Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กมธ. ร่าง พ.ร.บ.อุ้มหาย แถลงประชุมนัดสุดท้ายวันนี้ (10 ก.พ.) เตรียมยื่นประธานสภาฯ พร้อมเร่งพิจารณาวาระ 2 ก่อนปิดสมัยประชุม หวังป้องกันและยุติการอุ้มหายและซ้อมทรมาน ส.ส.โรม ชี้มีผลย้อนหลัง

บรรยากาศการแถลงข่าวของคณะ กมธ. ร่าง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ วันที่ 10 ก.พ. 65 (ที่มา Voice TV)

 

10 ก.พ. 65 สำนักข่าว Voice TV ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์วันนี้ (10 ก.พ.) ณ ห้องแถลงข่าว รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. … (พ.ร.บ.อุ้มหาย) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะ กมธ. อื่นๆ เช่น รังสิมันต์ โรม รองประธาน กมธ.ฯ ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง ที่ปรึกษา กมธ. อังคณา นีละไพจิตร และอื่นๆ ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.นี้ 

โฆษณา - Advertising

ชวลิต วิชยสุทธิ์ ประธาน กมธ. กล่าวถึงความคืบหน้าของตัวร่าง พ.ร.บ. ว่า วันนี้ (10 ก.พ.) เป็นการประชุมนัดสุดท้ายของ กมธ. และร่าง พ.ร.บ.ตอนนี้เป็นรูปเล่ม และตัวประธาน กมธ.ได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้จะนำเรียนประธานรัฐสภา เพื่อบรรจุเป็นวาระประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาในวาระที่ 2 พร้อมจะเร่งผลักดันให้เข้าวาระการประชุม ก่อนมีการปิดสมัยประชุมสภา 

ประธาน กมธ. ระบุว่า สำหรับสาระภาพรวมของกฎหมายจะมุ่งป้องกันดูแลเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามดูแล กฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่แค่ตรวจสอบฝ่ายมีอำนาจเท่านั้น ถ้าฝ่ายมีอำนาจปฏิบัติได้อย่างถูกต้องก็เป็นการป้องกันตัวเอง

ประการต่อมา คือการมุ่งปราบปรามเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดกฎหมายเสียเอง เช่น กรณีอดีตผู้กำกับจังหวัดนครสวรรค์ซ้อมทรมานให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพจนเสียชีวิต และการอุ้มหายหลายกรณีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยหวังว่ากฎหมายตัวนี้จะยุติการอุ้มหายไม่ให้เกิดในประเทศไทย 

ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง ที่ปรึกษา กมธ. ชี้แจงถึงความแตกต่างระหว่าง ร่าง พ.ร.บ.อุ้มหาย แตกต่างจากกฎหมายฉบับก่อนอย่างไร  

โฆษณา - Advertising

น้ำแท้ ระบุว่า  กฎหมายที่จะป้องกันการซ้อมทรมานหรือป้องกันการอุ้มหายและทรมานต้องลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมาตรการ 4 มาตรการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในวงการกฎหมายไทย คือ เนื่องด้วยการอุ้มหายและทรมานจะเริ่มทันทีที่มีการจับกุม ดังนั้น กฎหมายนี้บัญญัติเลยว่า ถ้าจะจับใครจะต้องมีการแจ้งเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทราบ เช่น ต้องมีการแจ้งอัยการหรือฝ่ายปกครองในท้องที่ให้ทราบว่ามีการจับกุม ซึ่งเป็นการป้องกันการอุ้มไปซ้อมทรมาน

ต่อมา ต้องมีการบันทึกภาพและเสียงจากกล้อง ถ่ายทอดต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการใช้กำลังซ้อมทรมาน หรือพาตัวไปที่อื่น ถ้ากรณีที่ไม่ทำ ไม่แจ้งให่หน่วยงานอื่นๆ ทราบ หรือไม่มีการบันทึก เพื่อมาตรวจสอบการใช้อำนาจตามอำเภอใจ จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่

นอกจากนี้ จะมีมาตรการการเอาผิดผู้กระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจะลงโทษผู้ใดต้องมีพยานหลักฐานอย่างชัดเจน ดังนั้น ต้องเจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายหลายหน่วยเข้าถึงที่เกิดเหตุได้ทันที แต่ร่าง พ.ร.บ.นี้จะให้อำนาจทั้งฝ่ายปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอื่นๆ ที่จะสามารถสืบสวนสอบสวนเริ่มคดีได้ทันที เพื่อป้องกันการบิดเบือน ทำลายหลักฐานก่อนที่สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไป หรือก่อนที่พยานหลักฐานจะถูกบิดเบือนด้วยอิทธิพลหรือผลประโยชน์ใดๆ 

“นี่เป็นมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนไม่ถูกซ้อมทรมาน หรือถูกอุ้มหาย ขณะเดียวกันก็สามารถลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการลงโทษที่มีประสิทธิภาพจะเป็นมาตรการป้องกันและยับยั้งไม่ให้มีการกระทำเช่นนี้ต่อไป” ดร.น้ำแท้ กล่าว 

โฆษณา - Advertising

รังสิมันต์ โรม รองประธาน กมธ. และ ส.ส.ก้าวไกล กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มความผิดใหม่ 3 เรื่อง ได้แก่ ความผิดในเรื่องของการอุ้มหายบุคคล ความผิดในเรื่องของการทรมาน และความผิดในเรื่องของการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

ความผิดในเรื่องของการอุ้มหายบุคคล หรือความผิดในเรื่องของการซ้อมทรมาน อัตราโทษจำคุกจะอยู่ระหว่าง 5-15 ปี และความผิดจากการทรมานจนถึงแก่ความตาย อัตราโทษจะสูงถึงจำคุกตลอดชีวิต และความผิดในเรื่องของการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อัตราโทษคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี 

นอกจากนี้ กมธ.กำหนดในเรื่องของกรรมการ ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย เยียวยา และเสนอนโยบายไปยังผู้มีอำนาจในการดำเนินการต่อไป และมีการตรวจสอบการทำงานต่างๆ โดยที่กรรมการชุดนี้จะมีตัวแทนของผู้เสียหายเข้าไปอยู่ด้วย 

คำถามถัดมาคือ ถ้า พ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้ขึ้นมาแล้ว กรณีก่อนหน้านี้จะทำยังไงต่อ ส.ส.โรม กล่าวว่า ตัวกฎหมายฉบับนี้ก็จะยืนยันให้มีการตามหาผู้ที่ถูกอุ้มหายไปก่อนหน้าจนกว่าจะครบ และกฎหมายฉบับนี้จะไม่ยอมให้มีการส่งตัวไปเสียชีวิตที่ต่างประเทศ 

โฆษณา - Advertising

“เป็นนวัตกรรม …กรรมาธิการทั้งหมดเชื่อว่านี่คือกฎหมายที่มีความสำคัญจริงๆ ต่อระบบกฎหมายไทย เป็นหลักประกันให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องการกระทำความดี และเป็นหลักประกันให้กับบุคคลที่ถูกกระทำ เป็นเหยื่อการอุ้มหายซ้อมทรมาน และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผมคิดว่านี่เป็นนิมิตรหมายที่ดีของกฎหมายไทย” รังสิมันต์ โรม ส.ส.ก้าวไกล กล่าว 

ร่าง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ (ภาพจาก Voice TV)

พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ กล่าวว่า ถ้า พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับ สวัสดิภาพของประชาชนจะดีขึ้นอย่างแน่นอน 

ประการต่อมา เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่มองว่า พ.ร.บ.นี้เป็นข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน จะต้องมองว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ เป็นการเสริมในการปฏิบัติภารกิจอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดีทั้งแพ่ง อาญา และวินัย และเป็นการปกป้องหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ

โฆษณา - Advertising

นางอังคณา นีละไพจิตร ตัวแทนจากภาคประชาสังคม และสมาชิก กมธ. กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้แม้ว่ายังไม่ครบถ้วนในทุกประเด็นที่คาดหวัง อย่างไรก็ดี ต้องขอบคุณผู้แทนฝ่ายรัฐบาลที่แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา และยอมปรับเปลี่ยน

อังคณา คาดหวังว่า ในการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ทางสภาผู้แทนราษฎรทุกคนจะใช้วิจารณญาณอย่างอิสระเพื่อพิจารณากฎหมายฉบับนี้ 

“พระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ออกมาคุ้มครองใครคนใดคนหนึ่ง แต่ออกมาเพื่อคุ้มครองคนทุกคน พลเมืองทุกคน พลเมืองในเครื่องแบบ พลเมืองทั่วไป … พ.ร.บ.ฉบับแรกที่จะป้องกันการกระทำผิดอาชญากรรมกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ดิฉันคิดว่าประโยชน์ที่ได้จะตกอยู่กับสาธารณะ” อังคณา ทิ้งท้าย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising