'เพนกวิน-เบนจา' ชูป้ายหน้า บ.สยามไบโอไซเอนซ์ วิจารณ์การแจกจ่ายวัคซีน

'เพนกวิน-เบนจา' จัดกิจกรรมกระชากหน้าสยามไบโอไซเอนซ์ วิจารณ์การแจกจ่ายวัคซีน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และการให้สิทธิเยียวยา

25 ม.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้เวลา 13.45 น. พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน และ เบนจา อะปัญ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมาที่หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ ที่ทำการบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เพื่อจัดกิจกรรมกระชากหน้าสยามไบโอไซเอนซ์ วิจารณ์การแจกจ่ายวัคซีน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และการให้สิทธิเยียวยาแก่ประชาชน

พริษฐ์และเบนจาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลว่าเป็นการผูกขาดระหว่างกลุ่มทุนที่เอื้อผลประโยชน์ให้รัฐบาลชุดนี้ใช่หรือไม่ ทั้งยังตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือในการผลิตวัคซีนของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งมีสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และการใช้งบประมาณสำหรับผลิตวัคซีนว่ามาจากภาษีประชาชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังวิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนและการควบคุมโรคของรัฐบาลที่ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสุขภาพของประชาชน พร้อมเปรียบเทียบวิธีการบริหารจัดการของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศอื่น รวมถึงตั้งคำถามว่าการให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เป็นผู้ผลิตวัคซีนแต่เพียงผู้เดียวถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเรียกความนิยมกับคืนสู่สถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่

ขณะที่พริษฐ์เริ่มปราศรัยได้เพียง 1 นาที ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันได้ใช้โทรโข่งกล่าวแทรกระหว่างการปราศรัย ขอประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 15 มาตรา 9 โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ไม่ได้มีการจับกุมผู้ปราศรัย และปล่อยให้ดำเนินกิจกรรมต่อ

เหตุ ที่มาแค่ 2 เพราะป้องกันการแพร่ระบาด

พริษฐ์ เริ่มปราศรัยด้วยการบอกถึงเหตุที่วันนี้เพียง 2 คน กับเบนจาเนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติ จึงป้องกันไม่สุ่มเสี่ยงต่อกิจกรรมที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาด ไม่เช่นนั้นจะจัดเวทีปราศรัยแล้ว ส่วนเหตุที่มาหน้าตึกศรีจุลทรัพย์เนื่องจากเป็นที่ทำการของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ผูกขาดวัคซีน และเพื่อการประชาสัมพันธ์ในกับสถาบันกษัตริย์ 

“สถานการณ์โควิดในตอนนี้สร้างความเสียหายให้กับคนทั้งประเทศอย่างดูจะไม่จำกัดวง มีประชาชนมากมายมหาศาลต้องบาดเจ็บ ต้องล้มป่วย ต้องเจ็บ ต้องตายจากเชื้อไวรัสนี้ และที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น ยังมีอีกกี่คนที่ต้องตายเพราะสภาวะเศรษฐกิจที่ตามมาจากการระบาดของโรค มาตรการหลายๆ อย่างของรัฐบาลที่ออกมาก็เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพในการเยียวยาประชาชน ไม่งั้นเราคงไม่ต้องไปแย่งกันคนละครึ่งอย่างเทศกาลชิงเปรต พี่น้องครับ ทางออกทางเดียวที่ประเทศจะสามารถฝ่าวิกฤติ โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจที่ตามมาจากโควิดได้ นั่นคือวัคซีน เพราะอะไรครับพี่น้องประชาชน เพราะว่าวัคซีนนี้ ยิ่งเราแจกวัคซีนได้มาก และได้เร็วเพียงใด นั่นเท่ากับว่าคนในประเทศจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคระบาดนี้มากขึ้นเท่านั้น และเมื่อคนในประเทศมีภูมิคุ้มกัน นั่นแสดงว่าเราไม่จำเป็นต้องปิดเมือง เราไม่จำเป็นต้องปิดประเทศ ในระหว่างที่ปิดประเทศไปนี้ เศรษฐกิจไทยเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากที่สุดคืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทุกวันนี้ ข้าวสารกลายเป็นเมืองซอมบี้ พัทยากลายเป็นเมืองร้าง เชียงใหม่ก็กำลังจะตามๆ กันไป เราจะปล่อยประเทศเราไว้อย่างนี้อีกนานเท่าไร ดังนั้นวัคซีนจึงเป็นทางออกสำหรับประเทศไทย” พริษฐ์ ปราศรัย

เทียบประเทศในเอเชีย ใช้ 4 ชนิดจาก 4 แหล่ง 4 บริษัท

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆนั้น พริษฐ์ กล่าวว่า ในเอเชีย รับมือกับวัคซีน รับมือกับสถานการณ์โรคระบาดและจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนได้อย่างไรบ้าง ประการแรก ประเทศมาเลเซีย สามารถหาวัคซีนให้ประชาชนได้ 71% ของประเทศ ไต้หวันหาวัคซีนมาได้ 42% ของประเทศ ฟิลิปปินส์หาวัคซีนมาได้ 41.5% ของประเทศ ประเทศเหล่านี้เขาแจกวัคซีนให้กับคนในประเทศจำนวนมาก โดยที่เขาใช้วัคซีน 4 ชนิดจาก 4 แหล่ง 4 บริษัทไม่ซ้ำกัน เพราะว่าเขาไม่อยากวางความเสี่ยงไว้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เพราะวัคซีนโควิดเป็นเรื่องใหม่ เป็นดิษฐกรรมที่คิดค้นขึ้นใหม่ ไม่มีใครที่จะรู้ได้ชัดเจนกับตัวเองว่าวัคซีนไหนจะใช้ได้ดีที่สุด ดังนั้นก็ต้องกระจายความเสี่ยง 

แต่ประเทศไทย ในแผนล่าสุดของรัฐบาล ประเทศไทยจะแจกวัคซีนให้กับประชาชนเพียง 21.5% ของประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน ไม่เกิน 20 ล้านคนเพียงเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากๆ จนไม่สามารถสกัดโรคได้อย่างแท้จริง และไม่เพียงเท่านั้น ในวัคซีนที่รัฐบาลเตรียมจะเอามาแจกนั้น ซื้อมาจาก 2 บริษัทเท่านั้น คือ บริษัทซิโนแวค และแอสตราเซเนกา ซึ่งแอสตราเซเนกานี้คือเป็นวัคซีนที่ผูกขาดโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์

"ประเทศอื่นเขากระจายความเสี่ยง อะไรที่เขาไม่มั่นใจเขาก็ต้องลองใช้หลายๆ แบบ แต่ประเทศไทยมั่นหน้ามั่นโหนกมาจากไหนถึงใช้เพียงจาก 2 บริษัทเท่านั้น ซึ่งมาดูกันว่าทำไมวัคซีนของคนไทย ทำไมคนไทยถึงได้วัคซีนน้อย ทำไมคนไทยถึงได้วัคซีนช้า และทำไมคนไทยถึงได้วัคซีนจากแค่ 2 บริษัท” พริษฐ์ กล่าว

พริษฐ์ กล่าวต่อว่า วัคซีนชุดแรกที่กำลังจะเข้าถึงเป็นวัคซีนชื่อว่าซิโนแวค ที่ผลิตจากประเทศจีน และมีกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 ถึงปัจจุบัน คือ CP

พริษฐ์ ปราศรัยวิจารณ์ซิโนแวคว่า รัฐบาลทั่วโลกชะลอการสั่งซื้ออกไป และรัฐบาลจีนมีปัญหาเรื่องการปิดบังข้อมูล ดังนั้นการยืนยันผลลัพธ์จากรัฐบาลจีนจึงไม่มีความน่าเชื่อถือ 

"ฝากถึงรัฐบาล ช็อตต่อไป วัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นวัคซีนที่วิจัยโดยประเทศอังกฤษ โดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ข้อนี้ผมไม่ติด แต่ผมติดว่าเพราะเหตุใดจึงต้องเป็นบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ที่เข้ามาดูแลการผลิตวัคซีนตัวนี้ พี่น้องที่เคารพครับ บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ก่อตั้งมาแล้วนานนับ 10 ปี มีแต่คำว่าขาดทุน ไม่มีประสบการณ์ในการทำวัคซีน ไม่เคยมีวัคซีนชุดใดผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เหมือนเอามือใหม่หัดขับมาขับเครื่องบิน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องบินมันจะไม่ตก ถ้าในทางสังคมก็ต้องบอกว่าอาจจะขาดประสบการณ์ ไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่ไม่ใช่แค่เพียงพวกผมที่ตั้งคำถามนี้ ในวงการเภสัชกรรม ในวงการยาระดับโลก เขาก็ตั้งคำถามนี้เหมือนกันว่าบริษัทที่ไม่มีประสบการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่มีเครดิตในการที่จะมารับภารกิจสำคัญนั่นคือการผลิตวัคซีนโควิดให้กับอาเซียน และถามว่าบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เข้ามารับงานนี้ได้อย่างไร แน่นอนว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ" พริษฐ์ ปราศรัย

พริษฐ์ ตั้งคำถามต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ถึงบทบาทของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยไปคุยไปเป็นนายหน้าล็อบบี้ให้กับสยามไบโอไซเอนซ์นั้นทำได้เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ซึ่งตนมองว่าหากเป็นบริษัทเอกชนทำแบบนี้ เขาเรียกว่าฮั้วประมูล มีความผิดตามกฎหมาย 

ประเด็นวัคซีนพระราชทานนั้น พริษฐ์ วิจารณ์ว่า การที่วัคซีนนี้จะถูกนำเสนอออกไปในนามวัคซีนพระราชทาน ใช้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้กับสถาบันกษัตริย์ แต่งบประมาณนั้นมาจากภาษีไพร่ ภาษีของประชาชน เนื่องจากเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อแอสตราเซเนกาจากสยามไบโอไซเอนซ์ อีกทั้งตอนจะผลิตรัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีประชาชนได้อุดหนุนอีก 600 ล้านบาท เพื่อให้สยามไบโอไซเอนซ์สามารถผลิตวัคซีนได้ 

พริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนอ่านเอกสารหลายๆ ตัว ไม่ปรากฎว่ารัฐบาลได้เคยประกาศให้มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้บริษัทหลายๆ เจ้า ได้เข้ามาเสนอตัว ตั้งแต่มีการเปิดเผยกระบวนการว่าจะมีวัคซีนนั้น ชื่อเดียวที่ออกมาคือวัคซีนพระราชทาน 

"เห็นชีวิตของประชาชนเป็นเพียงสนามอารมณ์ เป็นเพียงสนามในการหาซีนให้ตัวเองได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจ และถ้าคนไทยต้องรอไปอีก 6 เดือน ซึ่งไม่รู้ว่าจะดีเลย์อีกหรือไม่ ผมไม่รู้เลยว่าต้องมีคนตายจากโรคอีกเท่าไร" พริษฐ์ ปราศรัย

สำหรับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่บอกว่าประเทศไทยจะได้วัคซีนเป็นเจ้าแรกๆ ของโลก นั้น พริษฐ์ ตั้งคำถามว่า แล้วป่านนี้มันอยู่ไหน ทำไมเราต้องรออีก 6 เดือน

จี้ รบ.เปิดเผยดีล

เบนจา วิพากษฺวิจารณ์ขั้นตอนการจัดซื้อจัดหาวัคซีนของรัฐบาลว่าไม่โปร่งใส พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลสัญญาการซื้อขายวัคซีนระหว่างบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และแอสตราเซเนกา เพื่อตอบข้อสงสัยของประชาชน พร้อมทวงถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถผลิตวัคซีนล็อตแรกให้เพียงพอต่อจำนวนประชาชนเกินครึ่ง ทั้งที่ใช้เวลาการผลิตล่าช้าไป 6 เดือน ขณะที่สิงคโปร์ ประชาชนได้เริ่มฉีดกันแล้ว อินเดียก็เริ่มฉีดกันแล้ว แต่ประเทศไทยมัวแต่เล่นละครปาหี่

"การกระทำดังกล่าวคือการฮั้วกันโดยชัดเจน ไม่น่าสงสัยอะไรเลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันแจ่มแจ้งอยู่แล้ว เราต้องการคำตอบ ต้องการให้เปิดเผยดีลที่รัฐบาลได้จัดซื้อจัดหามาว่าทำไมถึงมีเพียงบริษัทเดียว" 

“ทุกคนบ่นเหมือนกันหมดว่าเศรษฐกิจมันย่ำแย่ ไปร้านไหนๆ ก็บ่นว่าเศรษฐกิจมันย่ำแย่ พิษเศรษฐกิจมันย่ำแย่ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่รัฐบาลก็ยังไม่เห็นหัวประชาชน ปล่อยเรื่องราวต่างๆ ให้มันคาราคาซังมา ไม่คิดจะแก้ไข มัวแต่คิดหาผลประโยชน์เข้าพวกพ้อง” เบนจากล่าว

เบนจา กล่าวว่า บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เป็นบริษัททำธุรกิจผลิตวัคซีน 200 ล้านโดส ส่งออกต่างประเทศ 176 ล้านโดส ขายในประเทศไทยแค่ 26 ล้านโดส พร้อมตั้งคำถามถึงผู้ที่ได้กำไรคือใครและประชาชนได้อะไร 

ภายหลังการกล่าวปราศรัย พริษฐ์และเบนจาประกาศให้ตัวแทนบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์มารับมอบป้ายที่เขียนข้อความว่า “วัคซีนภาษีไพร่ แจกจ่ายในนามเจ้า” เพื่อให้บริษัทรับทราบว่าประชาชนมีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร หากไม่มีตัวแทนออกมารับจะนำเข้าไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ภายในอาคาร ต่อมามีผู้แสดงตนว่าเป็นตัวแทนบริษัทออกมารับมอบป้าย ทั้ง 2 คนจึงประกาศยุติกิจกรรม และประกาศว่ากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม รวมถึงคณะราษฎรจะติดตามประเด็นวัคซีนโควิด-19 อย่างใกล้ชิด จึงขอให้ประชาชนช่วยติดตามเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของทุกคน รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศ

CP ยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดในการนำเข้าวัคซีนในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีวิพากษ์วิจารณ์ CP ถือหุ้นในซิโนแวค นั้นเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา CP ผยแพร่แถลงการณ์ ผ่านเพจ Charoen Pokphand Group - C.P. Group และเพจ We are CP ยืนยันว่า CP ไม่มีหุ้นในบริษัท ซิโนแวค แต่เป็นการลงทุนของ บริษัท ซิโนไบโอฟาร์ม ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และซีพี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดในการนำเข้าวัคซีนในประเทศไทย

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์