พระไพศาล เปิดวงเสวนา walk for rights บอกอีสานใหม่ "ตอนคานธีเดินก็มีแต่คนหัวเราะเยาะ"

ฟังพระไพศาล วิสาโล เปิดวงเสวนา walk for rights ของขบวนการอีสานใหม่ ชี้การเดินเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคม ระบุตอนคานธีเดินก็มีแต่คนหัวเราะเยาะ ด่ามีปัญญาคิดได้แค่นี้เหรอ แต่สุดท้ายส่งผลสะเทือนต่อการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2559 ที่ บ้านห้วยทับนาย ตำบลโคกสะอาด อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ขบวนการอีสานใหม่ได้จัดกิจกรรมเสวนาเรื่องคุณค่าของการเดิน โดยมีพระไพศาล วิสาโล เป็นวิทยากร เนื่องในโอกาสของการเริ่มต้นจัดกิจกรรม walk for rights เดินเพื่อสิทธิชีวิตคนอีสาน ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการเดินเท้าไปทั่วภาคอีสานระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร เป็นระยะเวลากว่า 35 วัน เพื่อเป็นการเปิดปมปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนจากโครงการพัฒนาของรัฐ นโยบายของรัฐ และเปิดปมปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชนทั่วภาคอีสาน พร้อมทั้งเป็นการเดินเพื่อยืนยันว่าประชาชนมีอำนาจ มีสิทธิ และเสรีภาพที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง

กิจกรรม walk for rights เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2559 ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยขบวนการอีสานใหม่เริ่มออกเดินทางจาก บ้านห้วยทับนาย เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งจะได้รับผลกระทบ หากมีการสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชร ที่มีการศึกษาโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2532 มีการลดขนาดความจุจากเดิม 112 ล้าน ลบ.ม. เหลือ 97 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2538 เพื่อเลี่ยงเกณฑ์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้งตามแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่มีปัญหาเรื่องเงินชดเชย เนื่องจากมีกรณีสวมสิทธิ์หรือ "หมู่บ้านผี" จึงยังไม่ได้ก่อสร้าง และในสมัยรัฐบาล คสช. มีการฟื้นฟูโครงการต่อ ตามแนวทางสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ใน 25 ลุ่มน้ำหลักทั่วประเทศเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในระยะยาวปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

00000

พระไพศาล วิสาโล: เดินเพราะเชื่อว่าสิ่งที่เราพูดเป็นเรื่องสำคัญ

เดินทำไม อันนี้เป็นคำถามที่อาตมาพบบ่อย ตอนที่เริ่มเดินธรรมยาตรา การเดินธรรมยาตราเฉพาะที่ชัยภูมิ เริ่มจัดตั้งแต่ปี 2543 คือ 16 ปีมาแล้ว แล้วก็จัดกันทุกปี ตอนจัดใหม่ๆ คนก็จะถามว่าเดินทำไม เพราะสมัยนี้คนเขาไม่เดินกันแล้ว จะไปไหนมาไหนก็นั่งรถกันทำไมต้องเดิน 7-8 วัน ก่อนหน้านี้อาตมาไปร่วมเดินธรรมยาตราที่ทะเลสาบสงขลาอยู่เป็นเดือน ตั้งแต่ปี 2539 ก็มีคำถามว่าเดินทำไม คนสงสัยว่าทำไมไม่นั่งรถ

อาตมาก็ตอบว่า คนเราถ้ามีความเชื่อบางอย่าง หรือเรารู้สึกว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญ และเรายังยืนยันที่จะพูดหรือทำสิ่งนี้ทั้งๆ ที่เราลำบาก มันแสดงว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสันติภาพ แต่เราพูดอยู่ในห้องแอร์ มันก็ไม่มีน้ำหนัก แต่ถ้าเราพูดถึงเรื่องพวกนี้ทั้งๆ ที่เราเหนื่อยทั้งๆ ที่เราลำบาก แต่เรายังยืนยันที่จะพูด และทำ แสดงว่ามันต้องเป็นสิ่งสำคัญ มันชี้ให้เห็นว่าการเรียกร้องของเรา เราให้ความสำคัญ เราให้ความหมายกับมัน เราพร้อมจะลำบากเพื่อมัน นี่เป็นจุดมุ่งหมายข้อแรกๆ ของการเดิน

ตอนที่อาตมาเดินธรรมญาตรา มันชื่อเต็มว่า ธรรมญาตราเพื่อชีวิต และธรรมชาติลุ่มน้ำลำปะทาว เราเดินเพื่อกระตุ้นเตือนให้คนตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกทำลายในลุ่มน้ำลำปะทาว ก็คือเทือกเขาภูแลนคา ก็ไม่ได้เดินนานนะ แค่ 7-8 วัน เดินไปตามหมู่บ้านต่างๆ เดินไปด้วยความสงบ เดินตากแดด ตากฝน ไปค้างแรมตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อที่จะไปบอกข่าว บอกกล่าวว่าเส้นทางที่เราเดินผ่านมาเขามีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร และมีวิธีใดบ้างที่พยายามปรับปรุงแก้ไข และพยายามทำให้เขาเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ อย่าไปรอรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐเข้ามาช่วย เราลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของเราได้เลย มันก็เป็นการให้กำลังใจกับคนในหมู่บ้านที่อยากจะทำเรื่องนี้ เพราะในแต่ในหมู่บ้านก็จะมีคนที่รักหมู่บ้าน รักชุมชน รักสิ่งแวดล้อม แต่ในบางที่บางคนก็รู้สึกหัวเดียวกระเทียมลีบ เวลาเราไปก็จะได้บอกข่าวเขาว่าที่ต่างๆ เขาทำอะไรกันอยู่ เขาก็จะรู้สึกมีกำลังใจ และในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการกระตุ้นให้ชาวบ้านเขารู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมมันถูกทำลายไปโดยไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ควร

การเดินมันทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในเส้นทางที่เราเดิน เขาหันมาสนใจว่าเราเดินทำไม เราไปค้างแรมที่ไหนเขาก็จะเข้ามาคุย เราก็เปิดวงคุยกันเรื่องนี้ บางทีเราก็เอาผลการสำรวจน้ำ เมื่อก่อนเราทำนักสืบสายน้ำ จะไปสำรวจตามหมู่บ้านต่างๆ และตอนเช้าก็จะมารายงานว่า น้ำในหมู่บ้านนี้เป็นอย่างไร ยิ่งถ้าเราไปหลายปีแล้วมันก็จะได้เก็บเป็นสถิติไว้ว่าคุณภาพน้ำในแต่ละปีเป็นอย่างไร เขาก็จะรู้สึกว่าตอนนี้ต้องทำอะไรสักอย่าง

การที่เราได้เดินไปมันมีโอกาสที่เราจะได้สังเกตุการเปลี่ยนแปลงของชุมชนอย่างใกล้ชิด เวลาเรานั่งรถเราจะไม่ค่อยเห็นว่าสองข้างทางเป็นอย่างไร เขาอยู่กันลำบากหรือไม่ มันร้อนหรือไม่ พอเจอแดดแรงๆ เราจะรู้เลยว่าต้นไม้ต้นหนึ่งเนี่ยมีค่ามาก แต่ก่อนเราไม่รู้สึกว่าเงาของต้นไม้มีความหมายมาก เพราะนั่งแต่ในรถ อยู่แต่ในห้องแอร์ แต่พอได้มาเดินตากแดด มันทำให้เราเห็นความสำคัญขึ้นมา ความรักต้นไม้มันเกิดขึ้นกับคนเดินด้วย ประโยชน์ไม่ได้เกิดกับชุมชนที่เราเดินผ่านอย่างเดียว

การเดินมันมีความลำบาก แต่เราต้องรู้ว่ากายร้อนใจไม่ร้อน เหนื่อยแต่กายในใจเบิกบาน เดินอย่างมีสติ จิตอยู่กับปัจจุบัน มันก็จะทำให้ใจไม่รุ่มร้อน อย่าไปกังวัลว่าเมื่อไหร่จะถึงให้ใจมันอยู่กับปัจจุบัน จุดหมายอยู่ไกลแต่ใจให้อยู่กับปัจจุบัน เวลาเราเดินแล้วไปคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงมันท้อ ยิ่ง 800 กิโลเมตร โอ้โห้เดินแทบตายเพิ่งได้ 20 กิโลเมตร อีกตั้ง 780 กิโลเมตร แค่นี้มันก็ท้อแล้วนะ แต่ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันมันจะไม่มีความกังวัลเรื่องนี้

การเดินคือเครื่องมือทางสังคม

ที่เล่ามาคือเรื่องของการเดินธรรมยาตรา แต่สิ่งที่อาตมาอยากจะเน้นให้ชัดก็คือว่า การเดินมันมีจุดมุ่งหมายหลายอย่าง และถึงแม้ในยุคนี้เราจะมีรถยนต์ เรามีเครื่องบินแล้ว แต่การเดินก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญอยู่ ทุกวันนี้ถ้าเราไปไหนมาไหนโดยใช้แต่รถสุขภาพมันก็จะแย่ เพราะว่าสมัยนี้คนป่วยมากขึ้นเพราะว่าไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ค่อยได้เดิน แต่ถาเราเดินทุกวันเดินวันละชั่วโมง สองชั่วโมง หรือว่าถ้าเราเดินได้วันละหมื่นก้าวยิ่งดี เฉพาะเรื่องของสุขภาพการเดินก็มีคุณค่าแล้ว

ฉะนั้นการเดินยังมีความสำคัญอยู่ในสังคมสมัยใหม่ และไม่ใช่เฉพาะเรื่องของสุขภาพกายอย่างเดียว ความเจริญงอกงามของสังคมก็อาศัยการเดิน การเดินมันเป็นเครื่องมือทางสังคม เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการเปลียนแปลงทางสังคมมาโดยตลอด เราใช้การเดินเพื่อจุดประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม จุดประเด็นเรื่องสันติภาพ ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิต่างๆ มากมาย และมันเป็นแบบนี้มาตลอด

การเดินที่มีชื่อคือ การเดินที่เริ่มต้นโดยคานธี ตอนที่คานธี บอกกับประชาชนว่าจะเดินไปทำเกลือระยะทาง 400 กิโลเมตร เมื่อประมาณ 80 ปีที่แล้ว มีแต่คนหัวเราะว่า การเดินของคานธี มันจะมีความหมายอย่างไรกับการต่อสู้เพื่อเอกราชเพื่อสั่นคลอนอำนาจของอังกฤษ คือตอนนั้นอังกฤษมีกฎหมายว่า ห้ามทำเกลือ ต้องซื้อเกลือ ใครทำเกลือเองจะถูกจับ คานธีบอกอันนี้มันไม่ถูกต้องมันอยุติธรรม คานธีบอกว่า ฉันจะไปทำเกลือเองโดยการเดินไป 400 กิโลเมตร มาถึงริมทะเล คนหัวเราะว่า แค่นี้เหรอ มีปัญญาคิดแค่นี้เหรอ

แต่คานธีก็เริ่มออกเดิน ใช้เวลา 20 กว่าวัน เดินวันละประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร ทีแรกเดินประมาณ 20-30 คน ยิ่งเดินคนก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เพราะว่าสิ่งที่คานธีเดินมันไม่ใช่การเดินเพื่อไปให้ถึง แต่เป็นการเดินเพื่อเรียกร้องเพื่อจุดประกาย ประเด็นเรื่องความไม่เป็นธรรมของอังกฤษที่ออกกฎหมายห้ามทำเกลือ พอไปถึงทะเลคนเป็นหมื่นที่มาร่วมเดินกับคานธี และทุกคนกรูกันไปทำเกลือ แล้วก็ถูกตำรวจจับ แต่ว่าคนเป็นหมื่นก็วุ่นวายกันใหญ่ คนถูกจับเข้าคุกเป็นหมื่น อังกฤษก็เสียหน้ามากจะไม่จับก็ไม่ได้ คนก็หัวเราะ คนก็สงสัยว่าจับได้ไงคนแค่ออกมาทำเกลือ อันนี้มันก็สะเทือนและเป็นการจุดประกายให้เกิดการต่อต้านประท้วงอังกฤษต่อมาอีกหลายเดือน จนกระทั่งอังกฤษสูญเสียความชอบธรรม

การเดินในลักษณะนี้มีต่อมาเรื่อยๆ ที่ใกล้เข้ามาในยุคสมัยปัจจุบันก็ที่ประเทศอินเดีย ก็มีการเดินเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะว่าเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้วที่รัฐหิมะจันทร์ประเทศซึ่งอยู่ทางเหนือของอินเดีย มีการให้สัมปทานบริษัททำไม้ ตัดต้นไม้ใหญ่ โดยที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีปากไม่มีเสียง ชาวบ้านเลยใช้วิธีโอบกอดต้นไม้ไม่ให้เขาตัด ถ้าจะตัดก็ต้องตัดคนไปด้วย และเขาก็ใช้วิธีการเดินจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่งระหว่างเดินก็มีการพูดคุยเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ และกระตุ้นว่าชาวบ้านมีกำลังที่จะปกปักษ์รักษาต้นไม้ เขาใช้วิธีการแบบนี้ ใช้การเดิน เดินเป็นเดือน จนกระทั่งมันเกิดกระบวนการที่ขยายใหญ่โตมาก คนเป็นหลักพัน สุดท้ายก็สามารถทำให้รัฐบาลยกเลิกสัมปทานป่าไม้เพราะว่าการประท้วงมันกว้างขวางมาก

ใกล้ตัวเข้ามาอีกหน่อย ที่ประเทศเขมร คำว่าธรรมยาตราเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเขมรประมาณปี 32-33 ตอนนั้นเขมรเกิดสงครามเขมร 3 ฝ่าย มีการสัญญาสันติภาพระหว่างเขมร 3 ฝ่าย ก็จะเลิกรบเลิกทำสงครามกัน แต่ชาวบ้านไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะเกิดสันติภาพจริงหรือเปล่า เพราะแต่ละฝ่ายก็มีกำลังอาวุธอยู่ สมเด็จมหาโฆษนันทะ ท่านต้องการปลุกความเชื่อมั่นของประชาชนว่า สันติภาพมันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ต้องการทำให้เกิดความมั่นใจในสนธิสัญญาสันติภาพของเขมร 3 ฝ่าย ท่านก็เลยจัดเดินธรรมยาตราที่เขมร ฝ่าเขตสงครามซึ่งอาจจะมีกับระเบิด ตอนแรกคนไม่มั่นใจ แต่พอสมเด็จโฆษนันทะท่านจัดธรรมยาตรา ซึ่งใช้เวลาเป็นเดือนตั้งแต่ชาติแดนไทยซึ่งเป็นเขตของเขมรแดง ไปจนถึงพนมเปญซึ่งเป็นเขตของฮุนเซ็น ปรากฎว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการสู้รบกัน คนเดินกันเป็นร้อย เป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก ปรากฎว่าการเดินประสบความสำเร็จมีการฆ่ากัน และระหว่างที่เดินประชาชนแต่ละเขตที่ถือหางแต่ละฝ่ายก็เริ่มพบปะพูดคุยกัน เริ่มมีความไว้เนื้อเชื่อใจจริงระหว่างฝ่ายประชาชน

เดี๋ยวนี้มันมีการเดินที่ใช้เวลานาน พวกเราอาจจะเคยได้ข่าวการเดินเพื่อสันติปัตตานี เดินเป็นพันกิโลเมตร จัดเมื่อปี 2553 เดินจากศาลายา ไปถึงปัตตานี ในแต่ละที่ที่ไปก็จะมีการเปิดเวทีคุยเรื่องสันติภาพ เรื่องความร่วมมือระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม และยังมีการเดินเพื่อแม่น้ำเจ้าพระยา จากเชียงดาวมากรุงเทพฯ ฉะนั้นการเดินมันเป็นเครื่องมือทางสังคมในการเปิดประเด็น จุดประกายเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องสันติภาพ หรือประเด็นอะไรก็ตาม ฉะนั้นการใช้การเดินสามารถช่วยทำให้เกิดการตื่นตัวได้ไม่มากก็น้อย

แต่ว่าข้อสำคัญในระหว่างที่เดิน เราต้องวางจิตวางใจให้เป็นด้วยถ้าเราวางจิตว่างใจเป็นเราจะท้อง่าย และยิ่งเดิน 800 กิโลเมตร เดือนกว่า โอกาสที่จะท้อหรือว่าเดินด้วยความทุกข์มันมี ในเมื่อเราเดินเพื่อสังคม เพื่อสิทธิของชาวบ้านแล้วเนี่ย มันเป็นประโยชน์อย่างมาก เราก็ต้องบำเพ็ญประโยชน์กับตนเองด้วย ก็คือเดินแล้วใจต้องไม่ทุกข์แม้ว่าเดินแล้วมันจะเหนื่อย แต่ว่าถ้าเรารักษาใจดี เดินอย่างมีสติมันก็จะทำให้เราเดินไปได้ตลอดในระหว่างเส้นทางโอกาสที่เราจะได้จุดประเด็นให้มีการพูดคุยเรื่องนี้ก็จะเกิดขึ้น

สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำใจก็คือ คนอาจจะไม่เห็นด้วยกับเรา อาจจะเป็นชาวบ้านบางกลุ่ม ชาวบ้านตามข้างทางที่ไม่เข้าใจ คนที่ไม่เข้าใจไม่ได้รับรู้ปัญหาของชาวบ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะยิ่งเราพูดเรื่องสิทธิ พูดเรื่องความเป็นธรรม สมัยนี้มันกลายเป็นของแสลงหู เขาไม่เข้าใจ ก็อย่าไปมองเข้าเป็นศัตรูอย่าไปโกรธอย่าไปเกลียดเขา พยายามมองเขาอย่างเป็นมิตร และพยายามชี้แจงให้เขาได้เข้าใจว่าเราเดินเพื่ออะไร สมัยนี้คนมีความเห็นต่างกันเยอะ ด้วยความเห็นต่างบางทีมันก็ถูกกระพื้อด้วยความไม่เข้าใจ พอเห็นอะไรไม่ถูกใจก็ขึ้นเฟซบุ๊กแล้วก็เขียนด่า คือบางทีเห็นต่างไม่จำเป็นต้องด่าก็ได้นะ แค่ไม่เห็นด้วยแต่สามารถมีความเป็นมิตรกันได้ บรรยากาศแบบนี้คนเดินต้องเข้มแข็งต้องหนักแน่น ใครจะคิดอย่างไรก็อย่าไปมองเขาเป็นศัตรู ให้ถือว่าเขาแค่ไม่เข้าใจ และให้ความเป็นมิตรกับเขา ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมากโดยเฉพาะการเดินในประเด็นอย่างนี้

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์