไม่เอา เบื่อ

วรพจน์: อันนี้ไม่การเมืองพี่ หนังเรื่องที่แล้วของพี่ เรื่องประชาธิปไทย แล้วเรื่องใหม่ที่พี่จะทำเรื่องประเด็นกฎหมายบางข้อ กับรัฐประหาร พี่ยังจะได้ทำหนังเรื่องนี้อยู่ไหม?

พวกเรามันแค่ extra โดนระเบิดตายก็ไม่เป็นไรอ่ะ เวลาในหนังอย่างเจมส์บอนด์ เวลามัน ปัง ลอยไปคนละ เราไม่เคยคิดว่าคนนั้นมันมีพ่อมีแม่ปะว่ะ แล้วเมียมันอ่ะ แต่มันกระเด็นไปเลย ตูม ไม่เห็นหน้ามันด้วยซ้ำ เราเป็นพวกแบบนั้นน่ะครับ ซึ่งผมว่าทุกประเทศมันก็เป็นแบบนี้แหละ ไอ้ประชาชนเนี้ย มันก็ถูกหลอกให้ไปเลือกตั้ง เลือกจ่ายภาษีนะ อะไรเงี้ย แต่จริงๆ แล้วคุณไม่ได้มีส่วนในการตัดสินหรอก

ทำอยู่ครับ ทำอยู่ เพียงแต่ว่า ตั้งแต่มีรัฐประหารมันก็ อย่างเป้าหมายที่ผมเล็งเอาไว้ว่าจะคุยด้วย หรือสัมภาษณ์ ก็ไม่อยู่บ้าง หรือไม่ก็บอกว่า ชู่ว์ เออ เดี๋ยว เป็นเอกเดี๋ยว แบบ ให้มัน  ตอนนี้ไม่ค่อยดีนา อะไรแบบนี้ เขาก็ให้ความร่วมมือกับ รัฐบาลทหารอยู่ประมาณหนึ่ง ว่าเฮ้ย อย่าเพิ่ง เดี๋ยวๆ

เดี๋ยวเล่านิดหนึ่ง คือผมทำหนังเรื่องประชาธิปไทย มันเป็นการทำแบบบื้อมาก หนังเรื่องประชาธิปไทย เป็นลักษณะที่ว่า ผมสงสัย ผมมีความสงสัยเกิดขึ้นกับสังคม ของประเทศเราว่าทำไมวะ อยู่ๆ ในทางการเมืองถึงได้แตกแยกกันขนาดนี้ อันนี้คือสิ่งที่ผมเกิดความสงสัยขึ้น ผมก็เลยเขียนบทขึ้นมา ไม่ใช่เขียนบท ก็เลยไปทำรีเสิร์จ แล้วก็เลยคิดว่าทำเป็นหนังดีกว่า แล้ววิธีทำหนังก็คือบื้อมาก คืออะไรรู้ไหมครับ คือรู้น้อย ไม่เคยสนใจการเมืองเลย สนใจเรื่องความรักอย่างเดียวครับ ใครเลิกกับใครผมชอบมาก พวก Gossip เฮ้ย แม่งจริงป่ะวะ จริงป่ะ มันไปเอากะไอ้นั่นอ่ะ คือผมชอบเรื่องพวกนี้มาก นึกออกไหม

หนังผมทุกเรื่องแม่ง based on สิ่งเนี้ยะ แม่ง เรื่องเนี้ยะ เรื่องลามก ชู้สาว ผมจะชอบเรื่องพวกเนี้ยเพราะมันใกล้ตัว แล้วมันก็มี source เยอะเพราะว่าคนรอบตัวมันแบบ ไอ้เหี้ยมึง อ่ะ กูรู้นะมึงทำ ไรเงี้ยะ ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลย

วันหนึ่งมันแตกแยกมาก ประเทศมันแตกแยกจนเราก็เกิดความสงสัย วิธีการของผมก็คือ ผมก็ทำหนังละกัน ก็มีเพื่อนมาชวนทำหนังพอดี ก็เป็นคนที่เป็นโปรดิวเซอร์ ก็กำกับด้วยกัน ภาสกรน่ะครับ ก็ไปทำ เพราะฉะนั้นหนังก็จะบื้อมาก เพราะอะไรรู้ไหม ทำจากมุมมองคนรู้น้อยใช่ไหม หนังก็คือ ไปคุยกับคนที่รู้มากกว่าเรา จบ แล้วก็เอามาตัด ชนๆๆ กัน น่าน แล้วก็เท่าที่เขาอนุญาตให้พูด ตรงไหนไม่อนุญาตก็เงียบไป ไรเงี้ยะ

หนังเรื่องนี้มันก็พาผมไปสู้อีกจุดหนึ่งทางด้านการเมือง รู้สึกว่ามันได้รู้มากขึ้น แน่นอนมันต้องรู้มากขึ้นอยู่แล้วไปนั่งฟังคนที่รู้มากกว่าพูด แล้วไม่ได้ฟังสองสามคน ฟังเป็นสิบ มันก็ต้องรู้มากขึ้น ก็เลยคิดว่า แม่งมันดี มันเป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจ เวลาเราพูดไปเรื่องหนึ่ง เรื่องระบบการปกครองแบบใดแบบหนึ่งก็ตาม ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างเดียวนะฮะ จะเป็นสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ จะเป็นอย่างไรก็ตามเนี่ย เรากำลังพูดถึงโครงสร้างอำนาจ ในสังคมนั้นอยู่ดี เพราะว่ามันคือ Power Struggle และตราบใดที่โครงสร้างอำนาจอันนี้ คนที่มีส่วนในการตัดสินอ่ะ ที่ไม่ใช่พวกเรา พวกเรามันแค่ extraครับ โดนระเบิดตายก็ไม่เป็นไรอ่ะ เวลาในหนังอย่างเจมส์บอนด์ เวลามัน ปัง ลอยไปคนละ เราไม่เคยคิดว่าคนนั้นมันมีพ่อมีแม่ปะว่ะ แล้วเมียมันอ่ะ แต่มันกระเด็นไปเลย ตูม ไม่เห็นหน้ามันด้วยซ้ำ เราเป็นพวกแบบนั้นน่ะครับ ซึ่งผมว่าทุกประเทศมันก็เป็นแบบนี้แหละ ไอ้ประชาชนเนี้ย มันก็ถูกหลอกให้ไปเลือกตั้ง เลือกจ่ายภาษีนะ อะไรเงี้ย แต่จริงๆ แล้วคุณไม่ได้มีส่วนในการตัดสินหรอก ในเมื่อมัน Matter จริงๆ อ่ะ

มันก็เป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจ เราก็เลยอ๋อ ตกลงระบอบอะไรก็ตามในโลกนี้ มันก็คือโครงสร้างอำนาจ แล้วถ้าสังคมนั้นๆ มันยังอยู่ไปได้แบบไม่มี conflict แสดงว่าไอ้คนที่มันมีหน้าที่จัดการโครงสร้างอำนาจเนี้ย มันแฮปปี้กันหมด มันก็อยู่ไปได้ ใช่ไหม ก็เหมือนกับ ประเทศไทยที่ผ่านมาคือ คนที่เขาจัดการเขาโอเคกันหมด เราก็โอเค จนกระทั่งวันหนึ่งมันมีใครคนหนึ่งเข้ามาทำให้ balance ที่มีมันเสีย มันก็เลยเกิดเป็นความขัดแย้งแบบปัจจุบัน เราก็เลยแบบ...เราก็เลยอ๋อ...ทำภาคแรกเสร็จเราก็น่าจะทำภาคสอง ก็คือเราก็ต้องพูดถึงเรื่องอีกเรื่อง เช่น รปห. หรือเรื่องกฎหมายบางข้อ ว่ามันถูกต้องไหม มันมีผลรุนแรงเกินไปไหม คิดว่าถ้ามันเป็นเรื่องโครงสร้างอำนาจมันก็ต้องพูดน่ะฮะ

วรพจน์: ซึ่งตอนนั้นคำว่า รัฐประหาร คือ 19 กันยา นะครับ

พอมีรัฐประหารปั๊ป หลายๆ อย่างเลยเหมือนถูก freeze  แต่ก็อย่างที่บอกครับ หนังภาคสองมันก็ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างไปจากภาคแรก ก็คือคนรู้น้อยไปหาคนรู้มาก แล้วก็ไปคุยๆๆๆ แล้วก็เอามาตัดต่อสิ่งที่เขา...ประเทศนี้เขาอนุญาตให้ใส่ได้ ก็คือง่ายๆ ทำหนังตรงไปตรงมามาก แต่ว่าตอนนี้ไอ้คนที่เราจะไปคุยๆ หลายๆ คนเนี้ย เขาแบบว่า อื้ม...เหรอ อื้ม...ดูซิ

ใช่ๆ อยากจะทำเรื่องรัฐประหารรวมๆ ว่าคืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้น แต่ที่ตลกคือ คนที่สัมภาษณ์ๆ ในหนังเขาพูดว่า ปฏิวัติครั้งที่แล้ว คือเขาหมายถึงครั้งนั้น เพราะไม่มีใครคิดว่าจะมีครั้งนี้ แต่ว่าตอนนี้มันคอนเฟิร์มแล้วล่ะนะครับว่ามันมีไปได้เรื่อยๆ เพราะว่าในเมื่อคนอย่างพวกเรามันไม่ได้มีสิทธิมีเสียงอะไรนี่ เพราะงั้นเราจะชอบหรือไม่ชอบ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่มีคนเห็นด้วยกับรัฐประหาร เยอะนะครับ แล้วเราอย่าไปคิดว่าเขาผิดนะ เพราะก็มีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เอาเข้าจริงแล้วไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตามน่ะ ถ้าคุณเป็นเหมือนพวกเราหน้าตาเหมือนพวกเราเนี่ย มันก็ไม่ได้มีส่วนอยู่ดีน่ะ ใช่ไหมล่ะ ออกไปเดินเข้าไปดิ ไปถนน ไปร้อนเปล่าฟรี สรุปผมก็เลยคิดว่าจะทำเป็นภาคสองต่อมา

พอมีรัฐประหารปั๊ป หลายๆ อย่างเลยเหมือนถูก freeze  แต่ก็อย่างที่บอกครับ หนังภาคสองมันก็ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างไปจากภาคแรก ก็คือคนรู้น้อยไปหาคนรู้มาก แล้วก็ไปคุยๆๆๆ แล้วก็เอามาตัดต่อสิ่งที่เขา...ประเทศนี้เขาอนุญาตให้ใส่ได้ ก็คือง่ายๆ ทำหนังตรงไปตรงมามาก แต่ว่าตอนนี้ไอ้คนที่เราจะไปคุยๆ หลายๆ คนเนี้ย เขาแบบว่า อื้ม...เหรอ อื้ม...ดูซิ (หัวเราะหนักมาก) อุ้ยมันมีจิ้งจกด้วยนะ...ตอนนี้มันก็เลยหยุดพักไป แล้วพอดีผมมีหนังด้วย หนังแบบหนังเรื่องแต่งน่ะครับ พอดีมีหนังเรื่องนี้ต้องไปถ่าย ต้องไปทำ ต้องไปเตรียมงาน ก็เยอะ ก็เลยไอ้เรื่องนี้ก็เลย...แต่ว่ามันก็ไม่ได้หายไป ก็ต้องทำน่ะครับ แล้วก็ ผม...ผมก็เชื่อในความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง เพราะว่าผมไม่ได้...

วรพจน์: มีเบื้องหลังหรือเปล่า?

ผมแก่เกินจะท้าทาย ผมไม่ได้อายุ 22 25 จบมหาลัยมาแล้วบอกว่า...โลกนี้ยังเปลี่ยนแปลงได้ คือของผมมันเลยมาแล้ว มันนานมากแล้ว แล้วผมก็เป็นคนค่อนข้างรักสบาย ซึ่งคนที่รักสบายนี่มันค่อนข้าง มันไม่เหมาะมากกับการเป็น activist ผมไม่มีทางเป็น activist หรอกครับ ผมทำก็ไม่ได้เพื่อจะ Challenge อะไรใคร

(หัวเราะ) ใช่ๆ โดนจ้าง คือผมเชื่อในความบริสุทธิ์ในของตัวเอง คนใกล้ๆ ตัวรอบๆ เขาก็เตือนกันชิบหาย ว่าพี่...พี่แม่งไม่เคยอยู่ในพายุทอร์นาโดใช่ไหม เวลาอยู่นี่มันเหี้ยนะพี่...อะไรแบบนี้ แต่ผมคิดว่าผม ผมก็เชื่อในความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง คือผมไม่มี...คือความสนใจทางการเมืองของผมคือความสนใจส่วนตัวจริงๆ น่ะครับ ผมไม่ได้ต้องการไปร่วมกับ Movement อะไรทั้งสิ้น มันเป็นความสงสัยส่วนตัว และอยากจะรู้เป็นการส่วนตัวเท่านั้นเอง

แล้วผมเชื่อว่าผมไม่ได้อยากท้าทายอะไร ผมแก่เกินจะท้าทาย ผมไม่ได้อายุ 22 25 จบมหาลัยมาแล้วบอกว่า...โลกนี้ยังเปลี่ยนแปลงได้ คือของผมมันเลยมาแล้ว มันนานมากแล้ว แล้วผมก็เป็นคนค่อนข้างรักสบาย ซึ่งคนที่รักสบายนี่มันค่อนข้าง มันไม่เหมาะมากกับการเป็น activist ผมไม่มีทางเป็น activist หรอกครับ ผมทำก็ไม่ได้เพื่อจะ Challenge อะไรใคร

ถ้ามีคนมาจับผมไปนะ ถ้าเอาไปทรมานเพื่อให้บอกความจริงอะไรบางอย่างนะครับ ผมนี่ไม่ต้องทรมานเลยครับ แค่เอาบัตรเครดิตผมไปนี่ผมสารภาพหมดเลย เว็บโป๊ไหนที่เข้าบ้างผมสารภาพหมดเลย แค่ยึดบัตรเครดิตผมไปนี่ ผมชอปปิ้งไม่ได้ครับ แค่นี้ก็แย่แล้วครับ เพราะผมต้องไปเอ็มควอเทียร์ ซื้อกางเกง ซื้อรองเท้า เพราะฉะนั้น ถ้าเอาบัตรเครดิตไปผมสารภาพหมดทุกอย่าง

มันเป็น...อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนี่พูดจริง หมายถึงว่าผมไม่ได้เป็น activist ผมไม่ได้เป็นคนหัวรุนแรง ผมไม่ได้เป็นคนแบบนั้นเลย ผมเคยครั้งหนึ่งเคยแอบฝันนะ ครั้งหนึ่งตอนช่วงรอยต่อระหว่างวัยรุ่นจะไปเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่หัวสมองยังไม่รู้อะไรมากเนี่ย มันมีช่วงหนึ่งผมคิดว่า กูแม่งต้องเป็น activist วะ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ใช่หรอก แดดร้อนก็ไม่เอา เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ ผมคิดว่าผมเป็นคนคล้ายว่า สอดรู้สอดเห็นมากกว่าน่ะครับ อยากรู้โน่นอยากรู้นี่มากมาย มันมีความสงสัยโน่นนี่นั่น และทุกอย่างมันเป็นเรื่องส่วนตัวน่ะ

มีคนชอบถามว่า เอ้า...พี่ถ้าทำอ่ะ ถ้าพูดเรื่องที่เขาไม่ให้พูดแล้วพี่จะฉายได้ยังไง ก็ฉายไม่ได้...ก็ถ้าเขาไม่ให้ฉายจะไปฉายได้ยังไงอ่ะ ใช่ไหมฮะ ก็แอบฉายได้มะ? เฮ้ยกูไม่แอบฉาย ถ้าแม่งมาจับกูทำไงอ่ะ ผมไม่ได้อยากโดนจับนี่ ใช่มะ...อ้าวแล้วพี่จะฉายไหม? ก็ถ้าเขาให้ฉายก็ฉายไงครับ ถ้าไม่ให้ฉายก็ไม่ฉาย เอ้า...แล้วถ้าไม่ได้ดูจะทำยังไง? ทำยังไงถึงจะได้ดู...เอ้าไอ้เหี้ยก็ไม่ได้ดูสิวะ (หัวเราะทั้งงาน) ก็ไม่ได้ฉายมึงจะได้ดูได้ยังไง ก็ไม่ได้ดู เอ้าแล้วพี่ทำทำไม? ทำเพราะมันต้องทำน่ะครับ ทำเพราะว่าเราอยากรู้เอง แล้วไหนๆ เรามีกล้องอยู่ในมือ มีเครื่องอัดเสียงแล้วบันทึก ใช่ไหมครับ ผมไม่รู้นะครับห้าสิบปีจากนี้ผมตายไปแล้ว เมื่อสิ่งนี้มันไม่ได้ถูกคิดว่าเป็นเรื่องผิดปรกติอีกต่อไปแล้วเงี้ย ก็ดูกันตอนนั้นก็ได้ครับ

สำหรับผมมัน...นึกออกไหม คือภาพยนตร์มัน...โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัจจุบันมัน Preserve เอาไว้ได้นานมาก มันเก็บไว้ได้นานมาก ผมจำได้ตอนเด็กๆ ตอนเล็กๆ เลยอ่ะ มันจะมีหนังอยู่สองสามเรื่องที่พ่อแม่เราไม่ให้ดู พ่อบอกมันโป๊ เนี่ย หนังโป๊ๆ ไม่ให้ดู แล้วพอเราโตหน่อยแล้วเราได้ดูมันเนี่ย เนี่ยนะโป๊!  ไอ้เหี้ยนี่ต้นแขนนะโป๊เนี่ยนะ เนี่ยแต่งตัวโป๊นะเนี่ย(แซวคนนั่งฟัง) เนี่ยแค่เห็นแขนแล้วโป๊แล้วเหรอวะ

แต่ผมหวังว่าหนังที่ผมทำเก็บเอาไว้มันจะเป็นแบบนั้นก็ได้ ถ้าวันหนึ่งเมื่อ คล้ายๆ กับว่าเมื่อสังคมเรามันถูกพาไปถึงจุดหนึ่งที่เรื่องพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องที่มันประหลาดอีกแล้ว หรือเป็นเรื่องที่มันคล้ายๆ กับว่าต้อง อย่านะมึง อย่านะมึง แบบเนี้ย พอมาดูแล้วมันอาจจะคล้ายๆ กับว่า อะไรวะแม่งไม่เห็นมีเหี้ยอะไรเลย ก็ได้...คืออันนี้มันทำเป็นการส่วนตัวน่ะครับ

เอ้า...พี่ถ้าทำอ่ะ ถ้าพูดเรื่องที่เขาไม่ให้พูดแล้วพี่จะฉายได้ยังไง ก็ฉายไม่ได้...ก็ถ้าเขาไม่ให้ฉายจะไปฉายได้ยังไงอ่ะ ใช่ไหมฮะ ก็แอบฉายได้มะ? เฮ้ยกูไม่แอบฉาย ถ้าแม่งมาจับกูทำไงอ่ะ ผมไม่ได้อยากโดนจับนี่ ใช่มะ...อ้าวแล้วพี่จะฉายไหม? ก็ถ้าเขาให้ฉายก็ฉายไงครับ ถ้าไม่ให้ฉายก็ไม่ฉาย เอ้า...แล้วถ้าจะไม่ได้ดูจะทำยังไง? ทำยังไงถึงจะได้ดู...เอ้าไอ้เหี้ยก็ไม่ได้ดูสิวะ

วรพจน์: แต่ตอนนี้ก็ยังทำอยู่

ทำอยู่ แต่ตอนนี้มันก็นิ่งๆ ไปเพราะว่าตอนนี้เหตุการณ์มันทำให้ต้องหยุด แต่ว่ามันก็ อันนี้พูดได้เต็มปากว่าไม่ได้รับเงินใคร ออกเงินเองคนละครึ่งกับโปรดิวเซอร์ คือเขาคิดว่าจะไปหาทุนนะครับ แต่เราคิดว่าถ้าไปหาทุนมา สมมติว่าไปได้เงินไทยมาอย่างเงี้ย มันก็จะเกิดอาการว่าอย่าพูดเรื่องนี้นะ อย่าทำ ทีนี้มันก็ไม่เวิร์ค เพราะฉะนั้นก็คิดว่า ก็ทำเองละกัน เพราะมันก็ไม่ใช้เงินเยอะ ก็ใช้กล้องแบบห่วยๆ

วรพจน์: ตอนไปฉายเรื่องแรก(ประชาธิปไทย)ดูแล้วก็ไม่น่ามีปัญหา โรงก็ฉายแต่แอบๆ ฉายไม่โปรโมท โทรไปถามก็แบบ...

และห้ามรู้ด้วยนะ ห้ามรู้ว่าโรงไหนฉายอยู่

ว่าหนังเข้าแล้ว มันก็สะท้อนความเปราะบาง...(วรพจน์ แทรก)

เซลฟ์ เซ็นเซอร์ครับ มันเป็นการบอกว่าสังคมนี้ต้องเซ็นเซอร์ตนเอง แล้วผมคิดว่า...คล้ายๆ กับว่ามันมีสิ่งหนึ่งนะที่คนที่เป็นคนทำงานอย่างเราอย่างเนี้ย คือ ไอ้คนทำงานนี่มันไม่ค่อยกลัวอะไรน่ะครับ ความกลัวจะน้อยเพราะว่า คิดเรื่องงาน

คิดเรื่องงานก็แย่อยู่แล้ว ถ้าเกิดจะมีสังคมที่ต้องทำให้มีคนกลัวเพื่อจะได้ปกครองได้หรืออะไรแบบนี้ การจะมาทำให้คนแบบนี้กลัวมันไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะว่าไอ้คนแบบนี้มันมีแค่ตัวมันกับงานแค่นั้นเอง เงินทองก็ไม่มี เพราะงั้นถ้าต้องการความกลัวให้เกิดผลในสังคม มันต้องทำให้เกิดความกลัวในที่ๆ มีธุรกิจ มีเงิน เมื่อไหร่ก็ตามที่คนแบบนั้นกลัว เขาก็จะบอยคอตไปเอง ใช่ไหมครับ ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังโอเค อยู่ไม่ได้

วรพจน์: แล้วภายใต้บรรยากาศแบบนี้ล่ะพี่ ในรอบปีที่ผ่านมา บรรยากาศที่มันไม่มีสิทธิเสรีภาพมากนักเนี่ย พี่ใช้ชีวิตยังไง บริหารจิตใจยังไง อึดอัดหรือเปล่า

ผมไม่ค่อยมองมัน คล้ายๆ คนอื่นนะ ไอ้เรื่องสิทธิเสรีภาพถูกเอาไปจากเราหรืออะไรต่ออะไรแบบนี้ เพราะว่าโดยปกติผมก็ไม่ใช่คนที่ออกมาแบบต่อต้านไอ้โน่น ไอ้นี่ ไอ้นั่นอยู่แล้วล่ะ ถ้าคนเมื่อกี้ให้มาลงชื่อกับอะไรแล้วผมเห็นว่าไอ้สิ่งที่มาให้ลงชื่อผมเห็นด้วยผมก็จะไปลงชื่อกับเขา แต่ว่านอกนั้นส่วนใหญ่ผมไม่ได้มีชีวิตในแบบ activist น่ะครับ แล้วผมก็ ผมเกิดมานานแล้วมั้งแล้วผมก็เห็นประเทศนี้มันเป็นแบบนี้ล่ะครับ มาเรื่อยๆ โอเคจริง...มันไม่ได้ต่างไปจากเดิมเลยครับ เพียงแต่ว่าในอดีตผมอาจจะเดือดร้อนน้อยหน่อยหรือไม่เดือดอร้อนเลย เพราะว่าผมไม่ได้มีความคิดแบบนี้ในเรื่องการเมือง แต่พอมาในปัจจุบันเราไม่ได้มีความคิดเหมือนตอนเราเด็กๆ เราอ่านหนังสือมากจขึ้น เราเจอคน เราเจอคนที่อยู่ในโน่นนี่มากขึ้น ความคิดมันอาจจะเปลี่ยนไปบ้างอะไรแบบนี้

ผมเข้าใจมันได้น่ะนะ ถามว่าอึดอัดไหม อึดอัดนะ แล้วเวลาได้ยินข่าวว่าใครถูกริดรอนผมก็จะโกรธ ก็จะฉุน ถูกจับโดยไร้เหตุผล ก็จะโกรธ แต่ว่า (นิ่งคิด) ผมก็ไม่ได้ไปคิดเยอะกับมันน่ะครับ ผมก็รอว่าเมื่อไหร่เขาจะมีเลือกตั้ง (หัวเราะ) นี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่มีก็...ตอนนี้ที่เขาบอกให้อยู่แบบนี้ก็ อ่ะ ก็อยู่งี้ก็ได้ แล้วผมก็เบนความคิดไปสนใจเรื่องอื่น ก็อย่างที่บอกคือเรื่องการเมือง พอเราอยู่ใน...ในโมเม้นต์ที่ถูกแช่แข็งแบบนี้ ที่มันฟรีซแบบนี้ มันไม่มีอะไรที่พัฒนาไปนอกจากพูดเรื่องเดิมๆอ่ะ แล้วมันก็จะจบลงด้วยการนั่งบ่นเรื่องเดิมๆ แล้วแม่งเบื่ออ่ะ  แล้วช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเหมือนกันนะ ก็คือถอยกลับมา แล้วก็มาทำอะไรที่ทำได้ ที่ไม่ต้องไปยุ่งกับมันแบบนั้น ผมก็ใช้ชีวิตแบบนั้นเอา พอดีโชคดี ไปสร้างบ้านอยู่ที่เชียงใหม่ ชีวิตตอนนี้ก็เลยดีเลย กูไปปลูกต้นไม้ กูไปตอกตะปู กูไปติดกลอนประตู อะไรแบบเนี้ย

วรพจน์: ที่มันซ้ำๆ แบบที่เป็นอยู่เนี้ย พี่เข้าใจ ยอมรับได้ใช่ไหม?

ไม่ฮะ คือผมก็ไม่ได้ยอมรับนะครับ ถ้าให้ผมยอมรับผมก็ไม่ยอมรับอยู่แล้วน่ะครับ แต่ว่าระบอบที่...คือเราเรียกว่าอะไรอ่ะ คือ สมมติว่าถ้าเขาบอกเราอย่างหนึ่งว่าถ้าเราใช้ระบอบนี้อยู่ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเงี้ย ผมก็ไม่ยอมรับหรอกครับ แต่คือ...ในภาวะแบบนี้ผมต้องสงบปากสงบคำน่ะครับ ผมก็ต้องอยู่เฉยๆ

มันมีเพื่อนผมเยอะมากเลยนะที่ต้องสงบปากสงบคำแต่แม่งดิ้นทุกวันเลยล่ะครับ มันทนไม่ได้มันจะดิ้นแบบ โอ้ย เมื่อไหร่ภาวะนี้มันจะพ้นไปสักทีวะ แล้วผมไม่อยากเป็นคนแบบนั้นว่ะ หนึ่ง ผมไม่สามารถว่ะ ผมแม่งไม่สามารถจะไปหมกมุ่นกับสิ่งนี้ได้จริงๆ

ถ้าตอนนี้เป็นช่วงที่บอกว่าให้เบรคนะ อย่าคิดเรื่องนี้นะ อย่าออกมาพูดนะ อย่าอะไรนะ ผมก็ทำตามถูกไหม เพราะผมกลัวโดนเตะ ก็มันแข็งแรงกว่าเราก็มันมีปืนมีอะไร ผมก็ไม่ได้อยากจะถูกด้ามปืนฟาดอะไรแบบนี้ ผมก็ต้องอยู่เงียบๆ อ่ะครับ

ทีนี้ถ้าอยู่เงียบๆแล้วปล่อยให้ตัวเองคลุ้มคลั่งไปกับความรู้สึกที่ว่า เหี้ยแม่งริดลอนกูไรเงี้ยะ มัน โห... ผมอยู่ไม่ได้อ่ะครับ มันก็เป็นการช่วยตัวเองน่ะครับ ผมก็ต้องไปสนใจเรื่องอื่นไป ผมโชคดีที่ได้ทำหนังในช่วงเวลานี้ ไอ้สมาธิทั้งหมด อะไรทั้งหมดผมก็ต้องไปทุ่มกับหนังเรื่องหนึ่งใช่ไหมฮะ แล้วมันก็ไม่มีเวลาให้กับอย่างอื่น

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์