Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา” ฟ้องศาลปกครองอุบลฯ เพิกถอนใบรับรองสิทธิตั้งโรงงานน้ำตาลของบริษัทเอกชนและให้ทำ EIA ใหม่เพราะทำผิดเงื่อนไขในใบรับรองสิทธิและมีการแจ้งเท็จพื้นที่ส่งเสริมปลูกอ้อยของโรงงาน กระทบพื้นที่ปลูก “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา” พร้อมฟ้อง รมว.อุตสาหกรรมแก้ประกาศกระทรวงเพื่อไม่ให้โรงงานน้ำตาลแย่งพื้นที่ปลูกอ้อยกันกับโรงงานอื่น

5 พ.ย.2567 ตัวแทนผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีบางส่วนประมาณ 20 คน  จากทั้งหมด 346 คน  จากจังหวัดร้อยเอ็ดรวม 11 หมู่บ้าน ใน ต.โนนสวรรค์และต.สระบัว  อ.ปทุมรัตต์  จ.ร้อยเอ็ด  เดินทางมาที่ศาลปกครองอุบลราชธานีเพื่อฟ้องคดีต่อหน่วยงานรัฐที่ออกใบรับรองสิทธิตั้งโรงงานน้ำตาลแก่บริษัท สมานฉันท์กรับใหญ่ จำกัด  มีการเปลี่ยนแปลงพิกัดตั้งโรงงานไม่เป็นตามจริง โดยมีเนื้อหาคำฟ้องโดยสรุป ดังนี้

กลุ่มประชาชนดำเนินการฟ้องหน่วยงานรัฐ 3 ราย ได้แก่  คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย  เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคที่สนับสนุน  หรือ คชก.  เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3

ประเด็นที่ประชาชนร่วมกันฟ้องครั้งนี้คือ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 รายได้ร่วมกันกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม  หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตลอดจนยังได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ  ทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนอื่น ๆ ที่ยังมิได้ร่วมฟ้องคดีด้วยได้รับความเดือดร้อน  เสียหาย หรืออาจได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาดังนี้

โฆษณา - Advertising

ประเด็นแรก ขอให้ศาลปกครองพิพากษาหรือสั่งให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย  หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1  ยกเลิกหนังสือรับรองสิทธิตั้งโรงงานน้ำตาล ของบริษัท สมานฉันท์กรับใหญ่ จำกัด มีกำลังผลิต 24,000 ตันอ้อย/วัน ตั้งอยู่ที่ ต.โนนสวรรค์ อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เนื่องจากพื้นที่ตั้งโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัทสมานฉันท์ฯ เป็นของบริษัท น้ำตาลบ้านโป่ง จำกัดและหนังสือรับรองสิทธิตั้งโรงงานของบริษัท น้ำตาลบ้านโป่งหมดอายุแล้วโดยที่ไม่สามารถตั้งโรงงานได้ทันภายในอายุของใบรับรองสิทธิ และเงื่อนไขท้ายใบรับรองสิทธิระบุด้วยว่าคณะกรรมการอ้อยฯ สงวนสิทธิไม่รับพิจารณาคำขอของผู้ประกอบการที่จะนำพื้นที่โครงการเดิมมาขอรับหนังสือรับรอง

อีกทั้งแผนที่โครงการของบริษัทสมานฉันท์ฯ ที่ใช้ในการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ยังระบุพิกัดตรงกับของบริษัทน้ำตาลบ้านโป่ง แต่บริษัทสมานฉันท์ฯ บิดเบือนหลักฐานโดยระบุพิกัดในแผนผังแสดงรูปที่ดินสถานที่ตั้งโรงงานน้ำตาลในหนังสือรับรองสิทธิตั้งโรงงานน้ำตาลของบริษัทสมานฉันท์ฯ ระบุเป็นอีกที่หนึ่งซึ่งห่างจากพิกัดในใบรับรองสิทธิของบริษัทน้ำตาลบ้านโป่ง 10 กิโลเมตร เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นคนละที่กัน จึงต้องเป็นโมฆะเพราะผิดเงื่อนไขตามใบรับรองสิทธิกรณีมีเอกสารไม่ถูกต้องหรือมีเอกสารเท็จ

ประเด็นที่สองคือ ขอให้ศาลปกครองพิพากษาหรือสั่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคที่สนับสนุน  หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2  สั่งให้บริษัท สมานฉันท์ฯ ทำ EIA ใหม่ เนื่องจากบริษัทสมานฉันท์ฯ ไม่สามารถหาพื้นที่เพาะปลูกอ้อยเพื่อให้มีปริมาณอ้อยถึงร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตตามเงื่อนไขตั้งโรงงานในประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม

นอกจากนั้นยังผิดเงื่อนไขว่าเขตพื้นที่ส่งเสริมการปลูกอ้อยจะต้องไม่ซ้อนทับกับเขตส่งเสริมของโรงงานน้ำตาลอื่นในวงรัศมี 50 กิโลเมตรรอบที่ตั้งโครงการ แต่พบว่าไปซ้อนทับกับพื้นที่ของโรงงานน้ำตาล 2 แห่ง คือ โรงงานผลิตน้ำตาลบริษัท น้ำตาลวังขนาย จำกัด ในตำบลแก้งแก อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคามและโรงงานน้ำตาลของบริษัท โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด ที่หมู่ 2 บ้านสาวเอ้ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

โฆษณา - Advertising

ประเด็นสุดท้าย ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดขอให้ศาลปกครองพิพากษาหรือสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3  ทำการปรับปรุงแก้ไขประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การให้ตั้งหรือขยายโรงงานน้ำตาลในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2558 ไม่ให้มีลักษณะและบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง กำหนดท้องที่ที่เหมาะสมสำหรับการส่งเสริมการปลูกอ้อย พ.ศ. 2548 ที่ออกตามความพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527

ในฟ้องระบุเหตุผลว่า ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมทำให้เกิดปัญหาในการตั้งโรงงานน้ำตาลเพราะกำหนดให้โรงงาน 2 แห่งมีวงรัศมีห่างกันในระยะ 50 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย เป็นระยะที่ใกล้กันเกินไปในการแย่งพื้นที่ส่งเสริมการปลูกอ้อยของโรงงานน้ำตาลอื่น  จนเกิดการประกอบธุรกิจที่ไม่สุจริตต้องบิดเบือนข้อมูลดังเช่นสมานฉันท์ฯกำลังกระทำ และเกิดผลเสียหายมหาศาลต่อการเข้ามารุกรานท้องที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับการส่งเสริมการปลูกอ้อย

แม้ว่า อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด จะถูกประกาศกำหนดให้เป็นท้องที่ที่เหมาะสมสำหรับการส่งเสริมการปลูกอ้อย  แต่เมื่อบ้านเมืองพัฒนาขึ้นตามวันเวลา  พื้นที่ อ.ปทุมรัตต์ และอำเภอใกล้เคียงทั้งใน จ.ร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง ได้กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิชั้นเยี่ยมของทุ่งกุลา โดยได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงเป็นพื้นที่เป้าหมายของแผนพัฒนาภาคอีสานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ให้เป็นพื้นที่เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้ในการแปรรูปข้าวหอมมะลิให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและยกระดับกลุ่มผู้ผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาสู่มาตรฐานสินค้าอย่างครบวงจร

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising