ถ้าในรัฐโลกวิสัย กรณี ว. วชิรเมธีกับดิไอคอน ข้อถกเถียงและการตรวจสอบจะเป็นเรื่อง “เข้าข่ายผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่” จะไม่มีสื่อมวลชนไปตั้งคำถามรัฐมนตรีเกี่ยวกับประเด็นทางศาสนาโดยเฉพาะ เช่น จากคลิปที่ปรากฏถือว่าขัดต่อหลักพระธรรมวินัยหรือไม่, ตามหลักพุทธศาสนาถือว่าผิดหรือไม่, จะทำให้วงการพระสงฆ์เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ หรือไม่, จำเป็นต้องเข้าไปถวายรายงานสมเด็จพระสังฆราชในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ เป็นต้น
แต่รัฐไทยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เลยเป็นกึ่งๆ รัฐศาสนา จึงทำให้สื่อตั้งคำถามแบบนั้น แต่คำตอบของรัฐมนตรีชูศักดิ์ ศิรินิล ก็ชัดเจนว่าเขา "ไม่รู้เรื่องทางศาสนาหรือทางสงฆ์" พอที่จะตอบคำถามเช่นนั้นให้กระจ่าง ซึ่งก็ "ถูกต้องแล้ว" เพราะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลมีหน้าที่บริหารบ้านเมืองที่เป็นเรื่องทางโลกเท่านั้น จะให้ไปเชี่ยวชาญศาสนาไม่ได้หรอก มันผิดเรื่องผิดราว หรือไม่ใช่หน้าที่ รัฐเชี่ยวชาญศาสนาต้องเป็นรัฐศาสนาแบบรัฐวาติกัน เป็นต้น
กรณี ว. วชิรเมธี เราจำเป็นต้องมู๊ฟออนจาก “กับดัก” ของการถกเถียงเรื่องสอนผิด-ถูกไตรปิฎกหรือไม่ หรือผิด-ถูกหลักธรรมวินัยหรือไม่ เพราะต่อให้ยืนยันกันว่าสอนถูกไตรปิฎกและปฏิบัติถูกหลักธรรมวินัยแล้วไง
ตัวอย่างเช่น เมื่อสมเด็จพระสังฆราชถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า การบวชให้ “จอมพลถนอม กิตติขจร” เป็นการใช้ผ้าเหลืองบังหน้าให้ทรราชกลับเข้าไทย ผิดหลักธรรมวินัยหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นการบวชที่ถูกต้องตามธรรมวินัยแล้ว ส่วนทางการเมืองนั้นมหาเถรสมาคมไม่เกี่ยวข้อง และกรณีกิตติวุฑโฒภิกขุปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้บุญมากกว่าบาป” มหาเถรสมาคมก็วินิจฉัยว่าไม่ผิดธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม
หมายความว่าถ้าพระสอนถูก (หรือตีความว่า “ไม่ผิด”) หลักคำสอนในไตรปิฎก หรือทำอะไรที่วินิจฉัยกันว่าไม่ผิดหลักธรรมวินัยของพุทธศาสนาแล้วก็มี “ความชอบธรรม” ที่จะ “ลอยนวลพ้นผิด” จากความรับผิดชอบต่อปัญหาทางการเมืองและทางสังคมที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย เช่น ไม่ต้องมีความรับผิดชอบที่สามารถอธิบายได้ (accountability) ว่าการบวชให้เผด็จการทรราชเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองอย่างไร การปลุกระดมว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาปเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงนองเลือดอย่างไร เป็นต้น
เช่นเดียวกัน เมื่อโลกโซเชียลแชร์คลิป ว. วชิรเมธี “อวย” ดิไอคอน เจ้าตัวก็ออกแถลงการณ์ว่าตนจบเปรียญ 9 ประโยค เขียนหนังสือธรรมะมากว่า 100 เล่ม เขียนบทความมากว่า 1,000 เรื่อง ไม่มีทางสอนผิดข้ออรรถข้อธรรมในไตรปิฎกแน่นอน คลิปที่นำมาวิจารณ์กันนั้นตัดมาเพียงบางส่วนเพื่อจับผิด โจมตี จริงๆ แล้วนั่นเป็นเพียงพูดแซะพูดแซวหรือ “หยิกแกมหยอก” ผู้ฟังขำๆ เท่านั้นเอง แล้วก็พูดทำนองว่าตนเองก็เป็น “เหยื่อ” ของธุรกิจสีเทาของดิไอคอนเช่นกัน เพราะเพิ่งรู้ทีหลังเมื่อเรื่องแดงขึ้น
นี่หมายว่า ถ้าสอนข้ออรรถข้อธรรมถูกต้องตามไตรปิฎกทุกอย่าง ก็ชอบธรรมที่จะ “ลอยนวลพ้นผิด” จากการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจสีเทาเช่นนั้นหรือ
ตามแถลงการณ์ของดิไอคอน กรุ๊ป ระบุว่านิมนต์พระหลายรูปมาแสดงธรรมและให้สมาชิกทำบุญเดือนละครั้ง และนิมนต์ ว. วชิรเมธีมาแสดงธรรมประจำ ก็ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมดาราที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ดิไอคอนจึงชี้แจงที่มาของรายได้ต่อสังคม แต่ ว. วชิรเมธีไม่ได้ชี้แจงเลยว่าที่ว่าตนเป็นเหยื่อนั้น รายได้ของการตกเป็นเหยื่อที่รับนิมนต์บรรยายธรรมะแต่ละครั้งเท่าไร เพราะภาพและเสียงที่เราเห็นในคลิป คือภาพและเสียงที่ใช้ประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือแก่ธุรกิจดิไอคอนได้อย่างแน่นอน ว. วชิรเมธีอาจจะไม่รู้ว่านั่นคือ “ธุรกิจสีเทา” แต่น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการนำภาพและเสียงตามคลิปที่เผยแพร่นั้นไปโฆษณาชวนเชื่อสร้างภาพลักษณ์แก่ธุรกิจชวนคนร่วมลงทุน (ถ้า “ไม่รู้” จะสอนคนให้มี Growth mindset เปิดกว้างเรียนรู้และเข้าร่วมสัมมนาและมาฟังพระมาเทศน์เพื่อหาหลักคิดสร้างความรวยแก่ตัวเองได้อย่างไร)
ก็เหมือนกับการที่ ว. วชิรเมธีเคยไปออก “รายการเดินหน้าประเทศไทย” ของรัฐบาล คสช. แล้วพูดอวยค่านิยม 12 ประการว่า “ค่านิยม 12 ประการคล้ายธรรมะในพุทธศาสนา ควรปลูกฝังไปด้วยกัน” เขารู้อยู่แล้วว่ารัฐบาล คสช. ได้อำนาจมาอย่างไม่ชอบธรรมจากการทำรัฐประหารปล้นอำนาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน และค่านิยม 12 ประการที่เขาบอกว่าคล้ายธรรมะในพุทธศาสนา ควรปลูกฝังไปด้วยกันนั้น ก็เป็นค่านิยมที่มีสาระสำคัญขัดหลัก “เสรีประชาธิปไตย” และสิทธิมนุษยชน
การไปพูดอวยแบบนี้จึงเป็นการ “ตอกย้ำว่า” พุทธศาสนา ธรรมะ และบทบาทของพระสงฆ์เข้ากันได้เป็นอย่างดี หรือสนับสนุนอุดมการณ์และแนวทางการปกครองของรัฐบาลจากรัฐประหารได้เป็นอย่างดีนั่นเอง
กรณีตัวอย่างข้างบน ถ้า ว. วชิรเมธีจะอ้างว่าตนเป็นพระ ถูกนิมนต์ไปก็ต้องไป “ขัดศรัทธาไม่ได้” ย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะพระมีสิทธิ์ปฏิเสธการนิมนต์บางอย่างได้อยู่แล้ว เชื่อว่า ว. วชิรเมธีก็เคยปฏิเสธ “บางกิจนิมนต์” เช่นกัน แต่การไปพูดอวยค่านิยม 12 ประการ และอวยดิไอคอน แสดงถึงความกระตือรือร้นที่จะทำเช่นนั้น รับงานและทำการบ้านอย่างดีว่าคอนเซ็ปต์ของงานเจ้าภาพต้องการอะไร จึงเตรียมไปพูดตอบวัตถุประสงค์ของเจ้าภาพอย่างที่เห็น
ถึงตรงนี้เราก็ต้องตั้งคำถามต่อ “จุดยืน” ของ ว. วชิรเมธี (และพระสงฆ์ในพุทธศาสนาไทย) ว่าที่อ้างว่าตนเองสอนถูกปฏิบัติถูกไตรปิฎกนั้นหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ถ้าเปรียบเทียบกับบทบาทพุทธะและสาวกในคัมภีร์ เราจะพบว่าพุทธะและสาวกมี “จุดยืน” ในการใช้ธรรมะเพื่อ “ปลดปล่อย” ปัจเจกบุคคลและสังคมในสมัยนั้น เช่น นำธรรมะแบบพุทธไปวิพากษ์ธรรมะแบบพราหมณ์เพื่อชี้ว่าธรรมะที่เป็นรากฐานของระบบชนชั้นวรรณะเช่นนั้นมัน “ครอบงำ” แต่ธรรมะแบบพุทธ “ปลดปล่อย” ให้อิสรภาพแก่คนทุกวรรณะและคนนอกวรรณะเรียนรู้และบรรลุธรรมได้ ในสังคมยุคนั้นที่ทุกลัทธิความเชื่อต่างก็อ้างว่าธรรมะของพวกตนถูกต้องกว่าเป็นสัจธรรมแท้จริงกว่าธรรมะในลัทธิอื่นๆ พุทธะก็เสนอว่าให้แต่ละคนวินิจฉัยด้วยปัญญาของตนเองให้รู้จริง ไม่ต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลความเชื่อใดๆ แม้แต่สาวกรุ่นหลังอย่างพระนาคเสนก็โต้วาทีกับราชามิลินทร์ เป็นต้น
ดังนั้น ตามแนวทางของพุทธะและสาวกจึงเป็นการไปสัมพันธ์กับคนอื่น ความเชื่ออื่น และสังคมการเมืองในยุคนั้นบน “จุดยืน” ที่มุ่งปลดปล่อยจากอำนาจครอบงำทางความเชื่อ ประเพณี ชนชั้น การปกครองเผด็จการตามอำเภอใจเป็นต้น ไม่ใช่ไปใช้ธรรมะอวยหรือสนับสนุนอำนาจครอบงำ เช่น ไปงานที่รัฐบาลจากรัฐประหารนิมนต์ก็ไปอวยอุดมการณ์ที่เขาต้องการปลูกฝัง ไปงานที่กลุ่มธุรกิจนิมนต์ก็ไม่เชียร์แนวทางของเขาโดยไม่พิจารณาว่านั่นเป็นการสนับสนุนอำนาจครอบงำ หรือสนับสนุนการปลดปล่อยตาม ”เส้นทางอิสรภาพ” แบบพุทธะและสาวกกันแน่ ทำให้การอ้างว่าตนเองสอนถูกและปฏิบัติถูกไตรปิฎกทุกอย่างนั้นไม่น่าจะจริง
พูดให้ชัดขึ้นอีก พุทธะและสาวกทำความเข้าใจปัญหาทางความคิดความเชื่อ คุณค่า ชนชั้น การเมืองการปกครองในบริบทสังคมอินเดียโบราณอย่างทะลุปรุโปร่งอยู่ก่อนแล้ว จึงใช้ธรรมะแบบของตน (ซึ่งมีสาระสำคัญต่างจากธรรมะในความเชื่ออื่นๆ) ไปวิพากษ์วิจารณ์และเสนอทางออกเพื่อการปลดปล่อยปัจเจกบุคคล สังคม และการเมืองให้มีอิสรภาพหรือมีความเป็นธรรมมากขึ้นเท่าที่สามารถจะทำได้ใน “บริบท” ของสังคมที่ไม่แยกศาสนาจากรัฐที่มีเพียงศาสนาหรือ “ธรรมะ” เป็นคุณค่าหลักหรือเป็นคำตอบแก่ชีวิต สังคม และการเมือง ยังไม่มีความคิด อุดมการณ์หรือคุณค่าอย่างอื่นๆ เช่น เสรีนิยม มาร์กซิสต์ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ทุนนิยม และฯลฯ ที่เสนอทางออกให้กับชีวิต สังคมและการเมืองอย่างทุกวันนี้
แต่พุทธไทย (โดยผู้รู้พุทธทั้งพระและฆราวาส) ยังมี “ความคิดพื้นฐาน” ว่า “ธรรมะคือคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหาทุกเรื่อง” แล้วก็เอาธรรมะไปสัมพันธ์กับปัญหาชีวิต สังคม ธุรกิจ การเมืองอย่างขาดการทำความเข้าใจ “บริบท” ของสังคมสมัยใหม่ให้ถ่องแท้ว่าธุรกิจทุนนิยมที่กระตุ้นความอยากรวย และเน้นการแข่งขัน มีจุดอ่อนหรือครอบงำสังคมและชีวิตผู้คนอย่างไร การเมืองที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นๆ เป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย จึงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย “ท่าทีของผู้รู้ธรรม” ที่ตกเป็นเครื่องมืออวยอำนาจครอบงำของระบบเผด็จการอำนาจนิยมอย่างกระตือรือร้น และปราศจากหิริโอตตัปปะ นี่ไม่ใช่การเดินตามเส้นทางอิสรภาพแบบพุทธะอย่างแน่นอน
เพราะยึดถือความคิดพื้นฐานที่ว่าธรรมะคือคำตอบที่ดีที่สุดของปัญหาทุกเรื่องนั่นเอง จึงบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลมีหน้าที่อุปถัมภ์และส่งเสริมพุทธเถรวาท และนำหลักธรรมไปสอนเพื่อพัฒนาชีวิตประชาชน จึงบังคับเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในหลักสูตรการศึกษาของชาติ จึงให้อบรมธรรมะแก่ครูอาจารย์ ข้าราชการ หมอ พยาบาล อัยการ ผู้พิพากษา กระทั่งเคยมีการเสนอว่าควรนิมนต์พระไปเทศนาธรรมะแก่ผู้แทนในสภาทุกเดือนเป็นต้น เพราะเชื่อว่าถ้าคนส่วนใหญ่ “รู้ธรรมะ” แล้วจะนำธรรมะไปปฏิบัติให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น โดยไม่ “รับรู้” หรือไม่ทำความเข้าใจเลยว่าทั้งหมดทั้งปวงที่ปฏิบัติกันมา และเสนอให้ทำเพิ่มขึ้นนั้นขัดหลักประชาธิปไตยโลกวิสัย และสิทธิมนุษยชนอย่างไรบ้าง
ยิ่งกว่านั้นเราไม่ตระหนักเลยว่าการรู้ธรรมะแบบท่องจำตามที่สอนๆ กันมานั้น ไม่ได้ช่วยให้คนปฏิบัติธรรมะได้จริง สังคมพระน่าจะเป็นสังคมที่รู้ธรรมะดีที่สุด แต่ทำไมจึงสร้างระบบศาสนจักรของรัฐที่ขัดหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เป็นระบบที่สนับสนุนอำนาจชนชั้นปกครองที่ตรวจสอบไม่ได้ และมีกฎห้ามพระเณรสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยของประชาชน ปัญหาความประพฤติของพระ ก็มีตั้งแต่เรื่องเสพยาบ้า วิวาทชกต่อย เมาแล้วขับ เล่นแชร์ลูกโซ่ มีคลิปหลุดเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน เล่นชู้กับแม่บุญธรรม อวดตนเป็นผู้วิเศษต่างๆ นานาที่สุ่มเสี่ยงหลอกลวงหาผลประโยชน์จากศรัทธาของประชาชน กระทั่งอวยชนชั้นปกครอง อวยผู้มีอำนาจทางการเมือง อวยคนรวย อวยธุรกิจสีเทา ผลิตวาทะ สร้างคำสอนที่ลดทอนคุณค่าของประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน เป็นต้น
ถ้าการรู้ธรรมและการสอนธรรมที่อ้างว่า “ถูกต้องตามไตรปิฎก” แบบที่ทำกันอยู่ในบ้านเรา ทำให้ผู้คนมีธรรมะได้จริง แล้วที่ ว. วชิรเมธีไปสอนธรรมในรายการเดินหน้าประเทศไทย (เป็นต้น) ช่วยให้รัฐบาล คสช. มีธรรมะ โปร่งใส ยอมรับการตรวจสอบได้จริงหรือไม่ ที่ไปสอนธรรมที่ดิไอคอน กรุ๊ปเป็นประจำ ช่วยให้เกิดธุรกิจที่สุจริตมีธรรมะได้อย่างไร แม้แต่แถลงการณ์ของ ว. วชิรเมธีตอบโต้ “หนุ่ม” กรรชัย กำเนิดพลอย แสดงถึงการปฏิบัติตามหลักธรรมะอย่างไร นั่นเป็นเพียงการแสดงอารมณ์แบบปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปมิใช่หรือ ผู้รู้ธรรมและสอนธรรมเก่งๆ ในที่สุดแล้วต่างจาก “ปุถุชนคนธรรมดา” อย่างไร ปัญหาสังคมเกิดจากคนไม่รู้ธรรมะ หรือเกิดจากอะไรกันแน่
ปัญหาพื้นฐานที่เราจำเป็นต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจตามเป็นจริงก็คือ ในกรอบคิดสังคมก่อนสมัยใหม่ ศาสนาหรือธรรมะคือ “คุณค่าหลัก” เพียงอย่างเดียวที่ใช้อธิบายความหมายของชีวิตที่ดี สังคมที่ดี และการเมืองการปกครองที่ดี จึงเป็นเรื่องปกติที่ชนชั้นปกครองจะเข้าหาศาสนา เข้าหานักบวช ตั้งศักดินาพระ ศาสนจักรรับใช้การเมืองการปกครอง และแสดงตนเป็นผู้อุปถัมภ์ส่งเสริมการเผยแพร่ศาสนา เพราะกลุ่มชนชั้นนำที่ผูกขาดอำนาจในการตัดสินว่าอะไรคือความดี ความชั่ว ชอบธรรมไม่ชอบธรรมในทางการเมืองการปกครองคือชนชั้นปกครองและพวกนักบวช
แต่สังคมสมัยใหม่เป็นสังคมโลกวิสัย (หรือมีแนวโน้มจะเป็นมากขึ้น) ที่กำหนด “เส้นแบ่ง” ระหว่างศาสนากับการเมืองและเรื่องสาธารณะทางโลกค่อนข้างชัดเจน จึงเป็นสังคมที่ “เปิดโปง” ให้เห็นว่าการที่ชนชั้นปกครองเข้าหาศาสนาและนักบวช หรือการที่นักบวชเข้าหาชนชั้นปกครอง และการที่คนในวงการดารา คนดัง กลุ่มทุนเข้าหาศาสนาและนักบวช และการที่นักบวชเข้าหากลุ่มคนมีชื่อเสียงหรือกลุ่มทุนเหล่านั้นก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีให้กับตนเอง หรือเอื้อประโยชน์แก่กันและกัน ไม่ใช่เพื่อรู้ธรรมและปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงแต่อย่างใด จึงมีคำเตือนจากนักปรัชญาตะวันตกมานานแล้วว่าถ้าเราอยากจะมีศีลธรรมได้จริงต้องอยู่ห่างๆ ศาสนจักร พวกนักบวช และอำนาจรัฐ อำนาจทุนที่อิงศาสนาหรือใช้ศาสนาครอบงำเหล่านั้นเสีย
สำหรับบ้านเราที่ “ไม่แยกศาสนาจากรัฐ” เราเอาแต่เน้นการสอนธรรมะแก่ประชาชน โดยไม่ตั้งคำถามว่า “อำนาจในนามธรรมะ” ไม่ว่าอำนาจศาสนจักรและชนชั้นปกครอง รวมทั้งผู้มีอำนาจทางการเมืองที่อ้างธรรมะ คนดัง คนมีชื่อเสียงที่ชอบอ้างธรรมะ รวมทั้งพระดังผู้รู้ธรรมผู้สอนธรรมเก่งๆ ทั้งหลาย พวกเขาปฏิบัติธรรมะตาม “เส้นทางอิสรภาพแบบพุทธะ” จริงหรือ พวกเขาใช้ธรรมะเพื่อปลดปล่อยตัวเอง คนอื่นและสังคมจากอำนาจครอบงำของการเมืองแบบเผด็จการอำนาจนิยมบ้างไหม ปลดปล่อยผู้คนและสังคมจากอำนาจครอบงำของทุนผูกขาดอย่างไร ยังไม่ต้องถามว่า “กิเลส” หรือความเห็นแก่ตัว ความยึดติดในสถานะและอำนาจทางการเมืองและทางวัฒนธรรมของพวกเขาเบาบางลงบ้างหรือไม่
ข้อสังเกตอีกอย่างคือ พระดังในบ้านเราเช่น พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ), พระโพธิรักษ์, พระธัมมชโยเป็นต้น ถูกเล่นงานด้วยอำนาจศาสนจักรและอำนาจรัฐ แต่ ว. วชิรเมธีไม่ได้ถูกเล่นงานเช่นนั้น เขาถูกยกขึ้นโดยสังคมและ (อาจจะ) ถูกยกลงโดยสังคม ยุคหนึ่งสังคมต้องการใช้บริการคำสอนธรรมะจากเขาเป็นอย่างมาก วงการบันเทิง ดารา สื่อมวลชนต่างใช้บริการจากเขา เมื่อเกิดปัญหาการเมือง “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” ทีวีนิมนต์เขาไปอธิบายปัญหาและทางออก แต่เมื่อบริบทสังคมการเมืองเปลี่ยนไป กระแสความคิดเสรีนิยมตั้งคำถามกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยมมากขึ้น ภาพของ ว. วชิรเมธีอยู่ตรงข้ามกับจุดยืนฝ่ายเสรีนิยมค่อนข้างชัด แต่สิ่งที่ฝ่ายเสรีนิยมตอบโต้ได้ ก็เพียงด้วยการวิจารณ์และการด่า ซึ่งเป็นมาตรการทางสังคมอย่างหนึ่ง
ถามว่าเป็นธรรมต่อ ว. วชิรเมธีไหม ก็ต้องถามกลับว่าเผด็จการทำรัฐประหารปล้นอำนาจประชาชนมันคือ “ความไม่เป็นธรรม” อย่างที่สุดแล้วต่อประชาชนที่ถูกปล้นอำนาจ ถูกกดปราบ ไล่ล่า ขังคุก หนีไปลี้ภัยการเมืองต่างประเทศ แต่ ว. วชิรเมธีใช้ธรรมะอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ เขา “เป็นกลาง” จริงหรือ ถ้าเช่นนั้นเขาอวยค่านิยม 12 ประการแปลว่าอะไร แล้วเขาเคยเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนแบบอานนท์ นำภาและคนอีกจำนวนมากที่โดนอำนาจรัฐกดปราบอย่างอยุติธรรมบ้างหรือไม่ ธรรมะในชื่อ “ปัญญาและกรุณา” เคยแสดงออกเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพประชาชนบ้างหรือไม่
ดังนั้น ทัวร์ลง ว. วชิรเมธีในวันนี้ สะท้อนว่าความคิดของประชาชนเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเกิดกระแสนิยม เลื่อมใส ใช้บริการธรรมะจาก ว. วชิรเมธี กลายมาเป็นกระแสตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์และเปิดโปงว่าธรรมะแบบ ว.วชริเมธีทำไมจึงกลมกลืนเข้ากันได้กับการเมืองแบบเผด็จการอำนาจนิยมและอิทธิพลครอบงำของอำนาจทุนนิยมสีเทาเช่นนั้น หรือที่จริงแล้วธรรมะแบบ ว. วชิรเมธี ก็คือผลผลิตของพุทธศาสนาไทยทั้งระบบที่รับใช้เผด็จการอำนาจนิยมและทุนนิยมอย่างกลมกลืนเป็นปกติมานานแล้ว
