‘ยิ่งชีพ iLaw’ ชี้ ‘ขู่ โม้ โชว์ โกหก’ คือวิธีควบคุมโลกออนไลน์ยุค คสช.

‘ผู้จัดการ iLaw’ ระบุ ‘โพสต์เฟซบุ๊ก’ กลายเป็นความผิดทางการเมืองจำนวนมากในยุคหลัง สรุปนโยบายคุมอินเทอร์เน็ต 4.0 ยุคคสช. คือ ‘ขู่ โม้ โชว์ โกหก’ ทำประชาชนสับสนต่อ ก.ม. ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ติง ‘กสทช.-สปท.’ พยายามทิ้งทวนวางแผนคุม ‘OTT – โซเชียลมีเดีย’ ที่ทำไม่ได้จริง

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์

21 ก.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 8 ขึ้น ในหัวข้อ "พินิจอินเทอร์เน็ตไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0(?)” ณ ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4 เพื่อนำเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ เกี่ยวกับสภาวการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคตของอินเทอร์เน็ตไทย โดยเฉพาะประเด็นทางนโยบายปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) หนึ่งในวิทยากรวงเสวนานี้ให้ภาพเกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นที่รัฐพยายามกำกับ โดยยิ่งชีพ กล่าวว่า ในยุคหลัง การจับผู้กระทำความผิดทางการเมืองทั้ง มาตรา 112 และ 116 พ่วงด้วยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 90 เพราะเป็นทางออนไลน์ คดี 112 ที่จำคุกสูงที่สุดตั้งแต่ 50-70 ปี ก็เป็นการโพสต์เฟซบุ๊ก

ยิ่งชีพให้ภาพรวมของสามปีที่ผ่านมารัฐบาลควบคุมอะไรบ้างในโลกออนไลน์ โดยเขาเรียงไทม์ไลน์ดังนี้

- 28 พฤษภาคม 2557 เฟซบุ๊กดับไป 1 ชั่วโมง โดยมีบางคนออกมาชี้แจงว่ามีคำสั่งให้ทำ มีบางคนออกมาปฏิเสธ คล้ายเป็นการแสดงแสนยานุภาพว่าถ้าจะทำก็ทำได้ (อ่านข่าวได้ที่นี่)

- 6 มกราคม 2558 รัฐบาลออกชุดร่างกฎหมายความมั่นคงดิจิทัล 10 ฉบับ ที่มีพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์รวมอยู่ด้วย รวมถึงมีมาตรา 35 ให้อำนาจรัฐในการสอดส่องอีเมล์ โทรศัพท์ โทรสารได้ไม่จำกัด สุดท้ายผ่านไปทั้งสิ้น 8 ฉบับ โดยมี 3 ฉบับที่รวมกันเป็นฉบับเดียวซึ่งเกี่ยวกับการตั้งกระทรวงใหม่คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์และพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่ผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ส่วนพ.ร.บ.คอมฯ นั้นผ่านตอนปี 59 ที่ผ่านมา

- กันยายน 2558 มีข่าวว่ารัฐพยายามจะทำ single gateway แต่ความจริงทำไม่ได้เพราะความสามารถทางเทคนิคเราไม่ถึง และต้องออกกฎหมายเวนคืน gateway จากผู้ให้บริการภาคเอกชนซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เป็นนโยบายที่พูดให้ตื่นเต้นแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

- ธันวาคม 2558 มีการจับคนกดไลก์ (คดีฐนกร) และ พฤษภาคม 2559 จับคนจากข้อความในแชทบ็อก (อ่านข่าวได้ที่นี่) แถลงข่าวใหญ่โต สร้างกระแสความตื่นเต้น

- 16 ธันวาคม 2559 ก็ผ่านร่างแก้ไขพ.ร.บ.คอมฯ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน 300,000 กว่าคนในเว็บไซต์ change.org

โดยเนื้อหาหลักของพ.ร.บ.คอมฯ ที่ผ่านไป หลักๆ แล้วเปลี่ยนไม่มาก ว่าด้วยเรื่องของสิทธิอะไรพูดได้พูดไม่ได้นั้นแทบจะเหมือนเดิม เปลี่ยนรายละเอียดเปลี่ยนโครงสร้างเล็กน้อย มีความผิดเพิ่มขึ้นมา มีเรื่องสแปม (อ่านข้อวิจารณ์ได้ที่ ร่างแก้ไขพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ "ตั้งคณะกรรมการปิดเว็บแม้ไม่ผิดกฎหมาย")

- 8 มีนาคม 2560 มีพ.ร.บ.จดทะเบียนสื่อ ที่เสนอโดย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมา สื่อทุกสื่อต้องจดทะเบียนรวมทั้งสื่อออนไลน์และเฟซบุ๊กเพจ ซึ่งต้องขึ้นตรงต่อสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ อยู่ภายใต้การกำกับทางด้านประมวลจริยธรรม มีการถกเถียงกันทำให้นโยบายการจะกำกับสื่อออนไลน์ยังกำกวมอยู่ และแก้หลายครั้งแต่สุดท้ายก็ยังไม่ผ่าน อยู่ในขั้นตอนที่สปท. อนุมัติ แต่สปท. ไม่ได้มีอำนาจในการออกกฎหมาย เพราะต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีก

- 12 เมษายน 2560 ประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ ห้ามติดต่อกับบุคคลสามคนคือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และ Andrew MacGregor Marshall เกิดการตั้งคำถามว่าการเป็นเพื่อนกับบุคคลเหล่านี้ในเฟซบุ๊กผิดกฎหมายหรือเปล่า จนกระทั่งคนออกประกาศเป็นคนออกมาบอกเองว่าไม่มีผลทางกฎหมายใด (เปิดข้อสังเกต 'ศูนย์ทนายฯ -ไอลอว์' ต่อประกาศงดติดตามโพสต์ 'สมศักดิ์-ปวิน-แอนดรูว์')

- พฤษภาคม 2560 มีตำรวจภาค1 ออกมาบอกว่าต่อไปนี้จะจับคนดูโพสต์ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่มีกฎหมายใดบอกว่าการดูนั้นผิด (เอาผิด “จอมส่อง” เพจหมิ่นสถาบันฯ ไม่ง่าย)

- 8 มิถุนายน 2560 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีแผนจดทะเบียน OTT (Over the Top - บริการสื่อสารและแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต) (อ่านข่าวได้ที่นี่) เพื่อกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์ แต่จนถึงวันนี้ประกาศหลักเกณฑ์ก็ยังไม่ออก เมื่อดูพ.ร.บ. ในส่วนที่ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกสทช. ก็ไม่มีเนื้อหามาตราใดให้อำนาจจัดสรรเนื้อหาในโลกออนไลน์

ทั้งหมดนี้ ยิ่งชีพ ตั้งข้อสังเกตว่า กสทช. ชุดนี้ได้รับเงินเดือน 400,000 บาทและกำลังจะหมดวาระในเดือนตุลาคมที่จะถึง และคนที่มีบทบาทอำนาจในการแต่งตั้งใครกลับเข้ามาก็คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะฉะนั้นการออกมาพูดอะไรช่วงหนึ่งให้ตัวเขาเป็นที่รู้จักก็สำคัญว่าจะได้กลับเข้ามารับตำแหน่งไปอีก 6 ปีหรือไม่

รวมทั้ง สปท. ซึ่งไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย และกำลังจะหมดวาระในสิ้นเดือนนี้ ก็มีการเสนอแผนคุมโซเชียลมีเดีย สแกนนิ้ว สแกนใบหน้า ต้องมีเลขบัตรประชาชน เพื่อให้เป็นข่าว (อ่านรายละเอียดที่ รายงานกรรมาธิการ สปท. ด้านสื่อสารมวลชน) แล้วก็มีโอกาสที่เขาจะได้รับการแต่งตั้งกลับเข้ามาอีกได้ตามกฎหมายใหม่

ผู้จัดการ iLaw กล่าวสรุปว่า ประเด็นสำคัญคือคนทั่วไปไม่มีเวลาติดตามหรืออ่านกฎหมาย สุดท้ายยังมีคนเข้าใจว่าเมื่อ พ.ร.บ.คอมฯ ผ่าน คือ single gateway ผ่านแล้ว หรือเข้าใจว่าพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ผ่านไปแล้ว มีคนมากมายที่ไม่รู้ว่าสปท. คืออะไร กสทช. คืออะไร

“นโยบายควบคุมอินเทอร์เน็ต 4.0 ในยุคคสช. ในมุมของผมก็คือ ใช้วิธี หนึ่งขู่ สองโม้ สามโชว์ สี่โกหก และพอทำแบบนี้สิ่งที่ประชาชนผู้รับสารได้รับคือความสับสน ไม่เข้าใจ และกลัว เมื่อกลัวแล้วจึงถอยออกมา ทุกคนรักษาระยะห่างกับเรื่องการแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางการเมืองและสังคม ถือเป็นวิธีที่ได้ผล ไม่แน่ใจว่าตั้งใจแค่ไหน ตัวกฎหมายและการทำจริงไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ใช้วิธีการขู่ ทำให้คนสับสนและกลัวไปเอง ถือเป็นนโยบายจิตวิทยาทางทหารที่ได้ผลและเก่งมาก” ยิ่งชีพ กล่าว

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม:

#พรบคอม แก้ไขใหม่แล้ว คดี "ปิดปาก" มีแต่แนวโน้มจะเพิ่มขึ้น

เว็บเสี่ยง “ปลิว” มากขึ้น, คดียัดข้อหาเกิดง่าย หากร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ผ่าน

ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ใช่ฉบับเดียวที่ต้องจับตา ถ้าทุกฉบับผ่านก็หมายความได้ว่า Single Gateway

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์