บอร์ด สปสช. รับทราบแนวทางขับเคลื่อนการส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น ผ่านกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ตั้งเป้าปี 2569 ขยายการดำเนินงานครอบคลุม 1,315 พื้นที่ทั่วประเทศ หรือ 1 หมู่บ้านใน 1 ตำบล มุ่งเปลี่ยน “กีฬา” ให้เป็น “วิถีชีวิต” เพื่อสร้างสุขภาพดี ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน
ภาพจาก: องค์การบริหารส่วนตำบลบาตง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์และแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น ผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชน
นายพัฒนา กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มุ่งสร้างนิสัยรักการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาให้เกิดขึ้นในทุกช่วงวัย รวมถึงสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชน การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการใช้กลไกในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนงานสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
“เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เล่นกีฬา แต่คือการทำให้กิจกรรมทางกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพดี ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว” รมว.สาธารณสุข กล่าว
ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินงานกำหนดเป้าหมายให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย วัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ควบคุมอาการได้ และกลุ่มคนพิการหรือกลุ่มเปราะบาง โดยเปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่ออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบท วิถีชีวิต และความต้องการของประชาชนในชุมชน
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการดำเนินงานครั้งนี้ คือ “Exercise is Medicine” หรือ “ออกกำลังกายคือยา” ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอ้วน
“สปสช. มองว่าการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีที่สุด คือการทำให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่ต้น การมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง จะช่วยลดการเกิดโรค ลดภาระการรักษาพยาบาลในอนาคต และช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นพ.จเด็จ กล่าว
เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ภายใต้กลไกกองทุน กปท. สปสช. จะทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณและการบริหารจัดการในพื้นที่ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โรงเรียน ชมรมกีฬา และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางกายที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า กองทุน กปท. ได้สนับสนุนโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 สนับสนุน 8,151 โครงการ วงเงิน 184.47 ล้านบาท ปี 2568 สนับสนุน 7,881 โครงการ วงเงิน 172.86 ล้านบาท และปี 2569 สนับสนุนแล้ว 3,519 โครงการ วงเงิน 94.08 ล้านบาท
“เป้าหมายในระยะยาว คือการทำให้การออกกำลังกายไม่ใช่กิจกรรมที่ทำเป็นครั้งคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยทุกช่วงวัย โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสำคัญในการสร้างสุขภาพ และใช้กองทุน กปท. เป็นกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” นพ.จเด็จ กล่าว
