'วิโรจน์' ชูเป็นผู้ว่าเพื่อคนจน ย้ำนโยบายเพิ่มสวัสดิการเด็ก-ผู้สูงวัย

  • 'วิโรจน์' ชูเป็นผู้ว่าเพื่อคนจน ย้ำนโยบายเพิ่มสวัสดิการเด็ก-ผู้สูงวัย เสนอแก้หนี้ BTS 40,000 ล้าน ปลดแอกภาระจำยอมต่อสัมปทาน พร้อมเข้าไปแก้ไขข้อบัญญัติและงบประมาณอย่างเต็มที่
  • 'ปิยบุตร' ลั่นช่วงเวลาและสถานการณ์นี้ ผู้ว่าฯ กทม.ต้อง 'วิโรจน์' เท่านั้น - พร้อมทลายทุกข้อจำกัดเพื่อถางทางให้คนรุ่นต่อไป 
  • ‘ชัยธวัช’ ชี้ ส.ก.ไม่มีหัว สุมหัว ผู้ว่าไม่มีตัว ทำ สภา กทม. เสี่ยงกลายเป็น ‘สภาโต๊ะจีน’ ไว้ต่อรองผลประโยชน์
  • 'วิโรจน์' เสียใจปราศรัยของชัยธวัช ทำให้ ปชช.ตั้งคำถาม-ไม่สบายใจ ยังยัน ผู้ว่าฯ หากปราศจากการหนุนของ ส.ก. ก็ไม่อาจทำตามนโยบายที่ให้ไว้ได้

 

20 พ.ค.2565 ทีมสื่อพรรคก้าวไกล รายงานต่อสื่อมวลชนว่า ในการปราศัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคก้าวไกล  มิวเซียมสยาม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่า กทม. พรรคก้าวไกล ปราศรัยใหญ่ที่มิวเซียมสยาม วิโรจน์เริ่มต้นด้วยการบอกถึงที่มาฐานคิด 12 เมืองที่คนเท่ากันว่าคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่แค่คนจน แต่ยังรวมถึงคนชั้นกลางที่ทุกวันนี้มีภาระมากเกินกว่าจะบริจาคแล้ว

“ผมนึกถึงอดีตแม่บ้านเพื่อนร่วมงานของผมที่ชื่อพี่แป้นป่วยเป็นโรคไต เพื่อนร่วมงานผมต้องถือกล่องรับบริจาคแทนที่เมืองจะเป็นคนดูแลคนในเมืองนี้ ผมลงพื้นที่ที่บางซื่อเจอคุณยายสะอาด บอกกับผมว่าทุกวันนี้ต้องกินข้าวกับไข่ต้ม เพราะเงินจากเบี้ยยังชีพทำให้ดำรงชีวิตได้เพียงเท่านี้ วันที่ได้กินแกงถุงคือวันที่เป็นรางวัลของชีวิตแล้ว นี่คือเหตุผลที่เราต้องเสนอนโยบายเพิ่มเบี้ยยังชีพ จาก 600 เป็น 1,000 บาท”

สำหรับเด็กเล็ก เราเจอเด็กยากจนในชุมชนเรารู้อยู่แก่ใจว่าเค้าไม่สามารถเป็นผู้ใหญ่ที่วิ่งตามความฝันเงื่อนไขนี้มาแก้ปัญหาเติมสวัสดิการเด็กเล็กจาก 600 บาท/เดือน ขึ้นมาเป็น 1,200 บาท/เดือน

“คนชั้นกลางถามว่าแล้วเราได้อะไร คำตอบของผมคือ ได้ความสุขของเมืองๆ นี้กลับคืนมา” วิโรจน์กล่าว

วิโรจน์ยังพูดถึงการเปิดสัญญารถไฟฟ้าว่า ทุกคนพูดว่าต้องปิดสัญญาไม่เปิดสัญญา แต่มีแค่วิโรจน์คนเดียวที่ขอเปิดให้ กทม. เปิดเผยสัญญา และเรามีหนี้ที่ติดค้าง BTS อยู่ประมาณ 37,000 ล้านบาท ที่ปัจจุบันดอกเบี้ยเดินกลายเป็นกลายเป็น 39,000 ล้านบาท และทบไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ทำอะไรหนี้ก้อนนี้จะเป็นภาระให้ผู้ว่าคนต่อไปต้องยอมต่อสัญญาสัมปทาน

“ผมอยากทวงถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่าไม่ต้องมาสั่งสอนผู้ว่าคนต่อไป แต่ให้คืนเงินภาษีที่ดินที่รัฐบาลผลักภาระมาให้คนกรุงเทพ 30,000 ล้านบาท ตัดงบประมาณ กทม. ที่ไป “สนับสนุนนโยบายรัฐบาล” 4,000 ล้านบาท และขอสภากรุงเทพให้นำเงินสะสม กทม. มาใช้หนี้ที่เหลือเพื่อลดหนี้ก้อนนี้ไปก่อน” 

วิโรจน์กล่าวว่าการหางบประมาณและการจัดสรรงบประมาณคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย หลายคนบอกให้ประหยัดงบประมาณ แต่ต้องถามว่าจะต้องประหยัดอีกเท่าไหร่ ทำไมกรุงเทพต้องกระเบียดกระเสียนในขณะที่ยังมีนายทุนที่ไม่จ่ายในต้นทุนที่ควรจะจ่าย

“อุดหนุนรถเมล์ต้องใช้เงิน 700 ล้านบาท/ปี ลอกท่อทั่วเมืองลอกคลองทั่วกรุงใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี เพิ่มรอบการเก็บขยะปรับปรุงจุดทิ้งขยะใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี ฉีดวัคซีนปอดอักเสบใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท/ปี การปรับปรุงโรงเรียนศูนย์เด็กเล็กก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น”

สุดท้าย วิโรจน์กล่าวว่าผู้ว่าและ ส.ก. จากพรรคก้าวไกลเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ไปยกมือให้กับการจัดสรรงบประมาณสร้างเมืองที่คนเท่ากันและแก้ไขกฎระเบียบเมืองให้เป็นธรรม

“หลายครั้งเราได้ยินว่าบอกว่าข้อระเบียบทำไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะไม่มีอำนาจ แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าติดข้อระเบียบข้อไหนแต่นี่จะไม่พูดออกจาก ส.ก. ก้าวไกลเพราะเราจะเข้าไปแก้ข้อระเบียบนั้น โรงขยะที่อ่อนนุชสร้างกลิ่นเหม็นให้คนที่ประเวศ สวนหลวง ลาดกระบัง ส.ก. ก็บางกลุ่มบอกไม่เหม็น แต่ส.ก. พรรคก้าวไกล พร้อมต่อสู้เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนกรุงเทพฝั่งตะวันออก” วิโรจน์กล่าว

'ปิยบุตร' ลั่นช่วงเวลาและสถานการณ์นี้ ผู้ว่าฯ กทม.ต้อง 'วิโรจน์' เท่านั้น - พร้อมทลายทุกข้อจำกัดเพื่อถางทางให้คนรุ่นต่อไป 

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ขึ้นเวทีปราศรัย ชี้ 4 เหตุผลที่ต้องเลือก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากพรรคก้าวไกล - โต้แทนทุกข้อครหา ย้ำเป็นช่วงเวลาสำคัญต้องเลือกคนพร้อมชนต้นตอปัญหา - ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ - บริหารได้ - ทลายทุกข้อจำกัดเพื่อถางทางให้รุ่นต่อไป 

ปิยบุตร กล่าวว่า เหตุผลที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ต้องมีผู้ว่าชื่อวิโรจน์ เพราะเขามีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ 1.จะเป็นผู้ว่าฯ ที่พร้อมชนกับต้นตอปัญหา เพราะการแก้ทีละนิดทีละหน่อยเหมือนแจกยาพาราเซตามอล ไม่เพียงพอแก้ปัญหาสะสมเรื้อรังของ กทม.ได้ ต้องใช้ยาแรง และการชนปัญหากับการประนีประนอมนั้นคนละเรื่องกัน ทั้งสองอย่างนี้ทำพร้อมกันได้ แต่ถ้าเป็นการชนกับความไม่ถูกต้อง ชนกับความอยุติธรรม สิ่งเหล่านี้จะไม่มีการประณีประนอมโดยเด็ดขาด 

2.จะเป็นผู้ว่าฯ กทม.ของคนส่วนใหญ่ คนจน คนด้อยโอกาส เป็นเมืองที่คนเท่ากัน เพราะการออกแบบนโยบายของวิโรจน์มาจากการตรวจสอบปัญหาของประชาชน แล้วนำมาร้อยรัดเรียบเรียบ กระทั่งสรุปได้ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น จึงมีการออกแบบนโยบาย 12 ข้อ ซึ่งเป็นนโบบายที่ยืนข้างกับคนส่วนใหญ่  

3.จะเป็นผู้ว่าฯ กทม.นักบริหาร เพราะมีประสบการณ์มาแล้วกับองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ และด้วยความที่เป็นผู้บริหารระดับกลาง ทำให้รู้ว่าพนักงานระดับล่างต้องการอะไร ขณะเดียวกันก็รู้ว่าผู้บริหารระดับสูงต้องการอะไรด้วย ซึ่งนี่เป็นคุณสมบัติที่เหมาะกับการเป็น ผู้บริหาร กทม. ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่บอกว่าวิโรจน์ดีเบตเก่ง พูดเก่งอย่างเดียวจึงไม่ใช่ นี่คือคนที่มีประสบการณ์มาแล้ว พูดแล้วและบริหารได้  

และ 4.จะเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่พร้อมทลายข้อจำกัดทุกอย่าง นี่คือสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าบริหารเป็นหรือไม่เป็น เพราะจะเป็นผู้ว่าฯ กทม.ที่สยบยอมไม่ทำอะไรเพราะติดข้อจำกัดต่างๆ อย่างนั้นไม่ได้ และนอกจากนี้ วิโรจน์ยังมีผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคก้าวไกล ทั้ง 50 เขต ที่จะเข้าไปพร้อมกัน ข้อบัญญัติไหนติดขัดต้องแก้, งบประมาณตรงไหนจำเป็นต้องใช้เพื่อช่วยประชาชนก็ต้องโหวตให้ ซึ่งไม่ต้องห่วงเรื่องตรวจสอบ เพราะประเทศไทยมีองค์กรอิสระเยอะแยะมากมาย และวิโรจน์ก็ยังมีนโยบายรัฐบาลท้องถิ่นเปิดเผย ที่จะมีมีถ่ายทอดสดประชุมสภา กทม., มีตั้งคณะกรรการมาตรวจสอบ, สัญญาโครงการต่างๆ ต้องเปิดให้หมด ดังนั้น ข้อจำกัดต้องถูกทลาย ไม่ใช่เป็นข้ออ้างในการไม่ทำงาน 

"การเลือกตั้งครั้งนี้ เรามีผู้สมัครดีๆ มากมาย มีนโยบายดีๆ มากมาย หรือแม้แต่ในอดีตก็มีผู้ว่าฯ ดีๆ มากมายเข้ามา แต่ทว่าก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ติดข้อจำกัดเต็มไปหมด เพราะปัญหากรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการแก้รถติด แก้ควันพิษ แก้น้ำท่วม แก้เรื่องขยะ เท่านั้น แต่มันมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง มีปัญหาการปล่อยปละละเลยจนเคยชิน ถ้าเปรียบกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ก็เสมือนว่าเป็นพื้นที่ที่เป็นป่ารกชัฎ มีขวากหนาม มีงูพิษ มีสัตว์ร้ายมากมาย ที่ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ ต่อให้มีความตั้งใจดีอย่างไร มีความคิดสร้างสรรค์อย่างไร มีนโยบายดีอย่างไร ถ้าไม่ถากถางเส้นทาง ไม่แก้โครงสร้างก็ไปต่อไม่ได้ ดังนั้น ในช่วงเวลาและสถานการณ์แบบนี้ ผู้ว่าฯ กทม.ต้องชื่อวิโรจน์เท่านั้น กรุงเทพฯ เวลานี้ต้องมีผู้ว่าฯ ที่พร้อมชนกับต้นตอปัญหา และมีนโยบายที่สามารถบริหารได้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพื่อคนจนคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเพื่อทลายข้อจำกัดต่างๆ แผ้วถางทางพื้นที่นี้ให้กับคนรุ่นต่อไป" ปิยบุตร กล่าว

‘ชัยธวัช’ ชี้ ส.ก.ไม่มีหัว สุมหัว ผู้ว่าไม่มีตัว ทำ สภา กทม. เสี่ยงกลายเป็น ‘สภาโต๊ะจีน’ ไว้ต่อรองผลประโยชน์

ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งมักได้ยินประโยคเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์บ่อยขึ้น แต่หากต้องการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์กันจริงๆจะต้องตั้งโจทย์ให้ถูกต้อง นั่นคือ ต้องตั้งคำถามว่า ‘ยุทธศาสตร์ของกรุงเทพ’ คืออะไร

ยุทธศาสตร์ของกรุงเทพ จะต้องวางอยู่บนพื้นฐานการตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังและความต้องการของคนกรุงเทพ อันเนื่องมาจากระบบการบริหารจัดการเมืองไม่โปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพไม่เป็นธรรมต่อคนกรุงเทพ เป็นปัญหายุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ ดังนั้น ยุทธศาสตร์กรุงเทพ คือการต้องมี ผู้ว่าฯ และ ส.ก. เพื่อเข้าไปจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และเห็นหัวคนกรุงเทพ ซึ่งผู้ที่จะตอบโจทย์ยุทธศาสตร์กรุงเทพเป็นใครไม่ได้นอกจาก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ ทีม ส.ก. จากพรรคก้าวไกลทั้ง 50 คน  เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพให้เป็นเมืองที่เป็นคนเท่ากัน มีระบบบริการขั้นพื้นฐานที่ดี สาธารณสุข การศึกษา การจัดการผังเมืองและพื้นที่ที่ดี 

“ยืนยันว่า ทุกนโยบายและทุกคำพูดของ วิโรจน์ และ ส.ก.ก้าวไกล ผ่านการศึกษามาอย่างดี สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ แต่นโยบายที่สัญญากับประชาชนแล้วจะปฏิบัติได้จริง จะต้องมีทั้ง ผู้ว่าฯ และ ส.ก.เพื่อไปผลักดันนโยบายและแก้ไขระเบียบเงื่อนไขต่างๆในสภา กทม. ย้ำว่า ยุทธศาตสร์กรุงเทพ ต้องเป็นทีมจึงจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้”

ชัยธวัช กล่าวว่า บางกลุ่ม บางฝ่าย บางพรรค มีแต่ ส.ก.แต่ไม่มี ผู้ว่า ก็เหมือนไม่มีหัว มีนโยบายเต็มไปหมด จะพูดอะไรก็ได้ แต่บอกเลยว่าเป็นนโยบายขายฝัน ปฏิบัติไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะ ส.ก. ไม่ได้มีอำนาจในการดำเนินนโยบาย เป็นหน้าที่ของผู้ว่า พูดอะไรไปแบบนี้จึงขายฝันร้อยเปอร์เซ็น

ส่วนอีกแบบมีแต่ผู้ว่า ไม่มี ส.ก. เหมือนมีแต่หัว ไม่มีตัว จริงอยู่ที่เคยมี ผู้ว่าที่บอกว่าอิสระ ซึ่งต้องยอมรับโดยกลไกที่เป็นจริงว่าบริหารได้ แต่มันยากลำบาก หากไม่มีทีม ส.ก.เป็นทีมด้วย ก็เหมือนเป็นผู้ว่าที่ไปตายเอาดาบหน้า เหมือนเสี่ยงทายว่าจะได้ไปทำงานกับ ส.ก.คนไหน จากพรรคอะไร คิดเหมือนเราหรือไม่ 

“เผลอๆ อาจเสี่ยงถูก ส.ก. ไปบีบต่อรองเอาผลประโยชน์เพื่อแลกการอนุมัติงบหรือข้อบัญญัติ ผู้ว่าที่ไม่ตัว มีแต่หัว อาจทำให้เกิดการยื่นหมูยื่นแมวครั้งใหญ่ในสภากรุงเทพมหานคร เรื่องนี้ต้องเอาความจริงมาพูดกัน ไม่ได้พูดว่าผู้ว่าจะไปแจกกล้วย แต่มันเสี่ยงในการทำงานที่เป็นจริง” 

ชัยธวัช ย้ำว่า เรื่องนี้ได้ไปศึกษามาแล้วว่า การทำงานของสภากรุงเทพทำงานอย่างไร พบว่าที่ผ่านมาเป็นแดนสนธยา สุดท้าย สภากรุงเทพกลายเป็น สภาโต๊ะจีน ที่เข้าไปเกี๊ยะเซี๊ยะกัน ประชุมสัปดาห์ละครั้ง แต่ถามว่ามีใครเคยติดตามหรือเคยเห็นหรือไม่ว่าประชุมกันอย่างไร จะออกบัญญัติที่มีประโยชน์ต่อประชาชนก็ไม่ค่อยทำ และมีบ่อยครั้งรวมหัวกันไปบีบเอางบจากผู้ว่า กทม. แล้วไปจัดสรรกันลับๆ

“รู้จักงบกลางใน กทม. หรือไม่ ตัดงบกันในสภาก็จริง แต่ ส.ก.รวมหัวไปบีบเอางบจากผู้ว่าฯ แล้วเอาไปฝากไว้สำนักนั้น เขตนั้น เขตนี้ แล้วให้ ส.ก.ไปเอา งบกลางนี่ร้ายมาก หลังรัฐประหารงบกลาง กทม. เดิมมี 7,000 ล้านบาท ถึงวันนี้งอกเป็น 14,000 ล้าน แล้วเอาไปทำอะไรไม่รู้” 

ชัยธวัช กล่าวว่า  สิ่งที่เราอยากย้ำ คือเหตุผลว่า ทำไมต้องทำงานเป็นทีม มีผู้ว่า และ ส.ก. เพื่อผลักนโยบายไปด้วยกัน เหมือนสภาใหญ่ที่มี ผู้บริหาร กับ ส.ส.คอยผลักดันงบประมาณและข้อกฎหมายในสภา แต่เราก็ต้องการการตรวจสอบได้ เราต้องการยกระดับสภากรุงเทพให้เพิ่มกลไกตรวจสอบให้คนกรุงเทพ สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ open government  โดยทำให้ข้อมูลของกรุงเทพทั้งหมดผ่านดิจิตัลแพลทฟอร์ม ไม่ว่าการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการดำเนินงานต่างๆ คืบหน้าไปถึงไหน ต้องเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบได้ 

ประการต่อมา เราจะตั้งที่ประชุมเมือง หรือ City Hall แบบที่ต่างประเทศมีทุกเดือน เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมแสดงความเห็น และซักถามความคืบหน้า รวมถึงเสนอความต้องการใหม่ได้  ประการที่สาม ถ้ามี ส.ก.ก้าวไกล เกิน 25 คน เราจะสามารถใช้แก้ไขข้อบัญญัติเพื่อให้มีกรรมการ ป.ป.ช. ของกรุงเทพ เพื่อตรวจสอบการทุจริตทุกระดับใน กทม. ได้ 

อีกเรื่องหนึ่งคือ เราจะลงมติให้การประชุมสภา กทม.ต้องถ่ายทอดสดทุกครั้ง เพื่อให้ประชาชนรู้ อย่างโปร่งใส ในสภาเราพยายามผลักดันเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่ค่อยสำเร็จเพราะเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ขอเริ่มต้นที่สภา กทม. เลือกก้าวไกลให้ถล่มทลาย เพื่อไปทำสิ่งเหล่านี้ บัตรสีเทา กาวิโรจน์ เบอร์ 1 บัตรสีชมพู เลือกก้าวไกล ทั้ง 50 เขต 

“เราจะมีทั้งหัว ทั้งตัว ทำงานเป็นทีม เพื่อไปทำงานที่สัญญากับประชาชนได้จริง ขอให้เลือกผู้ว่าที่ตอบโจทย์ ยุทธศาสตร์กรุงเทพ  อย่าเลือกด้วยความกลัว แต่เลือกด้วยความรู้สึกว่าเลือกเพื่อเข้าไปเปลี่ยนแปลงกรุงเทพด้วยกัน แล้วกรุงเทพมหานครจะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป”

'วิโรจน์' เสียใจปราศรัยของชัยธวัช ทำให้ ปชช.ตั้งคำถาม-ไม่สบายใจ ยังยัน ผู้ว่าฯ หากปราศจากการหนุนของ ส.ก. ก็ไม่อาจทำตามนโยบายที่ให้ไว้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการปราศรัยของ ชัยธวัช ดังกล่าวและต่อมามีการนำไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรค จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้โพสต์นั้นถูกถอดออกนั้น ล่าสุด เมื่อเมื่อเวลา 3.00 น. วันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา วิโรจน์ โพสต์ ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร' แสดงความเสียใจต่อประชาชนจำนวนหนึ่งที่ตั้งคำถามหรือเกิดความไม่สบายใจ

วิโรจน์ ยืนยันว่าเราสื่อสารบนหลักการพื้นฐานของการทำงานระหว่าง ผู้ว่าฯ และ ส.ก. ที่หากปราศจากการสนับสนุนของ ส.ก. ผู้ว่าฯ ก็ไม่อาจทำตามนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนได้

"ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ส.ก. ของพรรคก้าวไกลพร้อมทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและทำตามนโยบายที่เราได้ให้สัญญากับประชาชนไว้อย่างสุดความสามารถ และไม่ว่าผู้ว่าฯ จะเป็นใคร ส.ก. ของพรรคก้าวไกลจะยืนอยู่บนหลักการนี้" วิโรจน์ โพสต์

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์