ภูมิธรรมแจง MOU 44 ไม่เกี่ยวเกาะกูดและก็เป็นของไทยมาตลอด และยกเลิกไปเท่ากับไม่รักษาสิทธิเขตแดน ส่วน คณะกรรมการร่วมฯ รอ กต.พิจารณา นายกฯ คาดอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์เข้า ครม. ด้านหัวหน้าพรรค ปชน.เสนอให้รัฐบาลแจงแนวทางบริหารจัดการปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนน่าจะช่วยให้ประชาชนคลายกังวลได้
5 พ.ย.2567 วันนี้ทางด้านรัฐบาลได้ชี้แจงถึงประเด็นเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ OCA ระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งเรื่องการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทยกัมพูชา หรือ JTC และประเด็นที่รัฐบาลถูกโจมตีว่าจะยกเกาะกูดให้กัมพูชาหากยังมีบันทึกความเข้าใจพื้นที่ทับซ้อนของไหล่ทวีปหรือ "MOU 44"
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่าหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในวันนี้ยังไม่มีประเด็นการแต่งตั้งคณะทางเทคนิคที่จะไปพูดคุยกับทางด้านประเทศกัมพูชา เข้ามาในที่ประชุม ครม. แต่คิดว่าไม่เกินอีก 2 สัปดาห์จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.
ผู้สื่อข่าวได้ถามว่าเป็นที่แน่นอนว่ารัฐบาลจะต้องพูดคุยเจรจา กับทางด้านประเทศกัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่อง MOU 44 ที่ได้พูดเมื่อวานต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้น เพื่อเจรจาอย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องระหว่างประเทศที่ต้องมีคณะกรรมการและมีทุกรัฐบาล แต่รัฐบาลนี้ยังแต่งตั้งไม่เสร็จ แต่ถ้าแต่งตั้งแล้วเสร็จเมื่อมีคำถามหรือต้องสื่อสารกับประชาชนภายในประเทศหรือแต่ละประเทศอย่างไร คณะกรรมการนี้จะกรองเรื่องของข้อมูลและการสื่อสารก่อน เพราะฉะนั้นต้องมีการแต่งตั้งแน่นอน ตั้งไว้เพื่อเจรจากัน
ส่วนจะเป็นภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นั่งเก้าอี้เป็นประธานฯ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศแถลงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คงต้องไปดูกันอีกที
ภูมิธรรมแจง MOU 44 ไม่เกี่ยวเกาะกูด ถ้าเลิกเท่ากับไทยไม่รักษาสิทธิเขตแดน
ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงประเด็นการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทยกัมพูชา หรือ JTC เพื่อหารือกรอบเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (MOU ปี 2544) ว่า ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาว่าจะตั้งเมื่อไหร่
นอกจากนั้นรองนายกฯ ยังได้กล่าวด้วยว่าเรื่องเกาะกูดไม่ได้เกี่ยวกับ MOU ปี 2544 และเกาะกูดก็เป็นของไทยมาตั้งแต่ตอนทำสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ที่ฝรั่งเศสได้ขอพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ และยกฝั่งจ.ตราด และเกาะต่างๆ ให้ไทย อีกทั้งกัมพูชาเองก็ไม่ได้มาเคลมเรื่องนี้และยอมรับสนธิสัญญาดังกล่าวด้วย ตนจึงขอให้ยุติเรื่องจะยกเกาะกูดให้เพราะเป็นคำพูดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
ภูมิธรรมกล่าวด้วยว่า MOU ปี 2544 เกิดขึ้นจากที่มีการประกาศไหล่ทวีปแล้วในปี 2515 ทางกัมพูชาประกาศเข้ามาใกล้เขตแดนไทย และในปี 2516 ไทยก็ประกาศไปใกล้เขตแดนของกัมพูชาจึงมีพื้นที่ที่ทับซ้อนกันอยู่ MOU 44 จึงเป็นข้อตกลงร่วมกันที่ให้ไทยและกัมพูชาเจรจากันว่าการแบ่งดินแดนในทะลจะเป็นของใคร หากยกเลิกไปก็เท่ากับว่าไทยไม่รักษาสิทธิในเขตแดน
รองนายกฯ กล่าวต่อว่าที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เคยเสนอให้ยกเลิก MOU 44 เพราะถูกกดดันเรื่องปราสาทพระวิหารและเรื่องชายแดน รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงรับไว้แค่หลักการไปศึกษาดูรายละเอียด แต่หน่วยงานต่างๆ ในเวลานั้นยืนยันว่า MOU 44 เป็นกลไกที่ดีที่สุดในการเจรจาที่บอกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์เคยยกเลิกนั้นไม่จริง และปี 2557 รัฐบาลประยุทธ์ ก็ดำเนินการต่อโดยให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีกำกับด้านความมั่นคง ไปเจรจาเรื่อง MOU 44 ด้วย
ภูมิธรรมกล่าวถึงเรื่องที่ประเด็นนี้ถูกพรรคพลังประชารัฐใช้โจมตีว่าพรรคต้องกลับไปถามพล.อ.ประวิตรด้วยว่าตอนนั้นทำไมถึงไปเจรจาตาม MOU 44 สมัยที่รัฐบาลประยุทธ์ตั้งให้เป็นประธานเจรจาเรื่องนี้ และปฏิเสธเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างทักษิณ กับฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาว่าไม่ได้เกี่ยวกันเลยเพราะประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐบาล และต้องไปดูว่าต่อรองผลประโยชน์ทางทะเลอย่างไร แต่เรื่องนี้ก็ถูกขุดมาโดยที่ยังไม่มีการดำเนินการอะไรเลย
ทั้งนี้รองนายกฯ ตอบคำถามนักข่าวเรื่องการแบ่งทรัพยากรใต้ทะเลด้วยว่าอย่าเพิ่งคุยไปถึงตรงนั้นเพราะยังไม่เกิด เมื่อถึงเวลาจะใช้กฎหมายทางทะเลและกฎหมายระหว่างประเทศมาดำเนินการ
ปชน.หนุนใช้ประโยชน์แหล่งปิโตรฯ แนะรัฐบาลแจงแนวทางให้ชัดช่วยคลายกังวลประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์ทางเพจถึงประเด็น OCA ไว้ด้วยเช่นกันว่าสำหรับประเด็นเรื่องเกาะกูดแม้จะมีความชัดเจนในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติว่าเกาะกูดเป็นของไทยและกัมพูชาก็ไม่ได้อ้างหรือมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนของเกาะกูดแต่อย่างใด ทางกระทรวงต่างประเทศของไทยเองก็ยืนยันแล้วว่าไม่เคยลงนามใดๆ ที่จะไปผูกพันยอมรับเส้นแบ่งเขตแดนของทางกัมพูชาส่วน MOU ปี 2544 ก็เป็นเพียงข้อตกลงเรื่องกรอบการเจรจาพื้นที่ OCA ระหว่างไทย-กัมพูชา
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคประชาชนก็เห็นว่าประเด็นคือการจัดการผลประโยชน์เหนือแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ OCA อันถือเป็นสมบัติชาติที่มีมูลค่ามหาศาล และพรรคประชาชนก็สนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์แต่ต้องถูกจัดสรรอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยเขาได้ตั้งคำถามถึงรัฐบาลใน 2 ประเด็น
1. หากไทยกับกัมพูชาเจรจากันเป็นผลสำเร็จ จนนำไปสู่การเปิดแหล่งปิโตรเลียมได้ สัมปทานเหนือพื้นที่ที่ไทยเคยให้แก่บริษัทต่างๆ ทั้งของไทยและต่างชาติตั้งแต่ปี 2515 แต่ถูกแช่แข็งไว้เนื่องจากยังไม่สามารถตกลงเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนกันได้ จะมีการจัดการอย่างไร จะเปิดประมูลใหม่หรือไม่
2. หากมีการเปิดประมูลใหม่ รัฐบาลจะจัดการอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ไม่ละเมิดกติการะหว่างประเทศ และทำให้ประชาชนเชื่อได้ว่าความพยายามในการเจรจากับกัมพูชาหลายสิบปีที่ผ่านมาเพื่อเปิดแหล่งปิโตรเลียมนี้ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติและประชาชนชาวไทย ไม่ใช่การเปิดช่องให้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่งเข้ามาแสวงหาความมั่งคั่งจากทรัพยากรอันเป็นของคนไทยทั้งประเทศ เหมือนกับที่ประชาชนเกิดข้อครหาต่อท่าทีและนโยบายพลังงานของรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา
หัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่าหากรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสัมปทานหรือมีการแถลงแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ OCA นี้จะช่วยคลายกังวลของประชาชนที่รู้สึกระแวงแคลงใจต่อเป้าประสงค์ของรัฐบาลและข้อครหาต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาลได้มาก และทำให้การเจรจารวมถึงการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมเดินหน้าได้ราบรื่นขึ้น
“ณัฐวุฒิ” มองถูกใช้เป็นอาวุธของฝ่ายขวาที่แพ้เลือกตั้ง
เมื่อวานนี้ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์ความเห็นต่อเรื่องนี้ทางเพจของตนว่าเรื่องชาตินิยมเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายขวาสุดที่แพ้ในสนามเลือกตั้งใช้เป็นอาวุธโจมตีรัฐบาลเพื่อไทยมาโดยตลอด ร่วมกับเรื่องสถาบันและการทุจริต
ณัฐวุฒิเห็นรว่าครั้งนี้ได้ใช้กรณี MOU 44 เชื่อมโยงเกาะกูดมาใช้สร้างแรงกดดันกับรัฐบาลทั้งที่รัฐบาลนี้ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ นอกจากที่รัฐบาลประยุทธ์ทำไว้ และยังไม่ได้เจรจาเรื่องทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนแม้แต่ครั้งเดียว เทียบเคียงได้กับประเด็นเขาพระวิหารที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำมาใช้โจมตีสมยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชว่าขายชาติ และยังเป็นคนกลุ่มเดียวกัน
ที่ปรึกษาของนายกฯ ระบุว่าเหตุการณ์ที่ครั้งเขาพระวิหารมีการปลุกปั่นจนมีคนเดินขบวนปะทะกับคนในพื้นที่และบานปลายถึงขั้นทหาร 2 ฝ่ายปะทะกันมีผู้บาดเจ็บสูญเสียและเป็นการปะทะกันครั้งล่าสุดของประเทศในกลุ่มอาเซียน สุดท้ายในปี 2556 ศาลโลกยังชี้ว่าตัวปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ปี 2558 ศาลฎีกาก็ชี้ว่าดำเนินนโยบายของ นพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้นไม่มีความผิดและไทยได้ประโยชน์แต่ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ
ณัฐวุฒิเห็นว่าสิ่งที่โลกอยากเห็นคือ ไทยและกัมพูชาจะบรรลุข้อตกลงนำทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ทะเลมูลค่ามากกว่า 10 ล้านล้านบาทมาใช้ประโยชน์อย่างไรไม่ใช่สู้รบชิงดินแดนกันทำลายบรรยากาศและความเชื่อมั่นในภูมิภาค
“ผมเชื่อว่าสังคมไทยมีประสบการณ์ อ่านขาดว่าเรื่องนี้คือการเมืองของฝ่ายขวาสุดขอบ ซึ่งรัฐบาลยังต้องรับมืออีกหลายขนาน” ที่ปรึกษาของนายกฯ ระบุ
1 ใน 6 เรื่อง “ธีรยุทธ” ใช้อ้างพรรคเพื่อไทยมีพฤติการณ์ล้มล้างฯ
ประเด็นเรื่อง MOU 44 นี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจากเป็น 1 ใน 6 ประเด็นที่ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร นำมาใช้เชื่อมโยงเป็นเหตุผลในการยื่นคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลมีคำวินิจฉัยสั่งให้ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย เลิกการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพที่นำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา
'ธีรยุทธ' ยก 6 พฤติการณ์กล่าวหา 'ทักษิณ' ใช้ 'พท.' ทำลายสถาบันกษัตริย์-พรรคการเมือง
ในคำร้องของธีรยุทธระบุถึงเรื่องนี้ว่าเป็นพฤติการณ์ ทักษิณมีพฤติกรรมฝักใฝ่กับสมเด็จฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองประเทศกัมพูชา และยังใช้พรรคเพื่อไทย เป็นเครื่องมือสั่งการบริหารราชการแผ่นดิน สั่งการรัฐบาลให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้นำประเทศกัมพูชา กรณีอาจละเมิดอธิปไตยทางทะเลของไทย โดยให้มีการเจรจาพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หรือ ‘เกาะกูด’ ตามข้อตกลงร่วม (MOU) ปี 2544 เพื่อแบ่งผลประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในเขตอธิปไตยของไทยให้กับกัมพูชา
ทั้งนี้ธีรยุทธเองก็ยอมรับว่าในการยื่นคำร้องครั้งนี้ปรึกษาไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ บางประเด็นเท่านั้น เนื่องจากมีความรู้ ประสบการณ์ คุณวุฒิ และวัยวุฒิที่เหมาะสม แต่เขาก็ปฏิเสธด้วยว่าทำคนเดียวไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใด
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ไพบูลย์ นิติตะวัน ก็เคยยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ MOU 44 ไว้ด้วยเช่นกันตั้งแต่เม.ย.2567 แต่ในเดือนกันยายน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ไม่รับคำร้องเพราะเห็นว่าไพบูลย์ยังไม่ได้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำดังกล่าว
