6 องค์กรสิทธิเรียกร้องหยุดปิดกั้นเสรีภาพแสดงออก-ชุมนุม ปล่อย 7 น.ศ.


แฟ้มภาพ 23 มิ.ย. 2559
 

28 มิ.ย. 2559 องค์กรสิทธิมนุษยชน 6 แห่ง ประกอบด้วย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.), สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw), ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวจากกรณีการทำกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนโดยทันที ยุติการดำเนินคดีกับนักศึกษา นักกิจกรรมและประชาชนทั้งหมดที่เคลื่อนไหวรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยสงบ รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไร้การตรวจสอบ โดยเฉพาะคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558

รายละเอียดมีดังนี้

 

แถลงการณ์
ให้ยุติการปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ และปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวโดยทันที

สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ทำการจับกุมควบคุมตัวนักกิจกรรมรวม 13 คน ที่จัดกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกพื้นที่ ที่ตลาดเคหะบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 23 มิถุนายน 2559 พร้อมทั้งแจ้งข้อหาชุมนุมทางการเมืองเป็นจำนวน 5 คนขึ้นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ซึ่งขณะนี้นักศึกษา 7 ใน 13 ราย ยังถูกควบคุมตัวภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

อีกทั้ง ในช่วงสายของวันที่ 24 มิถุนายน 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนักศึกษาและนักกิจกรรมอีก 7 คนที่จัดกิจกรรม "ปัดฝุ่นประชาธิปไตย" ณ อนุสาวรีย์ปราบกบฎ (หลักสี่) เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาทั้ง 7 คนในข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 และ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558

องค์กรสิทธิมนุษยชนตามที่ปรากฏรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว และขอยืนยันหลักการสิทธิเสรีภาพที่รัฐต้องให้การเคารพและคุ้มครอง ดังต่อไปนี้

1. เสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) ซึ่งเป็นสิทธิที่รับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย [1] และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม โดยกติกาฯดังกล่าวได้ประกันสิทธิของบุคคลทุกคนที่จะถือเอาความคิดเห็นใดๆโดยปราศจากการแทรกแซง และบุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและกระจายข่าวและความคิดเห็นทุกรูปแบบ [2] เพราะถือว่า สิทธิเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการที่จะส่งเสริมให้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ [3] และถือเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชน อันจะนำไปสู่การมีข้อเสนอที่มีความเหมาะสมในประเด็นต่างๆที่กระทบต่อประชาชนและเป็นที่ยอมรับของประชาชน

ที่ผ่านมารัฐไทยมีการละเมิดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนอยู่อย่างต่อเนื่องผ่านการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะการใช้ข้อกล่าวหาตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 และพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยอ้างความไม่ปกติของสถานการณ์บ้านเมืองหรือความมั่งคงของรัฐ ทั้งที่การแสดงออกของบุคคลในหลายกรณี รวมถึงกรณีการจับกุมควบคุมตัวกลุ่มรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญ และการแสดงออกเพื่อระลึกถึงคณะราษฏรดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยสงบและยังห่างไกลจากการกระทบต่อความมั่นคงของชาติดังที่เจ้าหน้าที่มักกล่าวอ้าง ดังนั้น การตั้งข้อกล่าวหาทางอาญาเพื่อจำกัดหรือปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกในกรณีดังกล่าว จึงเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสงดออก ผ่านการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในทางที่มิชอบและเป็นไปโดยอำเภอใจ

2. สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองในทางการเมือง เป็นสิทธิที่รับรองไว้ทั้งในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งการมีส่วนร่วมในเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศและเป็นกติกาที่กำหนดเรื่องทางการเมือง ระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงหลักประกันสิทธิต่างๆของประชาชน ประชาชนจะต้องสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อกำหนดเจตจำนงของตนเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การกีดกันหรือไม่ยอมให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และกว้างขว้าง ดังจะเห็นได้จากการออกมาข่มขู่ประชาชนอยู่เสมอและมีการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหาแก่ประชาชนที่รณรงค์ในทางที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผ่านกฎหมายที่หลากหลาย ทั้งคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2558 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 รวมทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 กรณีเช่นนี้ถือเป็นการขัดขวางไม่ให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงของตนได้อย่างเสรี

3. สิทธิที่จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม (Rights to Fair Trial) เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง[4] และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย[5] โดยสิทธิประการดังกล่าวกำหนดห้ามมิให้จับกุมหรือควบคุมบุคคลโดยอำเภอใจเว้นแต่โดยเหตุและเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย[6] โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้การจับโดยทั่วไปต้องมีหมายจับที่ออกโดยศาลและมีเหตุแห่งการออกหมายจับ[7] การจับกุมควบคุมตัวบุคคลที่ใช้เสรีภาพในการมีส่วนร่วมกำหนดเจตจำนงของตนเองในทางการเมืองและการแสดงออกโดยสันติวิธีซึ่งเป็นหลักสิทธิมนุษยชนที่ถูกรับรองไว้ด้วยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และยิ่งเป็นการจับกุมโดยไม่มีหมายหรือคำสั่งของศาลแล้ว การจับกุมควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวย่อมเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและอำเภอใจ ไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่เป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

สิทธิในการเข้าถึงศาลที่เป็นอิสระ เป็นกลาง และมีอำนาจและตั้งขึ้นตามกฎหมาย[8] เป็นหลักประกันสิทธิบุคคลที่จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรมที่กำหนดให้บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีตามกฎหมายวิธีพิจารณาความโดยศาลปกติ[9] โดยการพิจารณาคดีโดยศาลทหารนั้น จะจำกัดเฉพาะความผิดที่เกี่ยวข้องกับทหาร และศาลทหารจะไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีของพลเรือน เว้นแต่เมื่อไม่มีศาลพลเรือนอยู่หรือศาลพลเรือนตามปกติไม่สามารถดำเนินการพิจารณาคดีได้[10] ดังนั้น การกำหนดให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีที่พลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และพยายามตั้งข้อกล่าวหาที่สามารถนำพลเรือนขึ้นสู่ศาลทหาร ซึ่งมีปัญหาเรื่องความเป็นอิสระและเป็นกลาง ทั้งที่ศาลพลเรือนยังมีอยู่และยังทำหน้าที่ของตนได้นั้น ย่อมเป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิที่จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรมดังกล่าว

องค์กรสิทธิมนุษยชนตามที่ปรากฏรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจ ตลอดจนศาลทหารและองคาพยพต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้โดยทันที
1. ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวจากกรณีการทำกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนโดยทันที
2. ยุติการดำเนินคดีกับนักศึกษา นักกิจกรรมและประชาชนทั้งหมดที่เคลื่อนไหวรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยสงบ และใช้เสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุมโดยสงบในประเด็นอื่นๆ
3. ยุติการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการจำกัดหรือปิดกั้นการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบของประชาชนพร้อมทั้งต้องเปิดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น ทั้งในทางการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญ การกำหนดนโยบายสาธารณะ และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
4. คสช. ต้องทบทวนเพื่อยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและไร้การตรวจสอบ โดยเฉพาะคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558
5. ต้องยกเลิกการนำกระบวนการยุติธรรมทหารมาใช้กับพลเรือน และกลับไปใช้กระบวนการยุติธรรมปกติโดยทันที

ด้วยความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw)
ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

 

[1]รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4

[2] International Covenant on Civil and Political Rights article 19 (1) (2)

[3] Human Rights Committee, International Covenant on Civil and Political Rights, General Comment No.34, 12 September 2011, para.2

[4] กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ข้อ 6– 9

[5] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4

[6] กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ข้อ 9

[7] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66

[8] โปรดดู กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง  ข้อ 14 (1)

[9] หลักการพื้นฐานสหประชาชาติว่าด้วยความเป็นอิสระของศาล ค.ศ. 1985 ข้อ 5

[10] หลักการที่ 5 ของ International Standard Principles Governing the Administration of Justice Through Military Tribunals, United Nations Economic and Social Council
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์