สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จับมือ สปสช. และองค์กรภาคี ตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ตัวตนคนไทยไร้สถานะ   

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยและ สปสช. ลงพื้นที่พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลด้วยวิธีตรวจรหัสพันธุกรรมแก่บุคคลผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียน 90 ราย ณ ที่ว่าการอำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เผยตั้งแต่ปี 2558 มีการตรวจ DNA มีการดำเนินการปีละประมาณ 1,600 ราย 

10 มี.ค.2564 ทีมสื่อ สปสช. รายงานว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ได้ดำเนินการช่วยเหลือคนไทยที่มีปัญหาทางสถานะทางทะเบียนในพื้นที่ อ.สังขละบุรี อ.ท่าม่วง อ.เมืองกาญจนบุรีและอำเภอใกล้เคียง รวมทั้งหมดกว่า 90 ราย ให้เข้ามาทำการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลด้วยวิธีตรวจรหัสพันธุกรรม (DNA) พร้อมกับจัดกิจกรรมสื่อสารเพื่อให้คนไทยที่ไร้สิทธิในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการค้นหาหลักฐาน เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2564 ณ ที่ว่าการอำเภอท่าม่วง จ.กาญจนบุรี  

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้จัดการแผนงานเพื่อการพัฒนาสุขภาวะคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า หลังจากที่มีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การดำเนินงานพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนของ 9 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้การทำงานของภาคประชาชนเพื่อช่วยเหลือผู้มีปัญหาทางสถานะทางทะเบียน มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรมการปกครองที่ช่วยตรวจสอบสืบค้นข้อมูลเพื่อใช้ในการยืนยันตัวบุคคลเป็นอย่างดี กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช.ก็ผลักดันให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขมากขึ้น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ เช่น จัดหารถรับส่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ต้องเข้ารับการตรวจ DNA และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่ช่วยตรวจ DNA จนนำมาสู่การพิสูจน์สิทธิเช่นในวันนี้ ซึ่งหลังจากนี้ทางเครือข่ายภาคประชาชนก็จะได้ช่วยประสานงานให้ได้รับสิทธิบัตรทองเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลต่อไป 

ด้าน พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า บทบาทหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์คือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน ตาม พ.ร.บ.การให้บริการด้านนิติวิทยาศาสตร์ 2559 ซึ่งการตรวจ DNA จะมีประเด็นในเรื่องของบุคคลยากไร้ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้บุคคลกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลไม่ได้รับสิทธิทั่วไปตามในฐานะประชาชนคนไทย ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงได้จัดหางบประมาณมาดำเนินการตรวจ DNA ให้โดยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา มีการดำเนินการปีละประมาณ 1,600 ราย ซึ่งนอกจากการตรวจที่ส่วนกลางแล้ว สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังจัดทีมออกตรวจ DNA ในภูมิภาคต่างๆด้วย โดยจะพิจารณาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมารวบรวมวิเคราะห์ว่ามีจำนวนมากพอสมควรแล้วจัดแผนในการเดินทางไปตรวจพื้นที่ ดังเช่นการเดินทางมาให้บริการตรวจ DNA ในพื้นที่ อ.ท่าม่วง ในครั้งนี้ 

นายฑรัท เหลืองสะอาด นายอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ต้องขอขอบพระคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าทางกระทรวงมหาดไทย สปสช. กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ ที่ช่วยกันทำให้การทำงานของคล่องตัวและสามารถทำให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง โดยในส่วนของอำเภอท่าม่วงเองก็มีเป้าหมายทำให้ประชาชนได้มีความเสมอภาคและพยายามทำงานอย่างเต็มที่ ลดขั้นตอนการทำงานต่างๆ พร้อมกับการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส 

"อีกด้านยังมีนายหน้าเรียกค่านำพา ค่าจัดการ ค่าออกเอกสารการรับรองต่างๆ ทางอำเภอขอยืนยันว่าไม่มีการเรียกเก็บเกินความเป็นจริง หากเป็นผู้ยากไร้เราจะประสานขอยกเว้นค่าตรวจ DNA ให้อยู่แล้ว ทั้งยังประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือ พม.จังหวัดกาญจนบุรี ให้ช่วยดำเนินการช่วยเหลือสงเคราะห์อื่นๆ ดังนั้น อยากสื่อสารให้ชาวบ้านที่มีปัญหาเรื่องสถานะทางทะเบียนมาขอคำแนะนำในการยื่นพิสูจน์สิทธิและทำเอกสารยื่นเรื่องได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่งได้ด้วยตนเอง” นายฑรัท กล่าว 

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช. ดูแลประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองกว่า 47.5 ล้านคนได้ครอบคลุม 99.88% แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ยังมีปัญหาสถานะทางทะเบียน ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิสุขภาพขั้นพื้นฐาน สปสช.จึงมีนโยบายสนับสนุนให้เครือข่ายประชาชนร่วมกันขับเคลื่อนค้นหาคนกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบปัญหาว่าไม่มีบัตรประชาชนมาแสดงตน จึงไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการลงนาม MOU การดำเนินงานพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนของ 9 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานต่างๆ  ให้ได้รับบริการจากรัฐและช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้แคบลงมากยิ่งขึ้น 

“สำคัญที่สุด  คือการนำคนไทยที่ไร้สิทธิในพื้นที่มาให้ได้รับการตรวจอัตลักษณ์ DNA นับว่าเรากำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของ “ความเหลื่อมล้ำ” ให้แคบลง เพราะได้เกิดการบูรณาการความร่วมมือ ที่เป็นรูปธรรม ต่างหน่วยงาน ต่างทำหน้าที่สอดประสานงานตามภารกิจที่ได้ตกลงใน MOU ที่ท่านอนุทินฯ ได้ร่วมลงนาม จึงเปรียบเสมือนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของคนไทยที่เคยตกหล่นจากสังคม” ทพ.อรรถพร  กล่าว 

ด้าน นางสุชาดา นันตา อายุ 35 ปี ต.ปรังเผอ อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี อาชีพรับจ้างทั่วไป กล่าวว่า วันนี้ได้พาลูกสาวอายุ 11 ปี ซึ่งยังไม่มีบัตรประชาชน เพื่อมารับการตรวจอัตลักษณ์ด้วยการพิสูจน์ DNA โดยทราบข่าวจากเครือข่ายคนไทยไร้สิทธิ วันนี้ออกจากบ้าน 7โมงเช้าถึง 10 โมงเช้า และเริ่มตรวจโดยให้จับคู่กับลูก ตอนไม่มีบัตรประชาชนก็ไม่กล้าออกไปไหนกลัวโดนตำรวจจับ พอรู้ว่ามีตรวจอีกก็เลยให้ลูกมาจะได้มีบัตรประชาชนไม่เป็นคนเถื่อน เวลาไม่สบายจะได้ใช้สิทธิบัตรทองไปรักษาที่โรงพยาบาลได้ 

ด.ญ.ปัทมา จันทร์นวม อายุ 11 ปีลูกสาวนางสุชาดา กล่าวว่า ดีใจมากที่แม่พาตรวจ DNA พอมาถึงให้ประทับลายนิ้วมือ เจาะเลือดปลายนิ้ว สัมภาษณ์ และไปถ่ายรูป ขอขอบคุณเครือข่ายคนไทยไร้สิทธิ และ สปสช.ที่เข้ามาช่วยเหลือ 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์