รอฟังผลกระทรวงแรงงานหารือสำนักงบประมาณ ทำเรื่องเสนอ ครม.เบิกงบกลาง เยียวยาอดีตลูกจ้างโรงงานสิ่งทอ 3 บริษัทถูกลอยแพ รวม 1,459 ราย ค้างจ่าย 279 ล้าน วันที่ 26 พ.ย. 2567
13 พ.ย. 2567 ธนพร วิจันทร์ สมาชิกเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ความคืบหน้าผลการประชุมกับ สมคิด เชื้อคง เลขาธิการฝ่ายการเมืองรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร กระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยตัวแทนของรัฐบาลอื่นๆ เมื่อ 5 พ.ย. 2567 เพื่อหาทางเยียวยาช่วยเหลือคนงานที่ถูกลอยแพจากโรงงานสิ่งทอ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท บอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แอลฟ่า สปินนิ่ง จํากัด และ บริษัท เอเอ็มซี สปินนิ่ง จำกัด
สำหรับข้อมูลเบื้องต้น แรงงานจาก 3 บริษัทถูกนายจ้างลอยแพระหว่างปี 2562-2564 และไม่ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน โดยมีผู้เสียหายทั้งสิ้น 1,459 ราย โดยเงินค้างจ่ายอยู่ที่ประมาณ 279 ล้านบาท (ไม่รวมดอกเบี้ยชำระปรับ) แม้ว่าจะมีคำสั่งศาลแรงงานให้นายจ้างจ่ายชดเชย แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ประกอบกับเจ้าหน้าที่ได้มีการยึดสินทรัพย์ของนายจ้างมูลค่า 169 ล้านบาท เพื่อขายทอดตลาด แต่ก็ยังไม่มีผู้รับซื้อ ทำให้แรงงานยังคงต้องรอคอยการเยียวยาต่อไป
เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน จึงเสนอว่าให้กระทรวงแรงงาน ทำเรื่องพิจารณาอนุมัติงบประมาณจากรายจ่ายกลาง เพื่อนำมาเยียวยาแรงงานที่ถูกลอยแพ 1,459 ราย เนื่องจากงบประมาณในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีไม่เพียงพอ คาดว่ากองทุนมีเงินฯ อยู่ที่ประมาณ 100-140 ล้านบาทเท่านั้น
เมื่อ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา อารี ไกรนรา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เคยชี้แจงว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเคยตั้งงบฯ พิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายกลาง เพื่อเสนอ ครม. จำนวน 2,200 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1. เยียวยาลูกจ้างที่ถูกลอยแพ 3 บริษัท และ 2. เพื่อนำงบประมาณมาเติมในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และนำมาเยียวยาแรงงานคนอื่นเพิ่มเติม แต่มติดังกล่าวถูกปัดตกไม่ได้เสนอที่ประชุม ครม. เนื่องจาก 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีแค่ 3 หน่วยงานที่เห็นชอบ ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขณะที่ไม่เห็นชอบ 5 หน่วยงาน และไม่แสดงความคิดเห็น 1 หน่วยงาน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผลดังกล่าวจึงนำมาสู่การประชุมระหว่างเครือข่ายแรงงานฯ ตัวแทนแรงงานที่ถูกลอยแพ สมคิด เชื้อคง และหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ธนพร วิจันทร์ สมาชิกเครือข่ายแรงงานฯ เปิดเผยว่า เธอยังยืนยันให้กระทรวงแรงงานทำเรื่องขอเบิกงบประมาณรายจ่ายกลางมาเยียวยาคนงานที่ถูกลอยแพ โดยใช้หลักเกณฑ์เบิกงบประมาณรายจ่ายกลางจำนวน 10-100 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่ต้องขอความเห็นของกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 9 หน่วยงาน
ทางผู้เข้าร่วมประชุมฯ เห็นตรงกันว่าควรให้กระทรวงแรงงานหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อคุยกันว่า ถ้าจะขอเบิกเงินจากงบประมาณรายจ่ายกลาง 70-80 ล้านบาท ให้สามารถเยียวยาแรงงานอย่างน้อย 20-25% ของค่าจ้างค้างจ่ายของคนงานทั้งหมด โดยเฉลี่ยลูกจ้างจะได้เงินประมาณ 1-2 หมื่นบาท พอเป็นไปได้หรือไม่
ธนพร คาดว่าจะทราบผลการหารือระหว่างกระทรวงแรงงาน และสำนักงบประมาณ วันที่ 26 พ.ย.นี้
"หวังว่าจะเอามาเยียวยาให้คนงานได้มีเงินมาใช้ก่อน และเราก็ขอว่า ถ้าเป็นไปได้ อยากได้ก่อนปีใหม่เพื่อให้คนงานได้นำไปใช้ เพราะว่ามันนานมาแล้ว เขาถูกค้างจ่ายตั้งแต่ปี 2562 แต่ตอนนี้จะปี 2568 เข้าไปแล้ว" ธนพร กล่าว
อนึ่ง ระเบียบว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น หมวด 2 ระบุว่า การจัดสรรงบประมาณ ระบุว่ากรณีวงเงินอนุมัติเกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท สำนักงบประมาณสามารถเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ ซึ่งถ้านายกรัฐมนตรีเห็นสมควร จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาก่อน สำนักงบประมาณจะแจ้งให้หน่วยรับงบประมาณ นำเรื่องเสนออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี โดยเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่ดูแลหรือผู้ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นผู้กำกับแผนงานบูรณาการ กรณีเป็นการดำเนินการภายใต้แผนการบูรณาการ แล้วแต่กรณี
อย่างไรก็ดี ธนพร กล่าวว่า มีข่าวดีว่ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอนุมัติเพิ่มเพดานการจ่ายชดเชยเยียวยาให้ลูกจ้างที่ถูกลอยแพจากเดิม 60% เพิ่มเป็น 70% ของค่าจ้างค้างจ่าย โดยบังคับใช้ปีหน้า (2568) แต่โชคร้ายที่ว่าจะไม่มีการบังคับใช้ย้อนหลัง ซึ่งจะทำให้ลูกจ้างที่ถูกลอยแพ 3 บริษัทไม่ได้รับในส่วนนี้ แต่เธอมองว่าก็ได้เป็นการช่วยเหลือคนงานต่อไปในอนาคต
สำหรับเรื่องการดำเนินคดีกับนายจ้างที่ลอยแพลูกจ้างยังไม่มีความคืบหน้า
