ครม.เคาะรับหลักการแจกเงินหมื่นเฟส 2 ให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไปคาดมีไม่เกิน 4 ล้านคน ส่วนรอบแรกแจกไปกว่า 14 ล้านคนคาดกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 4.3-44% แต่ยังต้องแก้หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ส่วน สส.พรรคประชาชนติงรอบ 2 จะกระตุ้นได้จริงหรือไม่ และการปรับโครงสร้างหนี้ก็อาจไม่ได้ทำให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มถ้าประชาชนยังไม่มีรายได้
เมื่อวานนี้ (19 พ.ย.2567) เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่การแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรกของปี 2567 รวมถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเรื่องโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและบัตรคนพิการและสภาพปัญหาของการดำเนินโครงการเฟสแรกด้วย
ในส่วนของการแถลงข่าวมี จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงโดยอ้างถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อผลักดันนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
โฆษกสำนักนายกฯ ระบุถึงข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแถลงถึงสภาพเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ไปเมื่อ 18 พ.ย.ที่ผ่านมานี้มีสัญญาณเชิงบวกที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 GDP ขยายตัวที่ 3% ต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 และ 2 ที่ขยายตัว 1.6% และ 2.2% ตามลำดับ โดยเมื่อรวมทั้ง 3 ไตรมาส พบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการอุปโภคภาครัฐบาล การลงทุนภาครัฐ การส่งออก การบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว และภาคก่อสร้าง แต่ยังมีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงคือ 89.6% ต่อ GDP แม้จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 90.7% ซึ่งอาจมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ โดยเรื่องหนี้ครัวเรือนกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังร่วมกันพิจารณาออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอยู่
จิรายุระบุว่าสำหรับระยะสั้นนี้รัฐบาลจะมุ่งเน้นในการเพิ่มรายได้และบรรเทาค่าครองชีพสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มดำเนินการผ่านการอุดหนุนค่าครองชีพสำหรับกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อย และกลุ่มคนพิการ ดังนั้น ในระยะต่อ ๆ ไป
ในรายงานระบุว่าที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการแนวทางและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านผู้สูงอายุ โดยจะดำเนินการเงินหมื่นเฟสต่อไปให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐสำเร็จ และต้องไม่เป็นกลุ่มเป็นเป้าหมายตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ คาดว่าจะมีกลุ่มเป้าหมายนี้ไม่เกิน 4 ล้านคน โดยจะเร่งจ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนไม่เกินเดือนมกราคม 2568
นอกจากนั้นที่ประชุมยังรับทราบคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วย
ในรายงานข่าวของฐานเศรษฐกิจระบุว่ามีแหล่งข่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรอบวงเงินที่สามารถนำมาจากเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเบื้องต้นอยู่ที่ 187,700 ล้านบาท จากงบกลางในรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ แต่ถ้าไม่เพียงพอยังมีแหล่งเงินจากงบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมถึงเงินงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ อีกส่วนหนึ่งด้วย แต่อยู่ที่รัฐบาลว่าจะนำเงินก้อนไหนออกมาก่อน
ส่วนกรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างแหล่งจากทำเนียบรัฐบาลถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการโนยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ 1/2567 ไว้ด้วยว่าการประชุมครั้งนี้มี 2 ส่วนคือส่วนของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและส่วนที่เกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วนของการแก้ปัญหาจะเกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะในเรื่องบ้านหลังแรกและรถคันแรกเพื่อไม่ให้เกิดการยึดรถยึดบ้านเป็นจำนวนมาก มีหารือถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ค้างชำระหนี้สินไม่เกิน 1 ปี และเงื่อนไขการช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นเวลา 3 ปี ได้แก่ พักชำระดอกเบี้ยชั่วคร่าว ยืดระยะเวลาผ่อนเงินให้โดยลดการผ่อนชำระต่องวดลง 50% เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข
นอกจากนั้นจะลดสัดส่วนเงินที่ธนาคารต้องนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF ลงจาก 0.46% ของฐานเงินฝากเหลือครึ่งหนึ่งคือ 0.23% เพื่อให้ธนาคารนำส่วนที่ลดไปแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะมีการแถลงข่าวภายในช่วงกลางเดือนธันวาคมปีนี้
ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจในที่ประชุมมีการพิจารณาถึงมาตรการแจ้งเงิน 10,000 บาท สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐด้วย โดยอาจจะแจกเงินให้กับคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นเงินสดเช่นเดียวกับการจ่ายให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและบัตรผู้พิการที่ผ่านมา ส่วนประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนไว้กับแอปพลิเคชั่นทางรัฐนั้นกระทรวงการคลังจะเปิดให้กลุ่มผู้ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนลงทะเบียนให้เสร็จก่อนและยังต้องรอให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหรือ DGA พัฒนาระบบแพลตฟอร์มรองรับการจ่ายเงินในโครงการก่อนจึงจะสามารถวางแผนแจกเงินให้ประชาชนทั่วไปเป็นเฟสที่ 3
กรุงเทพธุรกิจระบุถึงข้อมูลผลการแจกเงินให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและบัตรผู้พิการในเฟสแรกสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปีนี้ได้สูงถึง 4.3-4.4%
ทั้งนี้ตามรายงานผลการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและบัตรคนพิการ (เงินหมื่นเฟสแรก) ช่วงวันที่ 25-27 และ 30 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ตามที่ปรากฏในรายงานการประชุม ครม. โดยสรุปคือสามารถจ่ายเงินให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมถึงผู้ถือบัตรคนพิการสำเร็จเป็นจำนวน 14,057,341 คนจากจำนวนทั้งหมด 14,514,472 คน มีกลุ่มที่จ่ายไม่สำเร็จ 381,287 คนเพราะปัญหาเรื่องบัญชีเงินฝากถูกปิดหรือไม่ถูกต้อง ไม่ได้ผูกบัญชีกับพร้อมเพย์ และที่ยังสั่งจ่ายไม่ได้อีก 75,844 คน เนื่องจากปัญหาเรื่องข้อมูลช่องทางการรับเงินไม่ถูกต้องหรือยังไม่มีสิทธิรับ
ทั้งนี้รายงานระบุว่าจากข้อมูลเมื่อวันที่ 21 ต.ค.2567 มีการจ่ายเงินตามโครงการให้กลุ่มเป้าหมายไปแล้ว 14,407,375 คน มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2567 เป็นจำนวนรวม 144,073.57 ล้านบาท
ในรายงานมีตารางที่ระบุสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขการจ่ายเงินไว้ด้วย เช่น กรณีมีคนต้องการคืนเงินให้ติดต่อสำนักงานคลังจังหวัดหรือกรมบัญชีกลาง กรณีจ่ายเงินให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูลให้กรมบัญชีกลางดำเนินการเรียกเงินคืน หรือกรณีเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแต่ยังไม่เคยได้รับเงินให้ถือว่าได้รับสิทธิตามโครงการ เป็นต้น
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
"ไหม" ติง 2 เดือนบอร์ดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่งประชุมนัดแรก แต่ผลไม่มีชัดเจน
ทางด้านพรรคฝ่ายค้านโดย ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นท้วงติงว่าไม่มีความชัดเจนของแผนดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรกนี้ใน 3 ประเด็น ทั้งเรื่องการแจกเงินหมื่นรอบผู้สูงอายุที่ไม่ชัดว่าจะดำเนินการเมื่อไหร่ การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนใน 3 กลุ่มที่เป็นหนี้เสียมีวงเงิน 1.3 ล้านล้านบาทจะได้รับการพักชำระดอกเบี้ยค้างจ่ายที่ยังต้องรอฟังรายละเอียดหลังวันที่ 20 พ.ย.(วันนี้) รวมถึงโครงการไร่ละพันที่มีข่าวว่าจะอาจจะปรับลดลงมาเหลือแจกไม่เกิน 12 ไร่ จากเดิมแจกไม่เกิน 20 ไร่
ศิริกัญญาตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่ได้รู้สึกว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วหรือไม่เพราะเศรษฐกิจไตรมาส 3 โตถึง 3% ดีกว่าที่คาดไว้จึงไม่ต้องเร่งรีบ แต่เธอเห็นว่า GDP ที่โตขึ้นมานี้ส่วนที่ยังเป็นปัญหาคือการลงทุนภาคเอกชนในหมวดยานยนต์และหมวดก่อสร้างที่ยังหดตัวมา 2 ไตรมาสแล้ว สอดคล้องกับยอดขายรถกระบะที่หดตัวและยอดขายบ้านที่ลดลงเพราะการไม่ปล่อยสินเชื่อของธนาคารซึ่งโยงอยู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือน
สส.ของพรรคประชาชนระบุว่าการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลอาจไม่ได้ทำให้ธนาคารยอมปล่อยกู้เพิ่มเสมอไปแม้ว่าจะทำให้หนี้เสียลดลง ธนาคารมีกำไรเพิ่ม เพราะเหตุผลที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้คือลูกหนี้ยังมีความเสี่ยงที่รายได้จะไม่พอจ่ายหนี้ ถึงธนาคารมีเงินเพิ่มก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยกู้บ้านและรถยนต์เพิ่ม คล้ายกับการลดดอกเบี้ยแต่ธนาคาไม่ปล่อยกู้เพิ่ม
ศิริกัญญาชี้ว่าจะต้องทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีรายได้ดีขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงฝั่งลูกหนี้ ประชาชนต้องมีเงินมากขึ้นด้วยจะหวังเพียง GDP โตอย่างเดียวไม่ได้ แต่เธอตั้งคำถามว่าการแจกเงินหมื่นให้ผู้มีอายุเกิน 60 ปีจำนวน 3 ล้านคนจะช่วยได้จริงหรือไม่
