ความนำ
ความเรียงชิ้นนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ในส่วนแรกจะเป็นการประมวลมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่มีต่อเรื่องความขัดแย้ง ความรุนแรง และสันติภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยหัวข้อย่อยๆ อีก 9 หัวข้อ โดยสะท้อนย้อนคิดจากประสบการณ์จากความขัดแย้งรุนแรงในครอบครัว จนถึงพื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงจากชายแดนไทย-พม่า และชายแดนไทย-มาเลเซีย รวมทั้งความขัดแย้งแบ่งขั้วในการเมืองไทย และความขัดแย้งรุนแรงในระดับโลก
ในขณะที่ทั่วโลกเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรงยืดเยื้อ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือแม้แต่ความรุนแรงที่ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวัน เรายังคงมีความหวังอยู่กับสันติวิธี หรือการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งโดยไม่รุนแรงอีกหรือไม่ การกลับไปตั้งคำถามกับตัวเอง อาจเป็นหนทางหนึ่ง ที่จะทำให้เรายังเชื่อมั่นในสันติวิธี หรือมีความหวังกับการเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่อยุติธรรม ไปสู่สังคมสันติธรรม (justpeace)
ในส่วนที่สองเป็นการรวบความความคิดความเห็นจากเพื่อนๆ ที่อยู่แวดวงวิชาการ และปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนและสันติวิธี ต่อ“สถานการณ์และสถานภาพ องค์ความรู้ ‘เรื่องความขัดแย้ง ความรุนแรง และสันติวิธีในสังคมไทยปัจจุบัน”
“สันติศึกษา คือ ปัญญาปฏิบัติโดยแท้”
ที่ต้องพูดจากประสบการณ์ตัวเอง เพราะเห็นว่า น่าจะช่วยให้เข้าใจ สันติศึกษาในฐานะ “ปัญญาปฏิบัติ” ที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้ง ความรุนแรง สันติวิธี/สันติภาพ ซึ่งเป็นสาขาที่ให้ความสำคัญกับงานในสนามความขัดแย้งรุนแรง รวมทั้งการใช้ปัญญาในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อประมาณปลายอาทิตย์ที่แล้ว เพื่อนคนหนึ่งถามว่า “คิดว่าตัวเองเหมาะกับอาชีพนักวิชาการไหม?” ตัวเองตอบกลับไปว่า “คิดว่าเหมาะน่ะ” แล้วก็รู้สึกละอายตัวเองที่ตอบไปอย่างนั้น เลยขยายความต่อไปว่า “หากไม่เอามาเทียบกับนักวิชาการที่มีตำแหน่งทางวิชาการ/มีผลงานตีพิมพ์บทความและหนังสือ” เพราะสำหรับตัวเองแล้ว ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เพราะอะไรนั้นจะขยายความต่อไป
“บทสนทนาจากสนามช่วยให้เข้าใจ ขยับขยาย และเติมเต็มขอบฟ้าทางทฤษฎี/ปัญญา”
เมื่อราวๆ ต้นปีนี้ ได้คุยกับอาจารย์ที่เคารพคนหนึ่งเรื่องความอึดอัดในหน้าที่การงานของตัวเอง รวมทั้งเรื่องเรียน ป.เอก อาจารย์พูดขึ้นว่า “ผมเอง ก็แปลกใจที่เล็ก (ข้าพเจ้า) เลือกมาเป็นอาจารย์” ข้าพเจ้าก็พยายามอธิบายว่า ทำไมถึงเลือกมาเป็นอาจารย์ที่นี่ ทั้งๆ ที่ก็ไม่เคยอยู่ในความคิดเหมือนกัน และเป็นอาชีพที่ไม่ชอบเลย ด้วยเห็นความเป็นครูของพ่อกับแม่ รวมทั้งประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับครูหลายคนทั้งในสมัยประถมต้น และมัธยมปลาย หลังจากอาจารย์ได้ฟังคำอธิบาย “อาจารย์ถามต่อไปว่า แล้วมันสามารถทำได้นอกรั้วมหาลัย/ที่อื่นๆ ไหม” เพราะข้าพเจ้าตอบไปว่า “ชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวกับความขัดแย้งความรุนแรง ในประเทศไทย/พม่า และที่อื่นๆ” ซึ่งข้าพเจ้าให้ความสนใจทั้งจากประสบการณ์ตรง อ่านหนังสือ และภาพยนตร์
ข้าพเจ้ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
“ความสงสัยที่ว่า - มีทางเลือกอื่นๆ ที่มากไปกว่าการใช้ความรุนแรงไหม”
เส้นทางการเดินทางในการทำความเข้าใจของข้าพเจ้าต่อเรื่องความขัดแย้ง ความรุนแรง สันติวิธี/สันติภาพ หากย้อนเวลาไปก็ยาวนานพอสมควร มันเริ่มจากความสงสัยตั้งแต่เด็กๆ ว่า “ทำไมคนต้องใช้ความรุนแรง มันมีทางออกอื่นอีกไหม? โดยเฉพาะคนในครอบครัว ซึ่งเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์ต่อกัน แต่ไม่เคยได้คำตอบในเวลานั้น
ในหลายปีต่อมาคำถามคล้ายๆ กันนี้ ก็เป็นความสงสัยของใครหลายคน หลังจากเกิดเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ระลอกใหม่ ซึ่งปรากฏขึ้นในปี 2547 หลายคนสงสัยว่า คนพุทธกับคนมลายูมุสลิมที่เคยอยู่ร่วมกันมานาน เคยไปมาหาสู่กัน แต่ในช่วงหลายปีมานี้ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองกลุ่มกับห่างเหินกันไป นอกจากคำถามนี้แล้ว ก็ยังสงสัยว่า “ทำไมคนอีสาน ต้องมาทำงานที่เบตง” ซึ่งเป็นบ้านเกิดของข้าพเจ้า แต่ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นนาน เพราะหลังจากจบม. 1 ข้าพเจ้า ก็ได้ขอพ่อกับแม่ ไปเรียนที่สงขลา ด้วยเหตุผลว่า ไม่อยากเห็นความรุนแรงอีกต่อไป แต่คิดว่าตอนนั้นคงไม่ได้ใช้คำนี้ และพี่ชายสองคนก็เรียนอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
การได้เดินทางออกมาจากอำเภอชายแดน ปลายด้ามขวานของประเทศไทย ได้เปิดโลกข้าพเจ้าให้กว้างมากขึ้น ระหว่างเรียนอยู่ชั้นม.2-3 ที่สงขลา ข้าพเจ้าก็ได้รู้จักกับวงคาราวาน แม้ว่าจะไม่ได้ไปดูคอนเสริต์ที่พวกเขามาเล่นที่วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวะสงขลา (ปัจจุบันคือ มหาวิทาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย) ก็ตาม แต่ก็ได้ยินเสียงเพลงที่เปิดจากอัลบั้ม “คนกับควาย” ดังลอดมาจากรถประชาสัมพันธ์ของงานนี้ ซึ่งเป็นอัลบั้มจากการแสดงในงานคอนเสริต์ยูนิเซฟ เสียงเพลงนั้นติดหูข้าพเจ้าจากวันนั้นมา และยังชอบอัลบั้มนี้อยู่จนถึงวันนี้
“จากความสงสัยสู่การแสวงหาคำตอบ”
เพลงคนกับควาย และเพลงเปิบข้าว เป็นเพลงที่ข้าพเจ้าชอบมากทั้งเนื้อเพลงและท่วงทำนองสะเทือนใจมาก แม้ว่าในตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องการเมืองมากนักก็ตาม แต่คิดว่าสองเพลงนี้ได้ตอบโจทย์ข้อสงสัยเรื่องแรงงานอีสานได้อยู่บ้าง จากบทเพลงของคาราวาน ทำให้ข้าพเจ้าหันมาสนใจศึกษาเรียนรู้เรื่อง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ถึงขั้นขโมยหนังสือจิตร ภูมิศักดิ์จากห้องสมุดโรงเรียน และทะเลาะกับเพื่อนที่ขโมยโปสเตอร์ 14 ตุลา ที่ข้าพเจ้าเอามาติดอยู่หน้าห้องเรียน เพื่อจะได้ไม่ลืม แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งความรุนแรงของทั้งสองเหตุการณ์อย่างลึกซึ้งหรอก แต่ไม่รู้ว่า ทำไมถึงได้รู้สึกอินกับเรื่องเหล่านี้มาก หากย้อนคิดถึงความรู้สึกร่วมในเพลงดังกล่าวนี้ คิดว่ามันได้พาข้าพเจ้าเดินทางออกจากความคุ้นชิน/ประสบการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ไปสู่พื้นที่ความรุนแรงทางการเมืองระดับประเทศ จนข้ามประเทศไปสู่การเรียนรู้ความขัดแย้งรุนแรงในประเทศเพื่อนบ้านในเวลาต่อมา ดังนั้นสำหรับข้าพเจ้าแล้วความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งดูเหมือนว่า เป็นความรุนแรงในพื้นที่ส่วนตัวนั้น เชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม รวมทั้งกระบวนการทำงานของความรุนแรงแทบไม่ต่างกัน ทั้งเรื่องทัศนคติ พฤติกรรม และความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง
“การแสวงหาคำตอบในรั้วมหาวิทยาลัย”
หลังจบมัธยมปลายข้าพเจ้าไม่ได้สอบเอ็นทรานเหมือนกับเพื่อนๆ หลายๆ คน เพราะตัวเองได้เลือกมหาวิทยาลัยรามคำแหงไว้ในใจแล้วด้วยเหตุผลว่า เป็นมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องเข้าห้องเรียน ซึ่งจะได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งของการเรียนไปกับการออกค่ายอาสา จากความใคร่รู้เกี่ยวกับคนอีสาน ภาคอีสานจึงเป็นเป้าหมายแรกในการเลือกค่ายอาสา ถึงแม้ว่าจะมีเป้าหมายอยู่ที่ม.รามคำแหงก็ตาม แต่บางความรู้สึกก็อยากเรียนโบราณคดี ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากเรียนคณะนี้ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะอ่านนิยายรักของศุภักษรมากไปไหม ก็ไม่แน่ใจ แต่คณะที่เลือกเรียนที่รามคำแหงคือคณะบัญชี ก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่า เอาความมั่นมาจากไหน แต่ก็รู้ว่าสมัยม.ปลาย ก็มีใจให้กับวิชาคณิตศาสตร์ และวิชาวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยชอบหน้าครูคณิตสักเท่าไร และทะเลาะกับครูวิทย์ เพราะยกมือถามคำถามอะไรสักอย่างจนครูโกรธ ครูก็เลยใช้ไม้เรียวตีหน้าชั้นเรียน จากนั้นก็ไม่เคยญาติดีกับคณิตและวิทย์อีกเลย รวมทั้งครูที่สอนศิลปะ ซึ่งมีมาตรฐานความสวยงาม ตามความจริงเป็นเกณฑ์ในการตัดคะแนน อย่างใบไม้ต้องเป็นสีเขียว และองค์ประกอบของภาพวิว ต้องมีภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ และนก มันเป็นความรู้สึกถึงการถูกตัดตอนจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งก็มารู้สึกเสียดายในตอนโต โดยเฉพาะหลังจากที่มีประสบการณ์มากขึ้นในสนามความขัดแย้งรุนแรงถึงตายนั้น ศิลปะ/สุนทรียศาสตร์มีความจำเป็นอย่างมาก ในการที่จะพาเราจินตนการ/ความคิดอย่างสร้างสรรค์ในการก้าวข้ามให้พ้นไปจากความรุนแรง
อย่างไรก็ตามได้เรียนอยู่คณะบัญชีเพียงแค่ 1 เทอม เพราะจาก 8 วิชาที่ลงทะเบียนเรียนไปนั้น ผลการสอบที่ออกมามีเพียงวิชาบัญชี 101 ไม่ผ่านวิชาเดียว จึงคิดว่าถ้าลงทะเบียนเรียนคณะนี้คงจะไม่รอดแน่ๆ ที่บอกว่า “ลงทะเบียนเรียน” เพราะช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแทบไม่ได้เข้าชั้นเรียนเลย เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการออกค่ายทางภาคอีสาน จึงเบนเข็มมาเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ สาขาการพัฒนา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกับอ.ชัยวัฒน์ ที่ก็จำไม่ได้ว่า อจ.มาบรรยายเรื่องอะไร แต่จำได้ไม่ลืมเรื่องการ์ตูนขายหัวเราะ ที่อจ.อ่านมันผ่านมุมการเมืองได้ ก็รู้สึกทึ่งในความสามารถของอจ.มาก และอจ.ก็ได้เปลี่ยนมุมมองต่อการอ่านของตัวเอง ที่ในตอนนั้นเลือกอ่านแต่หนังสือวรรณกรรมเกี่ยวกับการเมือง รวมทั้งงานวิชาการหนักๆ ที่วิพากษ์การเมืองและสังคม ชีวิตในตอนนั้นหมกหมุ่นกับการเมืองและสังคม จนหลงลืมความเป็นมนุษย์ไปเลย แต่งานวรรณกรรมและภาพยนตร์ ก็ได้พาตัวเองกลับมาตระหนักถึงคุณค่าและชีวิตมนุษย์มากขึ้นเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงหลงใหลในศิลปะของสองแขนงนี้ มันช่วยให้มีความอ่อนไหว เข้าใจในความหลากหลาย และยังช่วยให้ค่อยๆ พัฒนาการไตร่ตรอง ไม่ด่วนตัดสิน และไม่มองเพื่อนมนุษย์แบบขาวดำอย่างที่ผ่านมา
การเรียนรู้ของตัวเอง ไม่ได้เป็นเป็นแบบเส้นตรง อย่างที่หลายๆคนคุ้นเคย/ชอบ การที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเองหรือการชอบอ่านหนังสือเพียงลำพังเพื่อได้สนทนากับตัวเอง ก็เป็นทั้งข้อดีและข้ออ่อนของตัวเอง แม้จะมีความกลัวผู้คน แต่ก็ชอบฟังและติดตามเรียนรู้จากผู้คน โดยเฉพาะคนธรรมดาๆ ที่มีโอกาสไปใช้ชีวิตร่วมสั้นๆ ในค่ายอาสาทั้งอีสาน และเหนือ โลกของตัวเองค่อยๆ กว้างขึ้น แต่ก็ยังถือว่าแคบอยู่
“การแสวงหาคำตอบในการทำงานเพื่อสังคม”
การมีโอกาสได้ทำงานกับภาคประชาสังคม/เอ็นจีโอสายสลัม ในช่วงปลายชีวิตป.ตรี แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ได้เปิดโลกของชีวิตคนจนเมือง ซึ่งทำให้เห็นคนที่ต้องย้ายถิ่นเพื่อมาหางานทำในส่วนกลางและต้องมีชีวิตอยู่อย่างอัตคัดจากนั้นก็มีโอกาสทำงานกับองค์กรพม่า ที่เน้นการทำงานจัดตั้งกับกลุ่มชาติพันธุ์จากพม่าอยู่นานหลายปี ซึ่งในการทำงานเริ่มแรกไม่ได้มีความรู้เรื่องผู้อพยพหรือความขัดแย้งในพม่าเลย หน้าที่เราในตอนนั้นคือ ติดตามข่าวเรื่องพม่า ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ไทย แล้ววิเคราะห์ให้เพื่อนชนกลุ่มน้อยจากพม่าและเพื่อนต่างชาติทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ประจำและอาสาสมัครจากหลากหลายประเทศ รวมถึงประสานกับนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องพม่า และเอ็นจีโอไทยที่ขับเคลื่อนรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า ที่นี่ได้สอนให้ข้าพเจ้าเห็นถึงความสำคัญของการทำระบบข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งการทำงานกับคนรากหญ้า นอกจานี้ข้าพเจ้ายังได้เรียนรู้เรื่อง ความขัดแย้ง การจัดการความขัดแย้ง สันติภาพ สงครามกลางเมืองจากที่นี่อย่างเป็นระบบและลึกมากขึ้น
ระหว่างการทำงานอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า ความรู้ที่ตัวเองอยู่ไม่เพียงพอ และรู้สึกว่าการทำงานของเอ็นจีโอเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากไป จึงได้สมัครเรียนต่อป.โทด้านสิทธิมนุษยชน ที่มหาลัยวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหลักสูตรอินเตอร์และเปิดสอนเป็นครั้งแรก แต่ความรู้ที่ได้จากการเรียนในตอนนั้นก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ข้อสงสัยของตัวเองว่า กลไกต่างประเทศที่เราต้องเรียนกันนั้น ช่วยเพื่อนเราในสนามความขัดแย้งรุนแรงได้อย่างไร ซึ่งเป็นความคิดที่คับแคบของตัวเองในเวลานั้น ด้วยว่าสถานการณ์ความรุนแรง และการสูญเสียเพื่อนในสงครามกลางเมืองทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธกับสาขา “สิทธิมนุษยชน” ที่ตัวเองร่ำเรียน ดังนั้นวพ.ป.โทซึ่งทำเรื่องการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งในค่ายอพยพถ้ำหิน จึงเป็นการผสมผสานระหว่างสันติศึกษากับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นนศ.เพียงคนเดียวที่เลือกทำแบบนี้
“ตัวตนที่ก่อรูปขึ้นมาจากสนามต่างๆ”
แต่เอาเข้าจริงๆ ข้าพเจ้าก็ยังขาดความเชื่อมโยงกับโลกวิชาการด้านอื่นๆ อย่างเวลาต้องฟังนักวิชาการไทยพูดพาดพิงถึงนักวิชาการตะวันตก ซึ่งอยู่นอกเหนืองานด้านสันติศึกษา ข้าพเจ้าแทบไม่รู้จักพวกเขาเหล่านั้นเลย แต่ฟังแล้วก็น่าสนใจและคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการนำไปประยุกติ์ใช้กับงานความคิดและงานสนาม ซึ่งคิดว่าน่าจะช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นความขัดแย้งรุนแรงยืดเยื้อ ซับซ้อนให้คมชัด ลึกและมีความรอบด้านมากขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือ/เลนส์ในการมองที่หลากหลาย ข้าพเจ้าจึงขวนขวายหาความรู้ทั้งจากหนังสือ เพื่อนๆ และคลิปวิดีโอยูทูป ในการเชื่อมโยง/บูรณาการความรู้จากสนามความขัดแย้งรุนแรง ทั้งจากชายแดนไทยมาเลเซีย และชายแดนไทยพม่า กับแนวคิดจากงานสันติศึกษาและสิทธิมนุษยชนเข้าด้วยกัน ความรู้ทั้งหมดนี้ได้ค่อยๆ เชื่อมร้อยตัวตนของข้าพเจ้าที่มีต่อโลกใบนี้
ขอยกตัวอย่างประกอบจากทุนความรู้ที่ค่อยๆ สะสม ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมงาน ลงพื้นที่ที่ ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส หรือที่อื่นๆ อีกหลายที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง เราเพียงไปฟังชาวบ้านพูด จนหลายคนสงสัยว่า ทำแบบนี้แล้วช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงได้อย่างไรหรือมีประโยชน์อย่างไร เราก็ยอมรับด้วยความสัตย์ว่า ในระยะสั้นๆ คงจะไม่เกิดประโยชน์โภคผลอันใดทั้งต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้ง หรืองานวิชาการ แต่สิ่งที่เราได้รับคือ ความไว้วางใจทั้งจากคนไทยพุทธและมลายูมุสลิม แล้ววันหนึ่งก็มาถึง ระหว่างที่เราไปเยี่ยมและฟังชุมชนไทยพุทธ กับชุมชนมลายูมุสลิม ซึ่งในตอนนั้น 2 ชุมชนนี้ไม่ได้ไปมาหาสู่กันเหมือนอดีตแล้ว ทั้งสองชุมชนได้เล่าให้เราฟังถึงปัญหาน้ำท่วมนาข้าว ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของการระบายน้ำ ที่กรมชลประทานเป็นต้นเหตุ จากปัญหาดังกล่าวซึ่งสองชุมชนมีปัญหาร่วมกัน เราเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำงานร่วมกัน หากพูดในภาษาของจอห์น พอล ผู้เขียนพลังธรรมแห่งจินตนาการ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดยอ.โคทม อารียา และทีมสถาบันสิทธิและสันติศึกษา ม.มหิดล ว่า เป็นการ “เฉลียวพบ/ปิ๊งแว่บ” หรือพูดให้ดูเป็นนักวิชาการหน่อยก็คือ serendipityเราได้ช่วยประสานให้ทั้งสองชุมชน ซึ่งมีความไม่ไว้วางใจกันหลังจากสถานการณ์ความรุนแรงระลอกใหม่ในปี 2547 ได้หันหน้ามาหารือ เพื่อหาทางออกจากน้ำท่วมนาข้าว จนกระทั่งกรมชลประทาน ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระบวนการการทำงานในสนามครั้งนี้ ทำให้เราประจักษ์ถึงความสำคัญและการเชื่อมโยงของงานสนามกับงานวิชาการ
“ความหมายของสันติศึกษา ในฐานะ “ปัญญาปฏิบัติ””
ทั้งหมดนี้คือ ความหมายของสันติศึกษา ในฐานะ “ปัญญาปฏิบัติ” ที่ตัวเองเข้าใจ เกือบลืมประเด็นที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นถึงความเป็นนักวิชาการ สำหรับข้าพเจ้าแล้วความหมกหมุ่น/ความสนใจ ในรั้วมหาวิทยาลัยมีอยู่ 2 อย่างคือ 1) ห้องเรียน ซึ่งข้าพเจ้าจะต้องออกแบบในการสร้างบทสนทนาทั้งเรื่องความขัดแย้ง ความรุนแรง สันติภาพ/สันติวิธี กับนศ. พร้อมๆไปกับการเรียนรู้จากพวกเขา และโยงใยเรื่องเล่าต่างๆ จากสนามความขัดแย้งรุนแรง ให้เข้ากับบริบท/ประสบการณ์ของพวกเขา และ 2) สนามความขัดแย้งรุนแรง ที่ข้าพเจ้าให้ความสำคัญ
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงสนใจความรู้ในเชิงแนวคิดกับงานภาคสนาม ที่นำเอามาปรับใช้ทั้งในห้องเรียนและงานภาคสนาม หากเมื่อยังหนีไปไหนไม่ได้ สำหรับข้าพเจ้าห้องเรียนก็อาจถือว่า เป็นสนามอีกแบบหนึ่งในการเรียนรู้ปัญหาที่นศ.นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์ของพวกเขา ส่วนนศ.ก็ได้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้จากเรื่องเล่าอื่นๆ รวมทั้งทักษะ/เครื่องมือการจัดการความขัดแย้งเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ข้าพเจ้าจึงพอใจกับการเห็นการเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆ ของนศ.มหิดลซึ่งมาจากหลากหลายคณะ ในวันข้างหน้าหากพวกเขาออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปแล้ว พวกเขาจะมีเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้ง และอยู่ร่วมกันกับคนอื่นอย่างมีใจเปิดกว้าง เคารพกันและกัน ฟังกันได้แม้จะแตกต่างกัน พร้อมทั้งสามารถจัดการกับความขัดแย้งส่วนตัวได้
เมื่อไม่นานนี้ได้ดูหนังซีรีส์ญี่ปุ่น เกี่ยวกับหมอ/พยาบาลและคนไข้ หมอคนหนึ่งมักจะถูกรบเร้าถามจากเพื่อนหมอคนอื่น ๆ ว่า ทำไมไม่มีผลงานวิชาการเลย เพราะพวกเขาประหลาดใจมากว่า ถูกเชิญให้มาเป็นหมอที่รพ.นี้ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ไม่มีผลงานวิชาการเลย เขาไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ทำให้เห็นว่า เขาดูแลเอาใจใส่คนป่วย และศึกษาการรักษาอย่างเอาจริงเอาจังทั้งจากตำรับตำรา และการฝึกฝนตัวเองในเวลาที่ไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด อีกคำถามหนึ่งที่เขาถูกถามว่า ผ่าตัดไปแล้วกี่ครั้ง เขาบอกว่า ราวๆ 600 กว่าเคส ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ทุกครั้งที่เขาทำการผ่าตัดผู้ป่วยเสร็จ เขาจะเขียนบันทึก ก็จะมีหมอหนุ่มเข้ามาถามอีกว่า แล้วทำไมไม่เขียนผลงานวิชาการล่ะ หมอคนนั้นตอบกลับไปว่า สำหรับเขาแล้ว หากใครสนใจการเขียนงานวิชาการก็เขียนไป แม้ว่าจะใช้เคสที่เขาเคยรักษาในการเขียนเขาก็ไม่หวง สำหรับเขาหน้าที่สำคัญของหมอ คือการรักษาผู้ป่วยให้รอด อาจกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าเองก็มีความคิดคล้ายๆ หมอคนนี้ เพราะเห็นว่า การทำงานในสนามความขัดแย้งรุนแรง และงานการสอนนั้น จำเป็นต้องใส่ใจ “ชีวิตผู้คน” ดังนั้นการเรียนรู้จากสนามและการขวนขวายหาความรู้ หมั่นทบทวนย้อนคิดและนำไปปฏิบัติ/ทดลองในสนาม จะช่วยให้เรามีความเข้าใจ และเห็นหนทางในการคลี่คลายความขัดแย้ง/ลดเงื่อนไขความรุนแรงได้อย่างเป็นจริงมากขึ้น
ในส่วนที่สองนี้ จะเป็นการประมวลความคิดความเห็นของเพื่อนๆ ที่ข้าพเจ้าได้ส่งคำถามที่เป็นโจทย์จากชื่องาน “สถานการณ์ สถานภาพองค์ความรู้ ความขัดแย้ง ความรุนแรง และสันติวิธีในสังคมไทย” ไปกว่า 20 คน แต่ไม่ได้ตอบกลับมาทั้งหมด จึงขอนำเสนอเท่าที่เพื่อนๆ ได้เขียนส่งกันมา โดยแบ่งเป็น 2 มิติดังนี้
มิติความขัดแย้ง
เพื่อนๆ เห็นว่าความขัดแย้งในสังคมไทยนั้นมีหลายมิติ/ระดับไม่ว่า จะเป็นในระดับปัจเจก ปัจเจกต่อปัจเจก ครอบครัว ชุมชน องค์กร และประเทศ/ชาติ ความขัดแย้งมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปตามการดิ้นรนของสิ่งมีชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งอาจมีเหตุมาจากจุดความขัดกันที่เล็ก หรือเป็นพื้นฐานที่สุด เช่น คุณค่า ความคิด ความเชื่อ ชุดประสบการณ์ที่แตกต่าง แต่สำหรับบางคนมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่าง แต่เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายได้ฝ่ายหนึ่งพยายามจะบังคับให้ผู้อื่นยอมรับความเชื่อของตนโดยไม่เปิโอกาสให้มีการพูดคุยหรือทำความเข้าใจ
จึงมีการเสนอกันว่า การแก้ปัญหาความแย้ง ควรต้องอาศัยการสร้างพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นที่เปิดกว้าง รวมทั้งมีการฟังและสะท้อนกัน เมื่อเสียงถูกได้ยิน ก็ช่วยให้คลี่คลายสถานการณ์ได้ดีขึ้น แม้ว่าอาจยังไม่ได้แก้ไขความขัดแย้งนั้นในทันที แต่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยหรือหาทางออกในอนาคต อย่างไรก็ตามในบริบททางการเมืองที่มีการแบ่งขั้วอย่างชัดเขน ไม่มีความไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง หรือความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ จึงมีความท้าทายอย่างมากว่า จะทำอย่างไรให้คู่ขัดแย้งยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเห็นว่า การสร้างสันติภาพนั้นจะต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความยุติธรรม และรัฐจะต้องมีความจริงใจช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังเสนอว่า เราต้องพยายามติดตามเทคโนโลยีให้ทัน เพื่อปกป้องและพัฒนาตนเองทั้งในยามสันติ
และในยามที่ต้องต่อสู้ (อย่างสันติ) และความขัดแย้งที่สำคัญคือความขัดแย้งทางการเมืองการเมืองไทยถูกครอบงำโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่สนใจเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เริ่มตั้งแต่พ.ศ. 2475 สังคมการเมืองไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ด้วยดี สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง เช่น ส่วนกลางเป็นศูนย์อำนาจและการตัดสินใจ
มหาเศรษฐียิ่งทียิ่งอยากเป็นอภิมหาเศรษฐี ชนชั้นสูงยังดูแคลนชนชั้นล่าง เป็นต้น แต่ก็มีความพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ตามเรื่องตามราว
สันติวิธี/สันติภาพ
แทบทุกคนบอกว่า การใช้สันติวิธีและการสร้างสันติภาพ รวมทั้งสิทธิมนุษยชนมีความท้าทายอย่างมาก ในสังคมที่มีการแบ่งแยกแบ่งขั้วร้าวลึก และเป็นผลผลิตจากวัฒนธรรมอำนาจนิยม อาจต้องใช้เวลา แต่ยังคงจำเป็นและสำคัญ รวมทั้งต้องมีความยุติธรรม คุณภาพชีวิตที่ดี และทุกคนมีโอกาสทางการศึกษา เพื่อจะทำให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน และลดเงื่อนไขความรุนแรงทั้งจากความรุนแรงทางตรง โครงสร้าง และวัฒนธรรมโดยไม่ใช้ความรุนแรง
มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่เราทุกคนสามารถช่วยกันได้คือคือ การลดความรุนแรงในชีวิตประจำวัน และในสังคม โดยอ้างอิงจริยธรรมความเชื่อที่แพร่หลายในสังคมไทย นั่นคือ ศีลห้า สันติวิธีทางตรงคือการไม่ฆ่า และไม่ส่งคนไปตาย
และหมายรวมถึงความยุติธรรม ไม่ขโมย ไม่โกง ไม่เอาของเขามาเป็นของเราไม่ค้ากำไรเกินควรด้วยการผูกขาดหรือการมีอำนาจเหนือตลาด เป็นต้น
แม้การใช้สันติวิธียังคงเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องมายาคติที่มีต่อสันติวิธีเอง ที่เห็นว่า เป็นเครื่องมืออ่อนแอ ไม่สู้ ไร้ประสิทธิภาพโดยเฉพาะกับการเผชิญหน้ากับความรุนแรงโดยรัฐ หรือการที่รัฐเองก็ได้อ้างการใช้สันติวิธี (สันติวิธีภาครัฐ) ผ่านการใช้กฎหมายซึ่งเป็นข้ออ้างที่ชอบธรรม ซึ่งเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดยิ่งกว่าปฏิบัติการทางทหาร เพราะมันเป็นการยื้อยุดการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ดี ยังควรใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในทุกระดับโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ด้วยความมุ่งมั่น ไม่ท้อถอย และไม่นำวิธีการรุนแรงเข้ามาแทรก
เพื่อนจากจังหวัดชายแดนใต้ ช่วยขยายความผ่านมุมมองศาสนาอิสลามต่อว่า การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งที่มีความรุนแรงนั้น หากยิ่งใช้ความรุนแรงก็ยากที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้สร้างโลกได้สอนมวลมนุษย์ว่า ในคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะห์ฟัซซีลัต อายะห์ที่ 34 ความว่า และความดีและความชั่วนั้นไม่ได้เท่าเทียมไม่ เจ้าจงขับไล่ (ความชั่ว) ด้วยสิ่งที่มันดีกว่า แล้วเมื่อนั้นผู้ที่ระหว่างเจ้ากับเขาที่เคยเป็นอริกันก็จะกลับกลายเป็นเยี่ยงมิตรที่สนิทกัน ในอายะห์ถัดมา ผู้สร้างได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องใช้ความอดทน และต้องขอพรจากพระผู้สร้างโลกและฟากฟ้า ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การต่อสู้ด้วยสันติวิธีไม่ได้เป็นเรื่องง่าย หากแต่ต้องใช้ความสร้างสรรค์ ความอดทน และไม่หยิ่งยโสว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นด้วยตนเอง หากต้องใช้พละกำลังจากเพื่อน กัลยาณมิตรในสังคม ที่สำคัญหากเชื่อมั่นด้วยสันติวิธีแล้ว ศัตรูหรือคู่ขัดแย้งของเราก็จะกลายเป็นเพื่อนและอาจมีอำนาจในการสร้างเปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป
จากความเห็นที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความยากในการลงหลักปักฐานในสังคมที่มีวัฒนธรรมอำนาจนิยมข้างต้นนั้น รวมทั้งการใช้เวลาและความอดทน คงจะไม่ได้เป็นการเกินจริงดังจะเห็นจากประสบการณ์ของเพื่อนคนหนึ่งที่เคยร่วมทำงานวิจัยกับอ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นความไว้วางใจของคนในพื้นที่ค่อนข้างต่ำมาก เพราะผลสืบเนื่องจากความรุนแรง อ.ชัยวัฒน์ถามเขาว่า “ถ้าเราจะเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ โดยผู้คนยังไม่ไว้วางใจ จะทำได้หรือไม่ และถ้าจะทำ ทำอย่างไร?” เขาใช้เวลาถึง 4 ปีในการค้นหาจากตำรับตำรา และทำงานกับผู้คนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรงหลากหลายพื้นที่ เพื่อหาคำตอบนั้น จนเมื่อเวลาผ่านไปก็สำเหนียกได้ว่า คำตอบของคำถามเริ่มขึ้นเมื่อปี 4 ปีก่อนหน้านั้น และเราก็พยายามตอบมันมาเรื่อยๆ และความพยายามในการตอบ ก็คือ คำตอบในตัวของมันเอง
ทิ้งท้าย
ที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งจากการถอดประสบการณ์ตัวเอง และการประมวลความเห็นจากเพื่อนๆ สันติศึกษา ที่มาจาก “ปัญญาปฏิบัติ” ยังคงสำคัญและจำเป็นกับสังคมไทย เพื่อจะได้มีที่ทางให้กับ “สันติวิธี/การสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน” ทั้งนี้อาจต้องทำงานอย่างบูรณาการ สร้างสรรค์ พันทาง (hybrid) และไม่ละทิ้งอารมณ์สุนทรียะ เหนืออื่นใดคนทำงานด้านนี้ อาจต้องมั่นทบทวนคุณค่าความเชื่อของตัวเองด้วย เพราะสำหรับข้าพเจ้าแล้วเส้นทางนี้เป็น unfinished project คือ มันไม่จบในรุ่นเราแน่ๆ แต่มันอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เกิดขึ้นให้เป็นแรงกระเพื่อมทั้งหล่อเลี้ยงความหวัง และส่งไม้ต่อให้คนรุ่นต่อไปได้ นอกจากนี้เราอาจต้องเพิ่มพื้นที่ให้กับงานศิลปะเพิ่มขึ้น อย่างที่อ.ชัยวัฒน์เคยกล่าวไว้ในคำนำ “สร้างสรรค์เพื่อสันติภาพ” ในหนังสือ “กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์? กรณีศึกษาเรื่อง ‘พระเจ้าช้างเผือก’” ของสุรัยยา (เบ็ญโส๊) สุไลมานว่า “บางทีงานศิลปะจะช่วยเปิดประตูจินตนาการแห่งสันติภาพเพื่ออนาคตของมนุษยชาติก็เป็นได้”
หมายเหตุ: งานชิ้นนี้ปรับปรุงมาจาก “ทัศนะของ ขพจ.ต่อสันติศึกษา” ซึ่งได้นำเสนอในเวทีกิจกรรมเสวนา “สถานการณ์และสถานภาพ องค์ความรู้ ‘เรื่องความขัดแย้ง ความรุนแรง และสันติวิธีในสังคมไทยปัจจุบัน” ส่วนหนึ่งของกิจกรรมสัมมนาวิชาเครือข่ายการวิจัยด้านความขัดแย้ง ความรุนแรงและสันติวิธี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อรำลึกถึงอ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
