ภาค ปชช.ร้องรบ.-ทุนไทย ระงับลงทุน-ช่วยเหลือแก่บริษัทกองทัพพม่า หวังป้องละเมิดสิทธิมนุษยชน

คณะทำงานติดตามการความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลไทย เรียกร้องให้ระงับความช่วยเหลือกองทัพเมียนมา โดยเฉพาะด้านการเงินและการลงทุน อีกทั้ง ร้องขอให้ไทยไม่รับรองรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในเมียนมา หวังป้องสิทธิมนุษยชน  

 

วันนี้ (27 มี.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานติดตามการความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ส่งจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลไทย รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระงับการลงทุนและการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ต่อธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมา เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมา และเพื่อสร้างมาตรฐานและจุดยืนด้านการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจของไทยและเป็นการแสดงออกอย่างจริงใจของรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศเมียนมา  จดหมายดังกล่าวได้ส่งถึง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, ผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน), อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร ผู้ประสานงานคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) กล่าวว่า เราในฐานะภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในการลงทุนของทั้งบริษัทเอกชนของไทย รัฐวิสาหกิจ และความช่วยเหลือระหว่างรัฐบาลของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เรามีความกังวลใจอย่างมากต่อการเหตุการณ์รัฐประหารของกองทัพเมียนมา เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 การยึดอำนาจครั้งนี้ได้นำมาสู่การจับกุม คุมขังนักการเมือง นักกิจกรรมทางการเมือง สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม นักศึกษา ประชาชนชนที่ออกมาแสดงอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement : CDM) ทั่วประเทศ และมีผู้เสียชีวิตทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชนจำนวนมาก ดังที่ปรากฏรายงานตามสำนักข่าวต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสากลอย่างร้ายแรง ตามรายงาน ณ วันที่ 25 มีนาคม 2564 ขององค์กรให้ความช่วยเหลือนักโทษการเมืองในเมียนมา (Assistance Association for Political Prisoners : AAPP) ระบุว่า ขณะนี้มีผู้ที่ถูกจับกุมสะสมนับแต่มีการรัฐประหารรวมแล้วกว่า 2,981 ราย มีจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 320 ราย และมีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น

ธีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ทำให้หลายประเทศทั่วโลกออกแถลงการณ์ประณาม และร่วมกันคว่ำบาตรทางการค้า การลงทุน และห้ามนักธุรกิจของประเทศตนทำการค้าที่เกี่ยวเนื่องกับกองทัพเมียนมา ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของเมียนมายาวนาน ขณะนี้ข้อมูลรายงานสถิติด้านการลงทุนของหน่วยงานที่ดูแลการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนของเมียนมา (Directorate of Investment and Company Administration : DICA) ระบุ ณ เดือนมกราคม 2564 ว่าไทยอยู่ในอันดับ 6 ของการลงทุนจากต่างประเทศในเมียนมาตามกฎหมายการลงทุนของเมียนมา (Myanmar Investment Law) และอยู่ในอันดับ 3 จากการลงทุนตามกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone Law) ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจของเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ และแม้จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหารกลับมีข่าวว่า รัฐบาลไทยและบริษัทของไทยบางกลุ่มมีความพยายามผลักดันโครงการบางโครงการต่อไป อย่างไม่คำนึงสถานการณ์การเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่ไม่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของประชาชนชาวเมียนมาที่ต้องการให้ธุรกิจต่างชาติหลีกเลี่ยงการลงทุนร่วมกับกองทัพในเวลาเช่นนี้ อีกทั้งอาจขัดต่อหลักการชี้แห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principle on Business and Human Rights : UNGP) ที่ทางประเทศไทยได้ประกาศและมีมติคณะรัฐมนตรีรับรอง จนนำหลักการมาปรับใช้และนำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ซึ่งประกาศใช้เมื่อปลายปี พ.ศ.2562  

สวนสนามกองทัพพม่าเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2556 (ที่มา: แฟ้มภาพ/New Light of Myanmar)
สวนสนามกองทัพพม่าเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2556 (ที่มา: แฟ้มภาพ/New Light of Myanmar)
 

ธีระชัย ระบุว่า คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐ องค์กรภายใต้รัฐ และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องดำเนินการปฏิบัติดังนี้ 

(1) ขอเรียกร้องให้ทางรัฐบาลไทย ในฐานะตัวแทนประชาชนไทยประกาศระงับการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และการลงทุนระหว่างรัฐในประเทศเมียนมา จนกว่าเหตุการณ์จะสงบและมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและถูกต้องชอบธรรมตามครรลองประชาธิปไตย 

(2) ขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (กลต.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะกลไกกำกับดูแลด้านการธนาคารและการลงทุน กำกับการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินและกลุ่มบริษัทต่าง ๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงบริษัทที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติตามนโยบายการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ดังที่สองหน่วยงานได้ประกาศนำหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGP on BHR) เป็นแนวทางปฏิบัติขององค์กร โดยเฉพาะกรณีสถาบันการเงินของไทยที่ได้มีการลงนามร่วมในการนำ “แนวทางด้านการให้สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน” (Responsible Lending Guideline) โดยสมาคมธนาคารไทยและธนาคารพานิชย์ 15 แห่ง เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562 เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปล่อยเงินกู้และการลงทุนของกลุ่มบริษัทไทยเข้าไปมีส่วนร่วมกับกองทัพในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนเมียนมาในขณะนี้  

(3) ขอเรียกร้องให้สำนักงานความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) และกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พิจารณาระงับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการในโครงการต่าง ๆ ออกไป โดยเฉพาะโครงการเงินกู้เพื่อความช่วยเหลือในการสร้างถนนเชื่อมต่อ 2 ช่องทางจากชายแดนไทย-เมียนมา ที่ด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรีถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จำนวน 4,500 ล้านบาท ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 

(4) ขอเรียกร้องให้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนในไทย ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มีประกาศอย่างเป็นทางการ เพื่อกำกับบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจให้ปฏิบัติตามหลักการของสหประชาชาติและข้อเสนอในแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 1 (พ.ศ.2562-2565) รวมถึงบทบาทการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ของไทยที่อาจส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง 

(5) ขอให้รัฐบาลไทยประกาศจุดยืนเคียงข้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตลอดจนไม่ให้การรับรองคณะรัฐประหารกองทัพเมียนมาเป็นรัฐบาล  

ทั้งนี้ การส่งจดหมายเปิดผนึกนี้เกิดขึ้น หลังไทยพีบีเอส อ้างข่าวจากสำนักข่าวแดนอาทิตย์อุทัย อย่างนิเคอิ รายงานเมื่อวันที่ 27 มี.ค.64 ระบุว่า พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้นำการรัฐประหารของกองทัพเมียนมา เป็นประธานในพิธีสวนสนามเนื่องในวันกองทัพพม่า ซึ่งพิธีดังกล่าวถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะมีประเทศใดบ้างส่งตัวแทนเข้าร่วมพิธีที่กรุงเนปิดอว์ โดยประเทศที่ส่งตัวแทนเข้าร่วมพิธีมีทั้งหมด 8 ประเทศเท่านั้น ประกอบด้วย รัสเซีย จีน อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เวียดนาม ลาว และไทย ท่ามกลางสถานการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุต่อต้านรัฐประหารทั่วประเทศ ทำให้ยอดผู้เสียสูงถึง 331 ศพแล้ว ขณะที่สื่อทีวีช่อง MRT ของรัฐออกอากาศเตือนประชาชนว่าเสี่ยงที่อาจจะถูกยิงหัว และควรเรียนรู้โศกนาฎกรรมก่อนหน้านี้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์