Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กลุ่มฅนรักษ์หนองหอยเผยถูกประกบรถ-ล็อกตัว หลังคัดค้านโรงงานคัดแยกขยะ-รีไซเคิล ด้าน กสม.ลงพื้นที่พบแม้มีคำสั่งปิดแต่ยังลักลอบดำเนินการ เร่งประสานหน่วยงานคุ้มครองชาวบ้าน-แก้ปัญหามลพิษ ขณะที่ที่ปรึกษากลุ่มเตือนระวังโรงงานลักษณะเดียวกันจ่อบุกปราจีนบุรีอีกเป็นร้อยใบ

กลุ่มฅนรักษ์หนองหอย แจ้งข่าวว่า เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)  นำโดย ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เดินทางเข้าพบนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยจากกรณีที่ถูกข่มขู่คุกคามเนื่องจากลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิดโดยการคัดค้านโรงงานคัดแยกขยะและรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้ ในพื้นที่หมู่ที่ 10 ตำบลศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยในช่วงเช้ากรรมาการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เข้ารับฟังสถานการณ์การละเมิดสิทธิฯ การถูกข่มขู่คุกคามและข้อเรียกร้องในการหามาตรการในการปกป้องคุ้มครองจากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอย

หนึ่งในนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยที่ถูกข่มขู่คุกคามเปิดเผยข้อมูลว่า ตนอยู่ที่นี่มากว่า 40-50 ปี ที่นี่เป็นบ้านเกิดเป็นเมืองนอนของตน เรามีผืนดินที่ใช้ทำกิน ทำการเกษตรเพื่อดูแลครอบครัวอยู่ที่นี่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ  แต่พอมีโรงงานคัดแยกขยะและรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้ของทุนจีนเข้ามาตั้งในพื้นที่ทำให้พวกเราได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งจากฝุ่นและกลิ่นจากขยะที่เหม็นอย่างรุนแรงจนทำให้พวกเราไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปรกติได้ พวกตนจึงได้รวมตัวกันเข้าไปร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาตรวจสอบจนสถานะปัจจุบันแม้โรงงานจะถูกสั่งปิดชั่วคราวไปแล้ว แต่จริง ๆ ก็ยังมีการลักลอบดำเนินกิจการอยู่

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยที่ถูกข่มขู่คุกคามระบุเพิ่มเติมอีกว่า ระหว่างทางของการต่อสู้ ตนถูกข่มขู่คุกคามมาตลอด เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมมีกลุ่มชายชาวจีนโทรข่มขู่ตนผ่านทางโทรศัพท์และติดตามตัวเพื่อสังเกตุความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งกลุ่มผู้คุกคามเองได้เดินทางมาหาที่บ้านเพื่อจะขอเจรจาให้ยุติการคัดค้านโรงงาน รวมทั้งมีเสนอเงินให้แต่เราก็บอกให้เขาเอาเงินกลับไปและบอกเขาไปด้วยว่าเศษเงินของเขาไม่สามารถซื้อศักดิ์ศรีของเราได้ จนกระทั่งที่รุนแรงที่สุดคือช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้มีชายฉกรรจ์เข้ามาประชิดตัวและล็อคตัวของตนตรงบริเวณป่ามันตรงทางที่ตนจะต้องใช้สัญจรในการเข้าบ้าน และยังมีชายฉกรรจ์ใส่หมวกไอ้โม่งขับรถกระบะติดตามตนและยังมีโดรนลึกลึกบินผ่านพื้นที่บ้านของตน รวมถึงพื้นที่บ้านของชาวบ้านคนอื่นๆอีกหลายราย นี่เป็นเพียงแต่การข่มขู่คุกคามเบื้องต้นที่เกิดขึ้น หากแต่ระหว่างทางการต่อสู้ก็ยังมีการข่มขู่คุกคามตนและชาวบ้านคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก และรู้สึกหวาดระแวงในการใช้ชีวิตตลอดเวลา เพราะแม้เราจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วก็ไม่เห็นมีใครหรือหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยเราหรือทำให้กลุ่มผู้คุกคามหยุดพฤติกรรมดังกล่าว อยากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาคุยกับเจ้าของโรงงานให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว ที่ผมต่อสู้ไม่ใช่เพื่อเอาตัวรอดเพียงคนเดียว แต่สู้เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้าของผม จะได้มีที่อยู่ ที่ทำกิน มีอากาศที่บริสุทธิ์ไว้ใช้หายใจไม่ใช่ต้องหายใจจมอยู่กับกองขยะเหมือนทุกวันนี้ จึงอยากฝากให้ กสม.ประสานกับหน่วยงานทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องหามาตรการวิธีการในการป้องกันป้องปรามและเอาผิดกับผู้ที่ข่มขู่คุกคามพวกผม รวมถึงดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคนและต้องดำเนินคดีกับโรงงานเพื่อให้มีการปิดโรงงานอย่างถาวรไม่ให้มีการลักลอบผลิตอีกแบบนี้ด้วย ” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยกล่าว

ทั้งนี้ภายหลังที่รับฟังข้อมูลจากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยเสร็จแล้ว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ กสม.ได้ลงสำรวจพื้นที่โรงงานโดยระหว่างที่ทำการสำรวจ กลับพบว่าแม้จะมีคำสั่งประกาศปิดโรงงานเบื้องต้นจากกรมโรงงานแล้ว แต่ยังพบว่ามีการก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ในพื้นที่บริเวณโรงงาน และยังมีแรงงานอีกเป็นจำนวนมากที่ยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ของโรงงานโดยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายไปไหน นอกจากนี้ขณะที่ลงพื้นที่สำรวจยังมีรถกระบะลึกลับสีดำขับประกบรถของคณะเจ้าหน้าที่กสม.รวมถึงดักทางรถของเจ้าหน้าที่กสม.ที่ลงพื้นที่สำรวจโรงงานในครั้งนี้ด้วย

ขณะที่ช่วงบ่ายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้จัดประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการกำหนดมาตรการการคุ้มครองความปลอดภัยและแนวทางในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมกรณีที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยจากกรณีที่ถูกข่มขู่คุกคาม โดยมี ปลัดจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานยุติธรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 สำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 3 สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี นายอำเภอศรีมาโพธิ   เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรระเบาะไผ่ และเจ้าหน้าที่จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์หนองหอยเข้าร่วมเวทีหารือ ณ ที่ว่าการอำเภอศรีมหาโพธิ ด้วย

ภายหลังจากหารือร่วมกันกว่าสามชั่วโมง ศยามล  ไกยูรวงศ์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ได้เปิดเผยผลสรุปของการหารือในครั้งนี้ว่า วันนี้ กสม.ได้หารือหน่วยงานระดับจังหวัดที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานว่าจะมีมาตรการในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยที่ถูกข่มขู่คุกคามอย่างไร ซึ่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยที่ถูกข่มขู่คุกคามเกิดการตื่นตัวในการลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิและได้รับผลกระทบทางด้านมลพิษ ในขณะที่คนอื่นอาจจะถอยออกจากการต่อสู้ไป แต่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์หนองหอยที่ถูกข่มขู่คุกคามก็ยืนหยัดต่อสู้และมีหลักฐานชัดเจนว่าเขาถูกข่มขู่คุกคามเราก็อยากให้หน่วยงานราชการเข้าไปดูแลเขา

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า นอกจากนี้เรายังพบข้อมูลว่าแม้โรงงานคัดแยกขยะและรีไซเคิลในพื้นที่หมู่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี แม้จะถูกสั่งปิดโรงงานไปแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างการเพิกถอนใบอนุญาต แต่ยังมีโรงงานที่ยังดำเนินการผิดกฎหมายอยู่ และในขณะที่การแจ้งความดำเนินคดีใช้ระยะเวลานานทำให้มีช่องว่างทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าแม้เราจะรู้ว่าเขาไม่ได้ประกอบกิจการแต่เขาก็ยังอยู่ ยังใช้ไฟเหมือนเดิมอยู่ ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ซึ่งมันอาจจะทำให้เกิดการคุกคามนักปกป้องสิทธิเพิ่มมากขึ้นอีก

ศยามลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หน่วยงานรัฐต้องมีมาตรการเพิ่มนอกเหนือจากมาตรการปรกติ และถ้าเจอภาวะของช่องว่างทางกฎหมายในลักษณะดังกล่าวนี้ กสม.จะไปหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมว่าลักษณะการกระทำแบบนี้จะทำให้เป็นบทเรียนของประเทศไทยว่าจะจัดการอย่างไร เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมแล้วยังทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับชาวบ้าน ซึ่งแน่นอนแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงแม้จะพยายามทำเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่ได้ตลอด 24 ชั่วโมงในขณะที่ชาวบ้านเองก็พยายามที่จะหาหลักฐาน แต่หน่วยงานจะมีการดำเนินการที่ช้าเราก็ต้องหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มเติมว่าจะทำอย่างไร

ซึ่งในระหว่างนี้นายอำเภอศรีมหาโพธิยินดีที่จะตั้งกลุ่มสื่อสารทางไลน์ในการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรียินดีที่จะไปตรวจผลกระทบทางมลพิษที่จะมีขึ้นอีกในอนาคต และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองเราก็อยากให้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชาวบ้านไม่อย่างนั้นผู้ร้องจะรู้สึกโดดเดี่ยว และกสม.จะมีหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ในช่วงเฉพาะหน้านี้อย่างเร่งด่วนด้วย

“วันนี้ตอน กสม. ลงพื้นที่ก็มีรถมาดักหน้าดักหลัง ก็เป็นที่สงสัยว่าเป็นใครต้องมาตามเรา ปกติเวลาลงพื้นที่ที่อื่นเราก็ไม่เจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ อันนี้ก็มีความน่าเป็นห่วงในพื้นที่นี้จากสถานการณ์ที่ กสม.พบเจอด้วยตัวเองด้วย”  ศยามลระบุ

ขณะที่สุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์หนองหอยให้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังเสร็จสิ้นเวทีประชุมว่า สถานการณ์ที่บ้านหนองหอยก็ยังน่าเป็นห่วงมาก ซึ่งวันนี้อุตสาหกรรมจังหวัดก็ได้พูดชัดเจนในที่ประชุมว่าโรงงานแห่งนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายโรงงานแล้ว ดังนั้นการที่เขาจะทำอะไรมันก็เหมือนทำตามใจชอบแล้ว มันก็จะเกิดกรณีว่าการคุกคามมันจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ เพราะไม่ต้องไปยึดตัวบทกฎหมายอะไร ก็เป็นความน่ากังวลของคนที่อยู่ในพื้นที่มาก อย่างไรก็ตามเวทีวันนี้ตนก็มีความหวังกับ กสม.ว่าจะนำเรื่องนี้นำเข้าไปสู่กระบวนการที่สูงกว่าระดับจังหวัด และทำความเข้าใจระหว่างคนในพื้นที่ซึ่งตนก็เชื่อว่าข้าราชการที่ตั้งใจทำงานก็มีอยู่ในพื้นที่เพียงแต่ว่าเราต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น

“แผนในการต่อสู้ของพวกเราต่อไปเรายังยึดมั่นในความถูกต้องและยึดหลักว่าต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ให้เพิ่มมากขึ้น สิ่งที่เรียกว่ามลพิษเป็นอาชญากรที่ทำร้ายกับชีวิตทุกคนที่อยู่ในชุมชนไม่เว้นแม้แต่ใครเพียงคนเดียวและมลพิษต่างๆ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีผู้คนที่ทำให้มลพิษเกิด ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการและผู้ที่สนับสนุนให้เกิดการกระทำความผิดแบบนี้ขึ้น และโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานต้นแบบในการประกอบกิจการประเภทนี้ที่เป็นคนจีนและวันนี้หากโรงงานในลักษณะดังกล่าวนี้ยังสามารถดำเนินการกิจการไปได้มันจะกลายเป็นต้นแบบในการปล่อยมลพิษให้กับชุมชนโดยที่การควบคุมไม่สามารถเข้าถึงได้ และวันนี้เราก็เห็นชัดเจนว่าเขาทำเย้ยกฎหมายมันก็จะกลายเป็นต้นแบบให้โรงงานอื่น ๆ เข้ามาอีกมากมาย ตนเชื่อว่าวันนี้จากข้อมูลที่เราได้ใบอนุญาตต่างๆ กำลังจะถาโถมเข้าจังหวัดปราจีนบุรีอีกเป็นร้อย ๆใบ” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์หนองหอยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมรีไซเคิลโดยทุนจีนที่บ้านหนองหอย ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มีผู้ประกอบการรายหลักคือบริษัท ที แอนท์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด โดยมีโรงงานตั้งอยู่บนแปลงที่ดินขนาดใหญ่ถึง 49 ไร่ และเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุคล้ายการระเบิดของสารเคมีบางชนิดภายในหนึ่งโรงงานของกลุ่มบริษัทนี้ โดยพบเห็นเป็นกลุ่มควันสีน้ำตาลปนแดงปนเหลืองขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและส่งกลิ่นสารเคมีรุนแรง ชาวบ้านที่มีโอกาสได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบภายในโรงงานจึงได้ตั้งขอสงสัยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์เพลิงไหม้ปกติ แต่น่าจะเป็นการทำปฏิกิริยากันของสารเคมีบางชนิด จึงได้ร่วมรวมหลักฐานและเผยแพร่สู่สาธารณะและประสานไปยังเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ลงพื้นที่ตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม นายอำเภอศรีมหาโพธิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ โดยในวันนั้นมีเหตุการณ์ที่สำคัญ คือ พบว่ามีกลุ่มแรงงานต่างชาติจำนวนเกือบ 100 คน ยืนเรียงแถวหน้ากระดานประมาณ 3 ชั้น บริเวณประตูทางเข้าของบริษัทฯ กีดขวางและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจสอบ จนทำให้มีการกระทบกระทั่งทางร่างกายระหว่างเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการและแรงงานต่างชาติกันเล็กน้อยจึงสามารถเข้าไปตรวจสอบภายในโรงงานได้ ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า กลุ่มควันที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการทำปฏิกิริยากันของกรดไนตริกกับโลหะบางชนิด ชาวบ้านจึงร้องเรียนทางวาจาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมไปตรวจวิเคราะห์และลงพื้นที่ตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานของกลุ่มโรงงานคัดแยก รีไซเคิล หล่อหลอมสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ที่อยู่ใกล้เคียงกับบริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ทั้งหมด

จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบกลุ่มโรงงานนี้จำนวนหลายครั้ง และตรวจพบว่ามี

(1) การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัดทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยพบว่า มีโรงงานอย่างน้อย 3 โรงงานที่ตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต มี 1 โรงงานที่ตั้งและประกอบกิจการโรงงานผิดเงื่อนไขใบอนุญาต ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว มี 1 โรงงานที่ขยายโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และมีการลักลอบทิ้งและฝังกลบสารเคมี น้ำเสีย และขยะอุตสาหกรรมลงในบ่อดินขุด

(2) การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัดตรวจพบว่า มีการครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวนอย่างน้อย 3 โรงงาน และพบว่าในบ่อที่ลักลอบฝังกลบขยะอุตสาหกรรมก็มีการทิ้งขยะที่เป็นของเสียอันตราย

(3) การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลศรีมหาโพธิตรวจพบว่า โรงงานในกลุ่มนี้แทบทุกโรงไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แม้ว่าแทบทุกโรงงานจะพบว่ามีการกระทำความผิดจนไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ แต่ทว่าในปัจจุบัน ชาวบ้านยืนยันว่าทุกโรงงานที่พบว่าไม่สามารถประกอบกิจการต่อได้ยังคงลักลอบประกอบกิจการอยู่อย่างต่อเนื่องทุกวัน

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2567 บริษัท ที แอนท์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด จะถูกสั่งปิดหรือเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เนื่องจากเป็นวันที่ได้มีการนำคำสั่งไปปิดที่บริเวณจุดต่าง ๆ ของโรงงานแล้ว แต่ด้วยสิทธิตามกฎหมายของผู้ได้รับคำสั่งย่อมสามารถอุทธรณ์ได้ในเวลา 30 วัน และในที่ประชุมในวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าขณะนี้บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแล้ว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง