เปิด 6 ข้อห่วงกังวลและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากไทยเข้าร่วม CPTPP

เปิด 6 ข้อห่วงกังวลและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากไทยเข้าร่วม CPTPP ซึ่งทีมงานด้านผลกระทบการค้ากับสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขส่งให้ รมว.สาธารณสุขไปแจ้งต่อ สมคิด รองนายกฯ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำอธิบายว่าจะป้องกันปัญหาเหล่านี้อย่างไร รวมทั้งได้สะท้อนข้อห่วงกังวลนี้ในร่างกรอบเจรจาที่จะเข้าครม.หลังวันเลือกตั้งแล้วหรือไม่

ภาพจากเพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย - Bank of Thailand อธิบายไว้เมื่อวันที่ 17 ต.ค.61 ว่า CPTPP เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ โดยมีประเทศสมาชิก 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ความตกลง CPTPP ไม่ใช่การจัดตั้งขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการปรับโฉมจากความตกลง TPP (Trans-Pacific Partnership) โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นสมาชิกด้วย แต่หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ถอนตัวออกไปเมื่อปี 2560 ประเทศสมาชิกที่เหลือก็ตัดสินใจเดินหน้าความตกลงต่อ โดยใช้ชื่อใหม่ว่า CPTPP 

12 มี.ค.2562 หลังจากที่ประชาไทได้นำเสนอเอกสารที่กระทรวงพาณิชย์จัดทำให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้ 13 ประเด็นสำคัญของกฎหมาย/นโยบายที่ต้องปรับแก้เพื่อเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ซึ่งล้วนเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ สาธารณสุข คุ้มครองผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการภายในประเทศไปแล้วนั้น

ล่าสุดแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ทางกระทรวงพาณิชย์กำลังเสนอร่างกรอบเจรจา CPTPP เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ขณะที่ประชาไทพบเอกสารอีกชิ้นที่ทางทีมงานด้านผลกระทบการค้ากับสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ได้รวบรวมข้อห่วงกังวลและผลกระทบด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากไทยเข้าร่วม CPTPP ให้กับ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปแจ้งต่อ สมคิด รองนายกฯ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำอธิบายว่าจะป้องกันปัญหาเหล่านี้อย่างไร หรือได้สะท้อนข้อห่วงกังวลนี้ในร่างกรอบเจรจาที่จะเข้าครม.หลังวันเลือกตั้งแล้วหรือไม่

ข้อห่วงกังวลและผลกระทบด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากไทยเข้าร่วม CPTPP ของทางกระทรวงสาธารณสุข

ประกอบไปด้วย 6 ประเด็นดังนี้

1. ศักดิ์ของ CPTPP กับความตกลงที่ไทยได้ (หรือจะ)เป็นภาคีด้านสาธารณสุข เช่น FCTC (กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ขององค์การอนามัยโลก ที่มีวัตถุประสงค์ป้องกันประชาชนจากพิษภัยร้ายแรงของยาสูบ), IHR (กฎอนามัยระหว่างประเทศ ซึ่ง เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันควบคุมโรคที่อาจมีผลกระทบต่อการเดินทางและการค้าขายระหว่างประเทศ), ASEAN Medical Device (กฎระเบียบด้านเครื่องมือแพทย์ของอาเซียน ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลทางด้านประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์) ซึ่ง CPTPP กำหนดว่า ต้องหาวิธีเป็นรายกรณี หากมีความขัดแย้งกัน จะเกิดปัญหาในการปฎิบัติของกฎหมายต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขได้

2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร ยา วัคซีน ชีววัตถุ ซึ่งล้วนความมั่นคงทางยาของประเทศไทย มีประเด็นต่างๆดังนี้

1) แหล่งวัตถุดิบ: CPTPP บังคับเข้าร่วม อนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) ซึ่งจะให้ความคุ้มครองในสิทธิ์ของและประโยชน์ต่อนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ แต่ไม่คุ้มครองชุมชนต้นทางของสายพันธุ์นั้นๆ 

2) การวิจัยและพัฒนา: ไทยต้องเปิดให้ต่างชาติทำธุรกิจบริการด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรชีวภาพของไทยและศึกษาทดลอง โดยไม่สามารถบังคับให้บริษัทเหล่านั้นถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้การลงทุนได้ ซึ่งจะกระทบต่อนโยบายไทยแลนด์ 4.0

3) CPTPP บังคับให้ อย. ต้องเชื่อมกระบวนการระหว่างการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียนยา (patent linkage) ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตยาสามัญในประเทศ เพราะจะถูกห้ามหากยามีสิทธิบัตร โดยเฉพาะเมื่อยาได้รับสิทธิบัตรที่เป็น evergeening (คือไม่มีความใหม่หรือนวัตกรรมที่สูงขึ้น หรือที่เรียกว่า สิทธิบัตรที่ไม่มีวันหมดอายุ) การขึ้นทะเบียนยาสามัญจะถูกระงับให้ล่าช้าออกไป

4) ความตกลง CPTPP บังคับให้ประเทศภาคีจำกัดมาตราควบคุมยาต่างๆก่อนอนุญาตให้วางจำหน่าย (Premarketing control) ซึ่งจะ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยของยาได้

5) ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต/นำเข้า/ส่งออก:

- ภาษีศุลกากร: ไทยจะไม่ได้ประโยชน์จากภาษีนำเข้าเนื่องจากภาษีต่ำอยู่แล้ว และไม่ได้ประโยชน์จาก CPTPP ในด้านการส่งออกเพราะวัตถุดิบอยู่นอก CPTPP ไม่เข้าเกณฑ์เรื่องกฎว่าด้วยการสะสม ถิ่นกำเนิด;

- เปิดการแข่งขันบริการผลิต และบริการข้ามประเทศโดยไม่ต้องตั้งบริษัทประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้หากเกิดเหตุที่ผิดกฎหมายไทย จะไม่สามารถเอาผิดข้ามประเทศได้

6) ประเด็นการกระจาย/ การใช้ และการเข้าถึง:

- บังคับให้เปิดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: ลดสิทธิพิเศษขององค์การเภสัชกรรม และอุตสาหกรรมไทย และใช้กลไกการจัดซื้อฯนี้ในนโยบายบัญชีนวัตกรรมไทยภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ได้จำกัดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อการจัดหายาจำเป็น (ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ) ยาขาดแคลน และยากำพร้า

- เปิดแข่งขันบริการคลินิก/ ร้านยา บริการจัดจำหน่าย และระบบโลจิสติกส์

- ไม่สามารถใช้การบังคับใช้สิทธิ์เพื่อผลิตหรือนำเข้ายา หรือที่เรียกว่ามาตรการ CL ในกรณีที่บังคับใช้โดยรัฐไม่แสวงหากำไร (for public non-commercial use) ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพราะ CPTPP ให้ใช้มาตรการ CL ได้เฉพาะสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเร่งด่วนเท่านั้น 

- การบังคับใช้สิทธิ์ หรือ CL ของรัฐสามารถถูกฟ้องร้องจากนักลงทุนภายใต้นิยามเรื่องการเวนคืนทางอ้อม และ/หรือเกิดการชะลอของกระบวนการใช้ CL ได้

3. เครื่องมือแพทย์

1) การลดภาษีนำเข้า: อาจจะไม่กระทบให้ราคาสินค้าลดลงเนื่องจาก อัตราปัจจุบันอยู่ใน ระดับต่ำ (0-35%)

2) แต่การต้องเปิดรับเครื่องมือแพทย์ปรับแต่งใหม่ (remanufactured medical devices) แม้จะมีเจตนาที่ดีเรื่องการใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนที่ยังคงสภาพดี (ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม) แต่ไทยยังไม่มีความสามารถทางห้องปฏิบัติการที่เพียงพอสำหรับการตรวจประเมินคุณภาพ

3) จำกัดและกำกับกระบวนการทำงานในช่วงพิจารณาอนุญาตก่อนขาย (pre-marketing control) ตามความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพ รวมทัั้งมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภค

4) การจัดหา/การใช้ ไทยต้องเปิดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: ลดสิทธิพิเศษขององค์การเภสัชกรรม และเอกชนไทย และจะใช้กลไกการจัดซื้อฯนี้ในนโยบายบัญชีนวัตกรรมไทยภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ได้จำกัดมาก สำหรับเครื่องมือแพทย์ที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย
เปิดแข่งขันบริการจัดจำหน่าย อีกทั้ง ระบบโลจิสติกส์บริการข้ามประเทศโดยไม่ต้องตั้งบริษัทประเทศไทย: กรณีเกิดเหตุที่ผิดกฎหมายไทย จะไม่สามารถเอาผิดข้ามประเทศได้

5) การกำจัด: ต้องการเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ไทยเป็นแหล่งทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไทยกลับไม่สามารถบังคับให้บริษัทเหล่านี้ถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการลงทุนจากต่างประเทศได้

4.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
1) เครื่องดื่มนำเข้า: ต้องลดภาษีให้เหลือศูนย์ 
จะทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีราคาลดลง ประชาชน โดยเฉพาะนักดื่มหน้าใหม่เข้าถึงได้มากขึ้น กระตุ้นการดื่มเพิ่มมากขึ้นส่งผลกระทบต่อการเกิดโรคและอุบัติเหตุที่นำมาซึ่งความพิการและถึงชีวิต

2) การควบคุมการขาย/ บริโภค:
-มาตรการต่างๆ ที่คุ้มครองผู้บริโภคสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากนักลงทุน ด้วยกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนหรือที่เรียกว่า ISDS (Investor-State Dispute Settlement)  เพราะเป็นมาตราการที่ต้องการลดการบริโภค แต่มีผลต่อรายได้ของนักลงทุน และกลไกระงับข้อพิพาทโดย ISDS รัฐสุ่มเสี่ยงที่จะแพ้ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า

- ฉลาก: จำกัดการควบคุมการโฆษณาบนฉลาก และจำกัดพื้นที่เรื่องคำเตือนสุขภาพ เพราะ CPTPP กำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่แสดงบนฉลากไปแล้ว

-จำนวน/ สัดส่วน บริการที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องดื่ม 

การห้ามขายบางเวลา: ให้เปิดแข่งขันบริการ จัดจำหน่ายและโลจิสติกส์; การโฆษณาข้ามแดน; การขายข้ามประเทศโดยไม่ต้องตั้งบริษัทในไทย

-ให้ความสำคัญกับการทำ CRSR (Corporate Social Responsibility) ของธุรกิจซึ่งอาจขัดแย้งกับ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

-การให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงนโยบายด้านสุขภาพ

5.บริการ (บริการสุขภาพโดยบุลากรการแพทย์และบริการโรงพยาบาล/คลินิก)
กำหนดให้เปิดเสรี ยกเว้นกรณีไม่ต้องการเปิด ให้กำหนดยกเว้นในภาคผนวก (negative list approach)

6. ประเด็นอื่นๆ
6.1 อาหาร: ต้องเปิดรับอาหาร GMO ให้มากขึ้น; ลดการควบคุมกำกับก่อนออกตลาด (pre-marketing control)
6.2 เครื่องสำอาง: ลดการควบคุมก่อนออกตลาด (pre-marketing control) และไม่ให้ใช้เลขจดแจ้ง (notification number)

6.3 ยาสูบ: มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการบริโภคได้รับการยกเว้นจาก CPTPP แต่ไม่รวมบริการจัดจำหน่าย

6.4 ความไม่แน่นอนของการนำข้อบทที่ถูกระงับชั่วคราว (suspended) กลับมาบังคับใช้: เนื่องจากข้อบทที่อยู่ใน TPP ด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยามีอยู่จำนวนมากทั้งในด้านการขยายระยะเวลาสิทธิบัตร การผูกขาดข้อมูลยาและตลาดยา การเปิดกว้างของสิ่งที่จดสิทธิบัตรได้ซึ่งรวมถึงการใช้ จึงมีความกังวลว่า หากข้อบทเหล่านั้นถูกพิจารณานำกลับมาใช้อีกในอนาคต (เมื่อสหรัฐฯกลับเข้ามาร่วม CPTPP อีกครั้ง) จะส่งผลกระทบด้านลบอย่างมากต่อการเข้าถึงยาและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และระบบยา (ความมั่นคงทางยาของประเทศ) และจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินงานด้านหลักประกันสุขภาพของไทย (UHC)

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอให้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับด้านสุขภาพ (health in all policies) หารือความชัดเจนและขอให้ยกเว้นความตกลงด้านสุขภาพและสาธารณสุขออกจาก CPTPP 

หาไม่ 1. ต้องมีผู้แทนสาธารณสุขร่วมในการเจรจา 2.ขอระยะเวลาปรับตัวเท่ากับเวียดนาม (โดยเฉพาะเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และอื่นๆ) 3.ขอยกเว้นการบังคับใช้กลไก ISDS กับประเด็นด้านสุขภาพและสาธารณสุขทั้งหมด 4.ขอสงวนการเปิดบริการที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและสินค้าทำลายสุขภาพ (รวมทั้งการวิจัยและศึกษาทดลองในมนุษย์) 5.เร่งพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และนักวิทยาศาสตร์เพื่อการวิจัยและพัฒนา 6.เพิ่มการลงทุนทั้งด้านงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอ โครงสร้างพื้นฐาน และเครื่องมือของห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพภายหลังออกสู่ตลาด (post-marketing surveillance) 7.เร่งการพัฒนา แก้ไขปรับปรุงประสิทธิภาพกฎหมาย/ มาตรการด้านการควบคุมสินค้าและบริการที่เน้นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค และจัดการกับสินค้าและบริการที่มีปัญหา และการกระทำที่ขัดต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค 8.ตั้งหน่วยงานติดตามประเมินผลกระทบระยะยาว และวางแผนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่า ในร่างกรอบเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งสะท้อนประเด็นข้อห่วงใยเหล่านี้ไว้
 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์