ความเคลื่อนไหวพรรคการเมืองรอบวัน (13 ก.ค. 2565)

  • 'ชาติไทยพัฒนา' ชี้มติรัฐสภาแก้ใช้ฐาน 500 คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปกระทบกับมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีผู้สงวนความเห็นปรับแก้ไว้ เชื่อเกิดปัญหาในทางปฏิบัติแน่นอน
  • 'เพื่อไทย' เตือน นักการเมืองที่จะยกมือไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจให้ดี เพราะประชาชนให้คำตอบแล้ว - ไล่ 'หมอวรงค์' ไปทำนโยบายยกระดับชีวิต ปชช.ให้ได้ถึงครึ่งเพื่อไทยก่อน อย่าเก่งแต่วาทกรรม - อ้าแขนรับ 'เศรษฐกิจไทย' ร่วมฝ่ายค้าน รับสภาพเสียงไม่พอล้มรัฐบาล
  • 'ไทยศรีวิไลย์' จี้ รัฐบาลเร่งออก พ.ร.ก.ยับยั้งกัญชาเสรี ชงบุรีรัมย์โมเดล เปิดเสรีทั้งจังหวัด 5 ปี ค่อยประกาศใช้ทั้งประเทศ
  • 'ไทยสร้างไทย' จัด 'มหกรรมคืนความสุข' ชู Soft Power ชาวอีสานเป็นพลังให้คนตัวเล็ก - เตือนค่าไฟพุ่ง 5 บาท ฉุดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุดยาวถึงปีหน้า
  • 'พรรคกล้า' เปิดแนวคิดพัฒนาเกษตรกรให้พ้นจากความยากจน ชี้ถ้าได้รัฐบาลที่เข้าใจ เกษตรกรไทยมีแต่รวย 
  • 'สร้างอนาคตไทย' จัดเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นจัดเพื่อทำนโยบายคาร์บอนเครดิต สู่การสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

'ชาติไทยพัฒนา' ชี้มติรัฐสภาแก้ใช้ฐาน 500 คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปกระทบกับมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีผู้สงวนความเห็นปรับแก้ไว้ เชื่อเกิดปัญหาในทางปฏิบัติแน่นอน

13 ก.ค. 2565 สำนักข่าวไทย รายงานว่านายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง รัฐสภา กล่าวถึงขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. ที่รัฐสภา มีมติเสียงข้างมากปรับแก้ให้ใช้การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยใช้ฐาน 500 แทน 100 ว่ามติการปรับแก้ของรัฐสภาดังกล่าวจะไปกระทบมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเกิดปัญหาว่ากรรมาธิการฯ ไม่สามารถเรียกประชุมเพื่อแก้ไขได้ เนื่องจากเป็นมาตราที่รัฐสภาจะต้องพิจารณาหลังจากนี้ แต่กรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ได้ยืนยันเจตนารมณ์ในการพิจารณาให้ใช้ฐาน 100 ในการคำนวณ จึงไม่ได้เตรียมการใดๆ ไว้ และคงต้องรอให้ถึงการพิจารณาในมาตราที่เป็นปัญหา เพื่อให้รัฐสภามีมติงดใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และสั่งให้กรรมาธิการฯ นำร่างกลับไปปรับปรุงแก้ไข

ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่ามติการแก้ไขสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของรัฐสภา ที่ให้ใช้ฐาน 500 ในการคำนวณ จะเกิดปัญหาในขั้นตอนปฏิบัติ ซึ่งเมื่อรัฐสภาพิจารณาวาระ 3 เสร็จสิ้นแล้ว และหากส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ไปพิจารณาตรวจสอบอีกครั้ง อาจมีข้อแนะนำให้รัฐสภา กลับไปใช้ฐาน 100 ในการคำนวณและต้องตีกลับมายังรัฐสภา เพื่อไปแก้ไขอีก จึงแนะนำไปยังกรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อยที่สนับสนุนให้ใช้ฐาน 500 ในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เตรียมพิจารณาหาทางออกว่าจะแก้ไขอย่างไร เพราะสงวนคำแปรญัตติไว้เพียงมาตราเดียว แต่เมื่อรัฐสภามีมติเสียงข้างมากให้แก้ไขใช้ฐาน 500 ในการคำนวณ จึงเกิดการไปกระทบกับมาตราอื่น ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากตามมา และมีปัญหาในทางปฏิบัติแน่นอน

ส่วนสุดท้ายจะทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกตีตกไป เพราะการปรับแก้ไม่สมบูรณ์หรือไม่นั้น นายนิกรปฏิเสธที่จะระบุให้ความเห็น โดยระบุเพียงว่าไม่ทราบ แต่สิ่งสำคัญคือ การออกกฎหมายจะต้องสามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยเฉพาะ กกต. ในฐานะผู้ปฏิบัติ

นายนิกร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีพรรคการเมืองยังคงสนับสนุนให้ใช้ฐาน 100 ในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เตรียมส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความชอบในการคำนวณด้วยฐาน 500 ว่าตามขั้นตอน เมื่อรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 3 แล้ว รัฐสภาจะต้องส่งกลับไปยัง กกต. เพียงองค์กรเดียว ในฐานะผู้ปฏิบัติ เพื่อพิจารณาว่าขัดรัฐธรรมและสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 10 วันก่อน เมื่อ กกต. ให้ความเห็นและส่งกลับมายังรัฐสภาแล้ว หากต้องแก้ไขจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากไม่ต้องแก้ไขก็จะส่งไปให้นายกรัฐมนตรี ตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 5 วัน ซึ่งในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ที่ประสงค์จะส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความวินิจฉัยสามารถร้องขอได้ในช่วงเวลานั้น

สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และพรรคการเมือง ที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะมีการพิจารณาต่อในวาระที่ 2 และ 3 อีกครั้ง ในวันที่ 26-27 กรกฎาคมนี้

'เพื่อไทย' เตือน นักการเมืองที่จะยกมือไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจให้ดี เพราะประชาชนให้คำตอบแล้ว

13 ก.ค. 2565 ทีมสื่อพรรคเพื่อไทยแจ้งข่าวต่อสื่อมวลชนว่านายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พรรคเศรษฐกิจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย ได้แสดงจุดยืนไม่สนับสนุน ไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาโดยตลอด สะท้อนความล้มเหลวแทบทุกมิติของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ แม้แต่พรรคที่เคยสนับสนุน เคยทำงานในรัฐบาล รู้ดีว่า 8ปีของพล.อ.ประยุทธ์ ทำประเทศหนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วม ทำประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาส แม้เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ทยอยแยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองใหม่และยืนตรงข้ามพล.อ.ประยุทธ์ ยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้ลงพื้นที่ ยิ่งสัมผัสและรับรู้ว่าประชาชนไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ และต่อต้านอย่างหนัก เชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ก็มองเห็นถึงสัญญาณลบนี้ของรัฐบาล ถ้ายังขืนพากันหามพล.อ.ประยุทธ์ต่อไป การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเอาอะไรไปพูดกับประชาชน เพราะประชาชนได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจเดือดร้อนและลำบากมาก ในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ไม่ใช่การอภิปรายตามประเพณี หรืออภิปรายตามเทศกาล ไม่ใช่การอภิปรายเพื่อล้มพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทน แต่เป็นการทำหน้าที่สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในวิกฤตเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่เกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า

“นักการเมืองคนใด จากพรรคการเมืองใด ที่คิดจะยกมือไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ ต้องคิดให้ดี ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพ และผลการเลือกตั้งซ่อมลำปางครั้งหลังสุด เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ว่าประชาชนไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ นานแล้ว” นายอนุสรณ์ กล่าว

ไล่ 'หมอวรงค์' ไปทำนโยบายยกระดับชีวิต ปชช.ให้ได้ถึงครึ่งเพื่อไทยก่อน อย่าเก่งแต่วาทกรรม

ด้านนางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้พาดพิงถึงพรรคเพื่อไทยว่ามึนงงหลังที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบกับการคำนวณที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อโดยหาร 500 นั้น พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีผู้ที่หวงอำนาจ ไม่ยอมลงจากอำนาจจนยอมกระทำการที่ส่อขัดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ การที่พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงเท่าไหร่อยู่ที่ประชาชน นายวรงค์ไม่ต้องคิดแทนและไม่จำเป็นต้องโหนกระแสความนิยมในตัวนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่มีคะแนนความเป็นผู้นำสูงกว่านายกรัฐมนตรีที่นายวรงค์เชิดชูยกย่อง ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นคิดค้นนโยบายเพื่อตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาคิดและลงมือทำนโยบายอะไรก็สามารถทำได้สำเร็จมาโดยตลอด เช่น ปรับฐานเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ถูกปรามาสว่าทำไม่ได้ พรรคเพื่อไทยก็ทำสำเร็จ ทำให้ผู้จบปริญญาตรีมีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตได้จนถึงวันนี้ การที่นายวรงค์ถามว่าพรรคเพื่อไทยจะเอาคะแนนมากๆ ไปทำอะไรให้ประชาชนท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง ก็ต้องตอบว่า ชัยชนะในการเลือกตั้ง คือชัยชนะของประชาชน เพราะรู้ดีว่าที่ผ่านมาสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนอยู่ดีกินดีมีรายได้ดี ยิ้มแย้มมีความสุข เพราะมีเงินในกระเป๋า ลูกหลานได้เรียนหนังสือถ้วนหน้า ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนถ้วนหน้า พัฒนาแรงงานขึ้นค่าแรง 300 บาทมาจนถึงวันนี้ ถ้าไม่ถูกยึดอำนาจเสียก่อน วันนี้ประชาชนและประเทศชาติจะไม่ติดกับดักของผู้มีอำนาจ ประชาชนจะไม่เผชิญความลำบากแบบนี้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยรักไทยและเพื่อไทย ถูกยึดอำนาจ กติกาถูกเปลี่ยนเพื่อสกัดทุกหนทาง แต่ประชาชนก็ศรัทธาเลือกอย่างถล่มทลาย เพราะเชื่อมั่นในการทำงานที่ทำได้จริง ที่ผ่านมานโยบายตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน มาจนถึงพรรคเพื่อไทย 23 ปีมีนโยบายที่ทำสำเร็จมาแล้วมากมาย อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ฯลฯ ซึ่งเป็นโครงการที่ทำให้ประชาชนอยู่อย่างยั่งยืนภายใต้ประชาธิปไตยที่กินได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สุขกายสบายใจ เงินเต็มกระเป๋า เป็นที่ประจักษ์ของประชาชนว่าเป็นยุคทองด้านเศรษฐกิจ แต่เมื่อมองกลับมาที่นายวรงค์ ได้ทำประโยชน์โพดผลใดให้พี่น้องประชาชนบ้าง

“สิ่งที่นายวรงค์ควรทำที่สุดคือเอาเวลาที่มีอยู่ไปคิดนโยบายที่จะทำให้พรรคของตนชนะใจประชาชนให้ได้ ให้พวกเขาเชื่อว่าทำได้จริงอย่างที่หาเสียงไว้ มากกว่าการสร้างวาทะกรรมท่องวนอยู่เรื่องเดิมซ้ำๆ คนเราวัดกันที่ผลงาน เอาผลงานมาสู้กัน สร้างศรัทธาให้ประชาชนเลือกตนเองมาทำงานดีกว่า อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องที่จะทำให้ประชาชนรวย ให้เริ่มคิดให้ได้ก่อนว่าจะทำนโยบายและทำอย่างไรให้ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนประชาชน การพูดจึงจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ” นางสาวตรีชฎา กล่าว

อ้าแขนรับ 'เศรษฐกิจไทย' ร่วมฝ่ายค้าน รับสภาพเสียงไม่พอล้มรัฐบาล

เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่านายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเศรษฐกิจไทย ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีความหวังล้มรัฐบาลได้มากขึ้นหรือไม่ว่า เรื่องหวังล้มรัฐบาลได้หรือไม่ คงไม่ไปถึงขั้นนั้น แต่พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เมื่อพรรคเศรษฐกิจไทยถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หวังว่าจะมาร่วมลงมติกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน หากจะให้รัฐบาลล้ม ต้องหวังมือจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ หรือส.ส.พรรคเล็กบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลให้มาร่วมกับฝ่ายค้าน

เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน กังวลเรื่องงูเห่าหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ไม่กังวล เราเห็นชัดเจนว่า ใครจะโหวตหนุนรัฐบาลบ้าง คงไม่มีเพิ่มขึ้นหลังจากนี้

ถามว่าการถอนตัวของพรรคเศรษฐกิจไทยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอะไร นายสมคิด กล่าวว่า สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มอ่อนแอทุกวัน หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเหตุผลที่ดีก็หวังว่า พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจยกมือร่วมกับฝ่ายค้านก็ได้ เนื่องจากรัฐบาลอยู่เกิน 3 ปีแล้ว รู้เห็นตลอดว่าอะไรถูกไม่ถูก ทุกพรรคต้องระมัดระวังเรื่องชื่อเสียงตัวเอง เพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

อีกทั้งการเลือกตั้งซ่อมที่ลำปาง สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอย่างไร เป็นตัวเลขที่นักการเมืองทุกพรรคต้องสนใจว่าคะแนนแพ้ชนะเด็ดขาดแบบนี้มาได้อย่างไร อีกทั้งยังสะท้อนไปถึงสูตรคำนวณส.ส.หาร 500 ที่ประชาชนเขาไม่เห็นด้วยจึงสะท้อนให้รัฐบาลได้เห็นในทันที

'ไทยศรีวิไลย์' จี้ รัฐบาลเร่งออก พ.ร.ก.ยับยั้งกัญชาเสรี ชงบุรีรัมย์โมเดล เปิดเสรีทั้งจังหวัด 5 ปี ค่อยประกาศใช้ทั้งประเทศ

มติชนออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2565 ว่าที่รัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศิวิไลย์ แถลงถึงกรณีประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขถอดกัญชาออกจากยาเสพติดประเภท 5 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้เกิดผลกระทบเกิดขึ้นในวงกว้าง ว่า พรรคได้หารือกับกรรมการบริหารพรรค และมีข้อเสนอให้กับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำไปปฏิบัติ

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ตนมีลูกสาวอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก็พบว่ามีนักเรียนนำกัญชามาดูดกันในห้องเรียน ซึ่งเยาวชนเหล่านี้อายุต่ำกว่า 15 ปี เมื่อกระทำผิดจะมีโทษน้อยผู้ใหญ่ จึงไม่รู้สึกกลัวกฎหมายและเข้าใจว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่า มีนักบวชนำกัญชาไปดูดกันในวัด จนกุฏิจะเต็มไปด้วยควัน ตนจึงอยากเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เร่งออก พ.ร.ก. ภายใน 15 วันเพื่อให้กัญชาเป็นยาเสพติดเหมือนเดิม ยกเว้นให้ใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หากรอร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ จะไม่ทันกับปัญหาที่เกิดขึ้น และจะเป็นการบ่อนทำลายชาติ เพราะกัญชาจะทำลายสมองผู้เสพ โดยเฉพาะกับเยาวชน ต่อไปคงไม่ต้องแข่งขันวิชาการ หรือแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกแล้ว เพราะสมองเยาวชนถูกทำลาย ส่วนเกษตรกรที่ปลูกกัญชาก็ไม่ได้รับประโยชน์จากการปลูก และต้องประสบกับราคาตกต่ำ เพราะมีการนำเข้าต่างประเทศมากกว่า

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ดังนั้นจึงเสนอให้นายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ไปปรึกษาครม. ที่มาจากพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งไม่รวมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก็ได้ เพื่อออกพ.ร.ก.ยับยั้งกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5 เหมือนเดิม ยกเว้นใช้ในทางการแพทย์และสมุนไพร หากยังปล่อยไปแบบนี้ตนเชื่อว่าไม่เกิน 6 เดือนประเทศจะเสียหาย การปลดล็อคกัญชาเป็นเพราะนายกฯ ถูกบีบบังคับทางการเมืองหรือไม่

น.ส.อรศิศพัชร์ มามีเกตุรัตน์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวว่า การปลดล็อกกัญชาก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ตนจึงไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ และขอเสนอให้การใช้กัญชาในทางการแพทย์เท่านั้น เพราะเราไม่สามารถวัดค่าทีเอชซีได้ว่าเกิน 0.2% หรือไม่ การออกประกาศกฎกระทรวงฯ ถือเป็นความบกพร่องในการออกกฎหมาย โดยไม่รับฟังเสียงของประชาชน ทำให้เกิดผลกระทบทั้งระบบ ถือเป็นความผิดพลาดของพล.อ.ประยุทธ์ ที่เร่งรัดออกกฎหมายมาอย่างไม่รอบคอบ และเห็นแก่พวกพ้อง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้บริหารประเทศ แต่ทำไมจึงออกกฎหมายชุ่ยๆ แบบนี้มา หรือมีผลโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

ด้าน น.ส.ณัฐปภัสร์ วรธันย์ผาสุข รองโฆษกพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.เพื่อควบคุมการใช้กัญชากับผู้ป่วย ไม่ใช้ในการนันทนาการหรือใส่ในอาหาร และหากอยากทดลองใช้กัญชาให้ไปทำที่จังหวัดบุรีรัมย์ก่อนสัก 5 ปี ไปพี้กันให้เต็มที่เพื่อศึกษาการใช้กัญชาว่าเป็นผลกระทบต่อร่างกายหรือไม่ก่อนที่จะกระจายไปทั่วประเทศ ยกให้เป็นบุรีรัมย์โมเดลไปเลย ทั้งนี้อยากเสนอให้สมาชิกของพรรคดังกล่าวลองไปดูดกัญชาเช้ากลางวัน และเย็นดูสัก 1 เดือน หากฉลาดขึ้นค่อยขยับมาเป็นนโยบายที่ใช้ทั้งประเทศ

'ไทยสร้างไทย' จัด 'มหกรรมคืนความสุข' ชู Soft Power ชาวอีสานเป็นพลังให้คนตัวเล็ก

เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่าเมื่อช่วงค่ำวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ทุ่งกุลามาเดอร์ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรค นายชัชวาล แพทยาไทย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมผู้สมัคร ส.ส.โซนอีสานกลางกว่า 60 คน จัดงาน “มหกรรมคืนความสุข” ครั้งที่ 1 ท่ามกลางคนร่วมงานกว่า 7,000 คน แม้จะมีฝนตกก็ไม่ถอย “มหกรรมคืนความสุข” ให้ประชาชน ภายใต้แนวคิด “คนตัวเล็ก…คิดใหญ่”

ซึ่งถือเป็นงานแฟร์ที่ยิ่งใหญ่เป็นการนำ Soft Power หมอลำวงดังอย่าง รัตนศิลป์อีสานนิวเจน เต็มวงมาจัดแสดง นอกจากนี้ ยังมีดนตรีพื้นบ้าน อาหาร วัฒนธรรม เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้ารวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ของภาคอีสานมาจัดแสดง เป็นการรวมพลังคนตัวเล็ก สร้างความสุขและการสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคอีสาน หลังต้องประสบกับมรสุมโควิดมากว่า 2 ปี

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าพรรคไทยสร้างไทย มีเป้าหมายในการสร้างพลังให้ “คนตัวเล็ก” ให้สามารถเป็น “คนตัวใหญ่” ได้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร พ่อค้าแม่ขาย ผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ฯลฯ จึงเป็นที่มาของ Campaign “คนตัวเล็ก…คิดใหญ่” โดยครั้งนี้เป็นการดึง Soft Power ของชาวอีสานมาเป็นพลังให้กับคนตัวเล็ก สร้างความสุข สร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวอีสาน

ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ ถือเป็นตัวอย่างที่พรรคไทยสร้างไทย ทำให้ผู้มีอำนาจในเวลานี้ได้เห็นว่า เราสามารถสร้างความหวัง และความสุขให้พี่น้องได้ เพราะ “ไทยสร้างไทยคิดเป็น ทำได้ และลงมือทำทันที” แม้ว่าพรรคจะยังไม่มีอำนาจ ยังไม่มีส.ส.หรือยังไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม

สำหรับ “มหกรรมคืนความสุข” ครั้งที่ 1 “คนตัวเล็ก…คิดใหญ่” จัดขึ้นที่ อ.เกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีกิจกรรมที่สร้างความสุขมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
-หมอลำวงดังรัตนศิลป์ และอีสานนิวเจน เต็มวง
-โชว์ของดี ของดังอิสาน
-ชิม ช็อป สินค้าเด็ด ของคนตัวเล็ก
-การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน มวยไทย

ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมรับชมรับฟัง เข้ามาท่องเที่ยว กินช็อปใช้แน่น ลานทุ่งกุมาลาเดอร์ นอกจากนี้ พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจสมัครเป็นสมาชิก “เครือข่ายบำนาญประชาชน” ของพรรคไทยสร้างไทยอย่างคึกคัก รวมถึงมีผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่เป็น “ลูกวัว” กลับไปเลี้ยง เพื่อสร้างรายได้ในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ภายในงานยังสามารถนำของดีประจำถิ่น ของตนเองมาจำหน่ายได้ฟรีเพียงติดต่อมาที่เฟซบุ๊ก พรรคไทยสร้างไทย โดยต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ ท่านจะต้องเป็นคนตัวเล็ก เท่านั้น “เพราะคนตัวเล็ก คือสเปคพรรคไทยสร้างไทย”

เตือนค่าไฟพุ่ง 5 บาท ฉุดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุดยาวถึงปีหน้า

มติชนออนไลน์ รายงานว่านายสุพันธุ์ มงคลสุธี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าเอฟที งวดสุดท้ายของปีนี้ หากไปเฉียดระดับ 5 บาทต่อหน่วย จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเท่ากับว่า ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วน แพงขึ้นประมาณ 10-20% ย่อมกระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพให้วงกว้าง และปัจจุบันนี้ ค่าไฟฟ้าของไทยที่ระดับกว่า 4 บาทต่อหน่วยก็แพงอยู่แล้ว ฉะนั้นหากปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอีก จะยิ่งเป็นภัยร้ายย้ำเติมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ “ค่าไฟฟ้า” ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญของสินค้าและบริการต่างๆ เมื่อต้นทุนค่าครองชีพขยับขึ้น มีโอกาสทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไม่หยุด จากล่าสุด เดือนมิถุนายน 2565 อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ระดับ 7.66% ทำสถิติสูงสุด(นิวไฮ) ต่อเนื่อง 13 ปี ซึ่งภาครัฐเองก็จะเหนื่อยมากขึ้น เพราะจะต้องเร่งเข้ามาแก้ไขค่าครองชีพที่เป็นปัญหาใหญ่ของครัวเรือนรายได้น้อย โดยภาครัฐอาจจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดเงินเฟ้อลง แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในช่วงนี้ที่เศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรงจะเป็นการซ้ำเติมภาระรายจ่ายให้กับกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มคนชั้นกลาง ที่มีรายจ่ายประจำทุกเดือนทั้งการผ่อนบ้าน ผ่อนรถเพิ่มขึ้น และการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชนก็จะชะลอตัวลง ตลอดจนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ก็ต้องเผชิญกับต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้นด้วย เรียกได้ว่า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นลูกระนาด

การปรับขึ้น “ค่าไฟฟ้า” จึงถือเป็นอีกภัยร้ายที่สร้างความกังวลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทย ฉะนั้น ภาครัฐ จะต้องเร่งหาวิธีการรับมือ โดยควรออกมาตรการประหยัดการใช้ไฟฟ้า หรือ แคมเปญส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และเจาะกลุ่มในแต่ละภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น รวมถึงควรกำหนดเป้าหมายหรือมีตัวชี้วัดผลการประหยัดพลังงานที่เห็นผลเป็นรูปธรรมด้วย ที่สำคัญกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ภาครัฐมีมาตรการดูแลให้ส่วนลดค่าไฟฟ้านั้น เป็นมาตรการที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง แต่จะต้องมีการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธีเพื่อให้เกิดผลในการประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ตลอดจนมาตรการเดิมที่รัฐเคยดำเนินการในอดีตแล้วประสบผลสำเร็จก็ต้องงัดทุกมาตรการออกมาใช้ควบคู่กัน เช่น มาตรการความร่วมมือลดการใช้ไฟฟ้า(Demand Response :DR) ที่เคยขอความร่วมมือภาคธุรกิจกิจและภาคอุตสาหกรรม ให้ร่วมประหยัดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาต่างๆ เป็นต้น

นายสุพันธุ์ กล่าวอีกว่า ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นในปีนี้ และหากภาครัฐคุมไม่อยู่ ปล่อยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงขึ้นลากยาวถึงต้นปีหน้า ถึงเวลานั้นภาครัฐจะต้องกลับมาดูว่าปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า รายได้ของภาคประชาชนมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากรายได้ยังอยู่ในระดับต่ำไม่สอดคล้องกับรายจ่าย หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้น “ค่าไฟฟ้าแพง” ย่อมเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในปีหน้าให้เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างแน่นอน

'พรรคกล้า' เปิดแนวคิดพัฒนาเกษตรกรให้พ้นจากความยากจน ชี้ถ้าได้รัฐบาลที่เข้าใจ เกษตรกรไทยมีแต่รวย 

13 ก.ค. 2565 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่านายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคกล้า ในฐานะประธานทีมเศรษฐกิจพรรคกล้า  กล่าวว่า ประเทศไทย มีเกษตรกรยากจนอยู่เต็มประเทศ วิธีแก้คือ ต้องพัฒนาเกษตรกรธรรมดาให้เป็น

1. เกษตรพรีเมี่ยม หรือสินค้าเกษตรคุณภาพสูง ขายได้ราคา ที่มีความต้องการในตลาดสูงทั้งในและต่างประเทศ
2. ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร คือเปลี่ยนจากผู้ทำการเกษตร มาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรแปรรูปนั่นเอง

ทั้ง 2 ข้อข้างต้น ต้องการรัฐบาลที่เข้าใจและมีนโยบายสนับสนุนส่งเสริม เพื่อสร้าง ecosystem ทั้ง 2 ด้านให้เข้มแข็งและยั่งยืน

นายวรวุฒิ ได้ยกตัวอย่าง เกษตรพรีเมี่ยมด้วยพืชทางการเกษตรที่น่าจะทำทั้ง 2 ด้านนี้ ได้เป็นอย่างดี คืออุตสาหกรรมเกษตร เม็ดกาแฟไทย โดยมองว่า เราสามารถพัฒนา เกษตรกรไทย ให้หันมาปลูกกาแฟพรีเมี่ยมได้ด้วยการ ให้ความรู้ และสนับสนุนส่งเสริมให้พัฒนาเทคนิคการปลูกที่จะได้เม็ดกาแฟคุณภาพ สามารถขายเพิ่มมูลค่า จากราคากิโลละหลักร้อยบาท เป็นราคากิโลละหลักพันบาทได้ทั้งนี้ การจะปลูกอะไร ก็ตามใช้ทรัพยากรคือ ที่ดิน เมล็ดพันธ์ แรงงาน น้ำปุ๋ย และเวลา เหมือนกันทั้งสิ้น ดังนั้น ต้องพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด จึงจะได้ประโยชน์ตกกับเกษตรกรมากที่สุด โดยพิจารณาให้มีการส่งเสริมประสิทธิภาพ ในการผลิตโดยรัฐ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ทั้งเรื่องดูแลควบคุมราคาสินค้าที่เป็นต้นทุนการผลิตเป็นต้น

“เรื่องเหล่านี้รัฐต้องเข้าไปช่วยบริหารจัดการครับ ถ้าได้เมล็ดกาแฟพรีเมี่ยมคุณภาพดี ในต้นทุนที่แข่งขันได้เสียแล้ว รัฐก็ต้องช่วยเหลือในการหาตลาดให้ด้วย ทั้งตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ ทำได้แบบนี้ เกษตรกรไม่จนหรอกครับ จะรวยมากรวยน้อยก็ขึ้นอยู่กับฝีมือและความขยันขันแข็งของเกษตรกรแต่ละรายแล้ว” ประธานทีมเศรษฐกิจ พรรคกล้า กล่าว

ในส่วนของ ผู้ประกอบธุรกิจกาแฟนั้น นายวรวุฒิ  บอกว่า ควรจะพัฒนาเกษตรกรส่วนหนึ่งให้เลิกทำการเกษตร แต่มาประกอบธุรกิจการเกษตรแทนครับ เช่น แทนที่จะมาปลูกเมล็ดกาแฟ ก็ผันตัวมาเป็นโรงคั่วเมล็ดกาแฟที่เพิ่มมูลค่าแทน เพราะพื้นฐานความรู้การเกษตรเดิมเป็นทุนที่ดีอยู่แล้ว แต่ขยับตัวเองไปเป็นจุดอื่นของ ห่วงโซ่อุปทาน จะมีรายได้ดีกว่า ถ้าเน้นการพัฒนาคุณภาพ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า หรือทำธุรกิจแปรรูปสินค้ากาแฟ ไปเป็นธุรกิจกาแฟสำเร็จกระป๋องพร้อมดื่มเช่นแทนที่จะมีเม็ดกาแฟเทพเสด็จ แม่จันไต้ ขุนช่างเคี่ยน ก็มีกาแฟกระป๋อง เทพเสด็จ แม่จันไต้ ผาฮี้ อะไรแบบนี้ออกมาขายแทน หรือจะทำลูกอมรสกาแฟ หมากฝรั่งรสกาแฟออกมาขายก็สามารถทำได้ อีกหลากหลายรูปแบบครับ เพียงแต่ต้องมีการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กันเสียก่อนเท่านั้น เมื่อสินค้าเกษตรแปรรูปเหล่านี้พัฒนาเพิ่มมูลค่าผ่านขบวนการผลิตที่เก็บรักษาได้ยาวนานเพิ่มมูลค่าแล้ว รัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่หาตลาดทั้งในและต่างประเทศด้วยเช่นกัน 

“ซึ่งทั้ง 2 แนวทาง ทั้ง เกษตรพรีเมี่ยม หรือผู้ประกอบธุรกิจเกษตรแปรรูป สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลากหลายสินค้าเกษตรไทยครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น การส่งเสริมสุราจากข้าวและผลไม้ชุมชน ถ้ามีรัฐบาลที่เข้าใจ และตั้งใจส่งเสริมผู้ประกอบการเกษตรกรคนตัวเล็ก ไม่ให้ทุนใหญ่มาผูกขาดโอกาสทางธุรกิจของคนตัวเล็กๆ ป่านนี้ สุราผลไม้ไทย สุราชุมชนจากเกษตรกรไทย มีตลาดและทำรายได้เข้าประเทศเป็นหลายแสนล้านบาทไปแล้วแน่นอนครับ” รองหัวหน้าพรรคกล้า กล่าว

'สร้างอนาคตไทย' จัดเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นจัดเพื่อทำนโยบายคาร์บอนเครดิต สู่การสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

Nation Online รายงานว่าพรรคสร้างอนาคตไทย ได้จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง "อนาคตตลาดคาร์บอน (Carbon Market) แนวทาง และวิธีการดำเนินการจัดการคาร์บอน" ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมบรรยาย โดยมีผู้เข้าร่วมฟังพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายวิเชียร ชวลิต ผู้อำนวยการพรรค นายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรค น.ส.โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ รองโฆษก นายธันวา ไกรฤกษ์ รองโฆษกพรรค รวมถึงภาคเอกชน และหน่วยงานระหว่างประเทศ

โดยนายอุตตม กล่าวว่า การบริหารจัดการคาร์บอน ถือเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกต้องให้ความสนใจ ซึ่งประเทศไทยได้ตอบรับเงื่อนไขหลาย ๆ อย่างมาจากเวทีโลก โดยการพัฒนาประเทศหลังจากนี้ ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจไม่สามารถละเลยเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วน 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายสาธารณะที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้ให้เป็นโอกาสแก่ภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจอื่นๆโดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวได้และมีความสามารถในการแข็งขันที่สูงขึ้น 

นอกจากนี้ ปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ องค์การระหว่างประเทศต่างๆ ได้เรียกร้องให้นานาประเทศมีมาตรการในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในกิจกรรมทั้งบนบก ทางทะเล และ ทางอากาศ หลายประเทศที่เป็นคู่ค้า และแหล่งทุนสำคัญของประเทศไทย ก็ได้เริ่มกำหนดมาตรการเพื่อกีดกันสินค้า และการลงทุน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม กสิกรรม การเงิน การธนาคาร และการท่องเที่ยว

"การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องครอบคลุมทุกภาคเศรษฐกิจ ดังนั้น การจัดทำกฎหมายสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะต้องเป็นนโยบายที่เร่งด่วน และต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย สามารถใช้บังคับได้ในทุกภาคเศรษฐกิจของไทย ไม่ใช่เป็นแบบไซโล ต่างคนต่างทำอีกต่อไป ต้องมองในเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการ ต้องมีโต้โผดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะหากไม่มี เมื่อเอกชนจะขยับทีก็ต้องถอยครึ่งก้าว ถอยสองก้าว เพราะรัฐไม่ชัดเจน" นายอุตตม กล่าว

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าคณะกรรมการที่ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีอำนาจไม่พอ หากเปรียบเทียบเหมือนตอนทำอีอีซี จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าพวกตนไม่ไปขอนายกฯ เสนอ แต่งตั้งและออกกฎหมาย ถ้าทำอย่างนี้จึงจะมีการยอมรับ ดังนั้น ต้องมีตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานลักษณะไหนก็ตาม แต่ที่สำคัญ คือ

1.ต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคตเป็นอย่างไร ประเทศต้องการการปรับเปลี่ยน พรรคสร้างอนาคตไทยพูดเสมอว่าเราอาสามาทำงานเพื่อขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือหนึ่งในนโยบายห้าสร้างของพรรค คือ สร้างเศรษฐกิจใหม่โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ดังนั้น เรื่องนี้จะอยู่ในนโยบายของพรรคด้วย แต่จะทำอย่างไรให้เกิด หน่วยงานต้องดูให้ลึกว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ แต่ต้องเป็นดูระยะยาว ส่วนที่ท้าทาย คือ จะวางยุทธศาสตร์อย่างไรให้ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และภายในระยะเวลาเท่าไหร่

2.ต้องให้เอกชนเข้าร่วมตั้งแต่ต้น แค่เพียงรัฐบาลไม่พอ รัฐมีหน้าที่สนับสนุนให้เอกชนเดินอย่างมีแต้มต่อ เพราะสุดท้ายต้องเกิดการแข่งขันในเวทีโลกอย่างแน่นอน เป็นกลไกตลาดที่ต้องค้าขาย เราต้องฉลาดที่จะค้าขาย รัฐต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเดินอย่างไร เดินกับใคร 

3.ที่สำคัญ คือ เรื่องการสื่อสาร วันนี้ (13ก.ค.) จะทำอย่างไรให้คนไทยเข้าใจ ว่าเรื่องดังกล่าวกระทบต่อเขาอย่างไร

"เรื่องการบริหารจัดการคาร์บอน จะเป็นความท้าทายของรัฐบาลหน้าว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาคเศรษฐกิจ ทั้งการสร้างเศรษฐกิจใหม่ และการแก้ปัญหาเชิงรุกให้กับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบาย 5 สร้างของพรรค ที่พร้อมจะเดินหน้าขับเคลื่อน โดยพรรคให้ความสำคัญครอบคลุมทั้งในเรื่องกฎหมาย และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับเรื่องนี้ ขอย้ำว่าพรรคจะใส่เรื่องนี้ไว้ในนโยบายพรรคอย่างจริงจัง" หัวหน้าพรรค ระบุ 

สำหรับพรรคสร้างอนาคตไทย เกิดจากพวกเราที่ร่วมอุดมการณ์ ตั้งใจ และยินดีให้คนภายนอกใช้พรรคเป็นเวทีเปิดเพื่อถกปัญหา หาทางออก และรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ที่จะสร้างอนาคตเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตประเทศไทย อีกทั้ง พรรคยังเปิดให้ทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ และเอกชน สามารถนำข้อมูลที่ได้จากการจัดอบรม เสวนาต่างๆ ของพรรค ไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศได้

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์