Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เภสัชกรเผย “การเจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่” 1 ใน 32 อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเข้ามารับยาได้ที่ร้านยา ตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ พร้อมแนะนำตัวช่วยใหม่ของการ “เลิกบุหรี่” ผู้ป่วยสามารถเข้ามาขอรับบริการได้ที่ร้านยาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา-จ่ายยา-ติดตามอาการตลอด 4 สัปดาห์ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงให้ประชาชน



1 ธ.ค. 2567 ทีมสื่อ สปสช. แจ้งว่า ภญ.นภาพร เสถียรธรรมกุล เภสัชกรประจำและเจ้าของห้างขายยาเภสัชจุฬา เปิดเผยว่า ปัจจุบันการเจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่ ถือเป็น 1 ใน 32 กลุ่มอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสภาเภสัชกรรม ได้ร่วมกันเพิ่มบริการให้ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ไม่ว่าจะมีสิทธิบัตรทองอยู่ที่ไหน หากมีอาการเหล่านี้สามารถปรึกษาเภสัชกรและรับยาตามอาการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ “ร้านยา 30 บาทรักษาทุกที่ ดูแลเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ”

ภญ.นภาพร กล่าวว่า อาการเจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่ มีได้ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ ไอ ภูมิแพ้ หรือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร รวมไปถึงอาการปวดต่างๆ ที่มีผลสืบเนื่องจากการสูบบุหรี่ เนื่องจากทางโครงการจะมีแบบฟอร์มให้ผู้ป่วยกรอกข้อมูล เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมส่วนตัว เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ซึ่งบางอาการผู้ป่วยอาจไม่รู้ว่ามีความเกี่ยวข้องกัน เช่น โรคกระเพาะ หรือกรดไหลย้อน ที่บุหรี่มีส่วนทำให้เมือกในกระเพาะน้อยลง และทำให้โรคกระเพาะกำเริบได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากได้มีการเห็นถึงความสำคัญของการเลิกบุหรี่ ดังนั้นนอกจากการให้ยาเพื่อดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยแล้ว ในปัจจุบันจึงยังได้มีการเพิ่มบริการเลิกบุหรี่ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายภายในร้านยาด้วย โดยหากผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเข้ามารับยาด้วยอาการเจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่ ทางเภสัชกรจะมีการชักชวนให้ผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการเลิกบุหรี่ได้

“ปกติแล้วถ้ามีคนเข้ามารับยา ทางเภสัชกรก็จะมีการซักประวัติตามขั้นตอน ว่าอาการที่ไม่สบายคืออะไร เป็นมากี่วันแล้ว มีโรคประจำตัวอะไรไหม กินยาอะไรอยู่หรือไม่ แล้วก็ถามถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ว่ามีดื่มเหล้า สูบบุหรี่ไหม ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่เราจะบอกเขาได้ว่าอาการที่เป็นอยู่นั้น มันเกิดจากบุหรี่รึเปล่า เพราะบางท่านก็อาจไม่ทราบว่ามันมีความเกี่ยวข้องกัน เราก็จะได้บอกเขาว่าควรเลิกบุหรี่นะ ไม่เช่นนั้นยาจะไม่ได้ผล โรคที่เป็นก็จะเรื้อรัง ไม่หาย แล้วเราก็จะถามเขาด้วยว่าสนใจจะเลิกบุหรี่ไหม ถ้าหากพร้อมเมื่อไรก็เข้ามาเจอกัน” ภญ.นภาพร กล่าว

ภญ.นภาพร กล่าวว่า หากพบว่าผู้ป่วยพร้อมที่จะเลิกบุหรี่ ก็จะมีการนัดกลับเข้ามาที่ร้านยาอีกครั้ง เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ จากนั้นทางเภสัชกรจึงเริ่มให้คำปรึกษา สอบถามสาเหตุเพื่อค้นหาว่าเขาติดบุหรี่จากอะไร เป็นการติดสารเสพติด ติดสังคม ติดความเคยชิน หรือว่าติดใจ จากนั้นจึงเป็นการให้คำแนะนำ พฤติกรรมบำบัด แล้วจ่ายยาไซทิซีน (Cytisine) ซึ่งเป็นตัวยาที่จะมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเลิกบุหรี่ พอสำหรับใช้ใน 1 สัปดาห์ จากนั้นจึงค่อยให้มารับยาเพิ่มและติดตามอาการทุกสัปดาห์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 5 ก็จะต้องเลิกบุหรี่ได้

ภญ.นภาพร กล่าวอีกว่า Cytisine เป็นตัวยาที่จะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น โดยทำให้รสชาติการสูบเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม หากแต่สิ่งสำคัญคือจิตใจของผู้ป่วยที่จะต้องคิดอยากเลิกเองด้วย ซึ่งเป็นคำถามแรกที่เภสัชกรควรจะต้องถาม ว่าเขาสนใจเลิกบุหรี่หรือไม่ หากสนใจจึงเข้ามานั่งคุยกัน แต่ถ้าเขายังไม่สนใจก็อาจแนะนำให้เขารู้ว่ามีโครงการแบบนี้ เมื่อสนใจก็ค่อยเข้ามาร่วมได้ เพราะการจะเลิกได้สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ป่วยโดยตรง ต้องพร้อมที่จะเลิก

“เภสัชกรร้านยาจะช่วยให้คนเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่ได้อีกเยอะมาก เพราะถ้าคุณอยากเลิกบุหรี่แล้วไปที่โรงพยาบาล คุณต้องไปแผนกจิตเวช ไปคลินิกฟ้าใส ต้องทำบัตร ฯลฯ ซึ่งขั้นตอนมันเยอะ แต่ถ้ามาร้านยามันเข้าถึงได้ง่าย ประชาชนสามารถเดินมาได้เลย อยู่ใกล้ที่ไหนเข้าไปที่นั่น ก็ต้องขอบคุณ สปสช. ที่เห็นความสำคัญของเภสัชกรให้เข้ามาช่วยเรื่องการเลิกบุหรี่ รวมถึงสภาเภสัชกรรมที่ช่วยอบรมเภสัชอาสาพาเลิกบุหรี่มาเป็นเวลานาน ส่วนตัวก็อยากให้โครงการนี้อยู่ต่อไปอีกนานๆ และถ้าสามารถยกระดับเพิ่มงบประมาณ เพิ่มจำนวนยาให้เข้ามาใช้ได้อีกมากขึ้น ก็จะยิ่งดี” ภญ.นภาพร กล่าว

ภญ.นภาพร กล่าวว่า สุดท้ายนี้อยากฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนให้ทราบว่า ถ้าต้องการอยากเลิกบุหรี่นั้น ปัจจุบันสามารถมาปรึกษาเภสัชกรที่ร้านยาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันก็อยากฝากให้เภสัชกรเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการเพื่อช่วยให้ประชาชนเลิกบุหรี่ได้มากขึ้น อันจะเป็นส่วนช่วยให้สุขภาพของประชาชนดีขึ้น งบประมาณการรักษาผู้ป่วยในภาพรวมของประเทศก็ลดลง แม้ว่าความจริงแล้วการเลิกบุหรี่จะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่หากคนที่จิตใจยังไม่เข้มแข็ง หรือยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร เภสัชกรก็มีแนวทางหรือเทคนิคที่จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนหรือโค้ชชิ่งให้ผู้ป่วยสามารถเลิกสำเร็จได้

ด้าน นายบุญช่วย ทัดปากน้ำ อายุ 45 ปี อาชีพช่างซ่อมบำรุงอาคาร ผู้ใช้บริการเลิกบุหรี่ที่ร้านยา กล่าวว่า ตนเองเริ่มสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุประมาณ 15 ปี เนื่องจากที่บ้านมีคุณตาสูบ รวมถึงสูบตามเพื่อน จนกระทั่งปี 2549 ได้บวชเป็นพระและมีความคิดที่อยากจะเลิก เพราะสุขภาพเริ่มไม่ดี แต่สามารถเลิกได้ราว 2 สัปดาห์เท่านั้น จนเมื่อสึกออกมาในปี 2555 และเริ่มทำงานได้ 1-2 ปี ก็เกิดความคิดที่อยากเลิกบุหรี่ขึ้นมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้เลิกไปได้ประมาณ 3 เดือน ก่อนที่จะเครียดเรื่องงานและกลับมาสูบใหม่อีกครั้งหนึ่ง

นายบุญช่วย กล่าวว่า โดยส่วนตัวตนสูบบุหรี่ประมาณวันละ 1 ซอง แต่หากวันไหนมีการดื่มเหล้าก็อาจเพิ่มกลายเป็น 2 ซอง อย่างไรก็ตามมาถึงปัจจุบันภรรยาของตนนั้นมีสุขภาพไม่ค่อยดี เวลาสูบบุหรี่ตนต้องออกไปสูบนอกบ้าน ประกอบกับเริ่มมีความคิดเรื่องการซื้อบ้าน ในช่วงราวต้นปี 2567 ตนจึงมีความตั้งใจที่จะเลิกสูบบุหรี่อีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้มีภรรยาเป็นกำลังใจ วันหนึ่งจึงได้เข้ามาที่ร้านห้างขายยาเภสัชจุฬา เพื่อถามหาหมากฝรั่งช่วยเลิกบุหรี่ แต่เมื่อเภสัชกรเห็นดังนั้นจึงถามว่าต้องการเลิกบุหรี่หรือไม่ พร้อมแนะนำให้รู้จักกับโครงการเลิกบุหรี่

“ทางคุณหมอเขาก็จะแนะนำเทคนิคเรื่องการเลิกบุหรี่ มีการแนะนำว่าถ้ามีความเครียด อยากหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดเมื่อไรแล้วให้นึกถึงอะไร ให้มีการดื่มน้ำบ่อยๆ แล้วก็มีแนะนำพวกหมากฝรั่งเลิกบุหรี่ หรือหากเครียดก็มียาคลายเครียดให้กินก่อนนอน เพื่อช่วยให้ตื่นมาแล้วจะสดใสมากขึ้น ในช่วงสัก 2-3 วันแรก หรืออาทิตย์แรก เราก็จะอยากบุหรี่มาก เวลาเห็นใครสูบใกล้ๆ ก็ทำให้เราอยากจะไปสูบด้วย แต่ก็ต้องเดินห่างออกจากตรงนั้นมา ใช้การหลีกเลี่ยงเอาเพื่อไม่ให้ตัวเองอยาก ซึ่งนับจากต้นปี ขณะนี้ผ่านมาจนเกือบจะครบปีแล้ว ก็ไม่เคยกลับไปแตะบุหรี่อีกเลย และตอนนี้เวลาเจอใครสูบบุหรี่เราก็รู้สึกเหม็นจนแทบอ้วก” นายบุญช่วย กล่าว

นายบุญช่วย กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่าการมีตัวช่วยจากโครงการนี้ จึงทำให้ตนมีโอกาสเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากกว่า เมื่อเทียบกับตอนที่เคยพยายามเลิกด้วยตนเอง เนื่องจากมีเภสัชกรคอยให้คำแนะนำ รวมทั้งมีภรรยาที่คอยให้กำลังใจ ซึ่งหลังจากเลิกบุหรี่ตนก็มีความรู้สึกว่าสุขภาพค่อยๆ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ บรรยากาศในครอบครัวก็ดีขึ้น ภรรยาเองก็ดีใจที่เห็นสามีเลิกบุหรี่ได้ ส่วนเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้น เงินที่เคยนำไปซื้อบุหรี่ก็ถูกเอาไปส่งเป็นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำมัน ฯลฯ จนปัจจุบันตนได้รถจักรยานยนต์มาแล้ว 1 คัน

“จริงๆ แล้วการเลิกบุหรี่มันก็อยู่ที่ตัวเราเอง ว่าเรารักตัวเองแค่ไหน อย่างตัวผมเองรักภรรยา ก็อยากให้เขาอยู่ในบ้านที่ไม่มีควันบุหรี่ เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป คือก็ไม่อยากให้คนรอบข้างมีสุขภาพไม่ดีไปกับผมด้วย เลยอยากแนะนำให้ใครที่อยากเลิกว่าอาจมองหาเป็นกำลังใจ มองว่าทำเพื่อใครสักคน หรือจะทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อทรัพย์สินเงินทองของตัวเองก็ได้ เพราะตรงนี้ผลประโยชน์ที่ได้ก็คือตัวคุณทั้งนั้น รวมถึงครอบครัว และเพื่อนรอบข้างของคุณด้วย ก็อยากให้ทุกคนมาเลิกบุหรี่ด้วยกัน เหมือนกับผมที่เลิกได้จนเกือบครบปีแล้ว” นายบุญช่วย กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง