สภาผ่านแก้กฎหมายประมงฉบับใหม่ ม.69 อนุญาตให้ใช้อวนตาถี่น้อยกว่า 2.5 เซนติเมตร ล้อมจับสัตว์น้ำในตอนกลางคืนในระยะมากกว่า 12 ไมล์ทะเลได้ พรรคประชาชนเรียกร้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ออกแบบกติกาประมงให้เหมาะสมกับพื้นที่
26 ธ.ค. 2567 สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม วานนี้ (25 ธ.ค. 2567) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ในระเบียบวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 หรือ ร่างกฎหมายประมงฉบับใหม่ ที่ประชุมฯ ลงมติเห็นชอบมาตรา 23 ในร่างกฎหมายประมงฉบับใหม่ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา 69 ใน พ.ร.ก. ประมง 2558 ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 239 ไม่เห็นด้วย 28 งดออกเสียง 114 ไม่ลงคะแนนเสียง 2 จากจำนวนผู้ลงมติ 383 คน
การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้เป็นการพิจารณาวาระ 2 รายมาตรา หากผ่านก็จะเข้าสู่การพิจารณาวาระ 3 และเข้าสู่การพิจารณาของ สว. ต่อไป ตามกฎหมายประมงฉบับปัจจุบัน “พระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558” มาตรา 69 ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องมืออวนล้อมจับ ที่มีช่องตาอวนเล็กกว่าสองจุดห้าเซนติเมตร ทำการประมงในเวลากลางคืน”
ร่างกฎหมายประมงใหม่ที่สภาพิจารณาเสนอให้แก้ไขโดยระบุไว้ในมาตรา 23 โดยให้ยกเลิกความในมาตรา 69 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และให้ใช้ “ห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องมืออวนล้อมจับ ที่มีช่องตาอวนเล็กกว่าสองจุดห้าเซนติเมตร ทำการประมงในเขต สิบสองไมล์ทะเล นับจากแนวทะเลชายฝั่งในเวลากลางคืน การทำการประมงนอกเขตสิบสองไมล์ทะเลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และพื้นที่ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวต้องกำหนดในเรื่องการใช้แสงไฟล่อไว้ด้วย”
หลังจากที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี และปิยะ เทศแย้ม ตัวแทนเครือข่ายประมงพื้นบ้านและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมงปี 2558 แสดงความผิดหวัง และกล่าวว่า อย่างไรก็ตามเครือข่ายประมงพื้นบ้านจะเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านมาตรานี้ต่อไป
ระหว่างการประชุมสภาได้มีตัวแทนเครือข่ายประมงพื้นบ้านจากทั่วประเทศราว 50 คน เดินทางคัดค้านที่บริเวณประตูทางเข้าอาคารรัฐสภา “การให้ทำการประมงด้วยอวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรในเวลากลางคืน ในทางปฏิบัติคือการใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าปั่นไฟล่อสัตว์น้ำขนาดเล็กและสัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อน ที่อ้างว่าจำเป็นต้องใช้ตาอวนขนาดนี้ก็เพื่อจับปลากะตัก แต่การทำประมงด้วยช่องตาอวนเช่นนี้ไม่ว่าจะใช้ในพื้นที่ใดในเวลากลางคืนล้วนเป็นการประมงทำลายพันธ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจ ตัดตอนการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำวัยอ่อนก่อนวัยอันควร และทำลายห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศอย่างร้ายแรงซึ่งปรากฏข้อมูลทางวิชาการแล้วว่าการใช้อวนล้อมจับสัตว์น้ำในเวลากลางคืนจะมีลูกสัตว์น้ำติดมาราว 50% มากกว่าในตอนกลางวันที่จะติดมาเพียง 7% เท่านั้น” ปิยะ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าว
ทางพรรคประชาชนระบุ เกือบ 10 ปีที่ผ่านมาชาวประมงทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนจาก พ.ร.ก.ประมง 2558 ที่ออกมาในยุค คสช. ซึ่งรัฐบาลจากคณะรัฐประหารในเวลานั้นให้เหตุผลเพียงต้องการจะแก้ไขปัญหาการประมงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (IUU Fishing) จึงออกกฎหมายฉบับนี้อย่างเร่งรีบและขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดการบังคับใช้ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต ตลอดจนทรัพยากรสัตว์น้ำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เราเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายประมงที่ไม่เป็นธรรมนี้ โดยได้เสนอร่างกฎหมายครั้งแรกขณะเป็นพรรคก้าวไกล ผ่านวาระ 1 ของสภาฯ ชุดที่ 25 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 แต่หลังจากนั้นเกิดสภาล่มบ่อยครั้ง ทำให้การผ่านกฎหมายต่างๆ ล่าช้า การพิจารณาวาระ 2-3 จึงไม่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ขณะนั้นประกาศยุบสภาจัดการเลือกตั้ง
กฎหมายจึงต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ในสภาชุดปัจจุบัน (ชุดที่ 26) พรรคการเมืองต่างๆ ยื่นร่างแก้ไขกฎหมายประมงเข้าสภา โดยร่างของพรรคประชาชน (ขณะเป็นพรรคก้าวไกล) เสนอโดย วรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ ที่ประชุมสภาฯ มีมติรับหลักการทุกร่างเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 นำไปสู่การตั้ง กมธ.วิสามัญ และทำให้มีร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.ก.ประมง ฉบับที่พิจารณาลงมติกัน
ร่าง พ.ร.บ. แก้ไข พ.ร.ก.ประมง 2558 ฉบับ กมธ. มีการแก้ไขสำคัญๆ อาทิ ปรับลดอัตราโทษที่เอาผิดชาวประมงทั้งเรือเล็กและเรือใหญ่ให้ได้สัดส่วน จากเดิมโทษปรับสูงได้ถึง 30 ล้านบาท ปรับเป็นโทษสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท และยกเลิกโทษประหารชีวิตชาวประมง จากกฎหมายเดิมเมื่อเรือทำผิดหนึ่งลำ อีก 10 ลำก็ต้องห้ามทำประมงไปด้วย นอกจากนี้ยังเพิ่มการคุ้มครองวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านและขยายสิทธิประมงพื้นบ้าน ทำการประมงได้ไกลกว่า 3 ไมล์ทะเล
ประเด็นใหญ่พรรคประชาชนผลักดันต่อ
นอกจากนี้มีอีกหลายข้อเสนอในร่างกฎหมายของพรรคประชาชนที่ไม่มีในร่างของ กมธ. พรรคจะเดินหน้าผลักดันต่อไปเช่นกัน แบ่งเป็น 2 ประเด็นใหญ่
(1) กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ออกแบบกติกาประมงให้เหมาะสมกับพื้นที่
- ลดสัดส่วนข้าราชการภูมิภาค เพิ่มสัดส่วนท้องถิ่นใน “คณะกรรมการประมงจังหวัด” เป็นสัดส่วน 1 ใน 3 และให้นายก อบจ. เป็นประธานคณะกรรมการประมงจังหวัดแทนที่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อกำหนดกติกาที่ยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่
- คณะกรรมการประมงจังหวัด สามารถกำหนดกติกาหรือโซนนิ่งการทำประมงได้ถึง 12 ไมล์ทะเลเพื่อคุ้มครองประมงพื้นบ้าน
(2) ส่งเสริมอุตสาหกรรมประมงไทย เจาะตลาดโลก
- ยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ไม่มีเหตุผลสร้างภาระโดยไม่จำเป็น เช่น ยกเลิกทะเบียนหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) ของแรงงานข้ามชาติสำหรับกิจการประมงในราชอาณาจักร เมื่อขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงานแล้ว ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนกับกรมประมงอีก
- เพิ่มโอกาสของอุตสาหกรรมต่อเรือประมง สามารถจดทะเบียนเรือเพื่อส่งออกเรือประมงได้
- เพิ่มอำนาจคุ้มครองสินค้าประมงนำเข้า สำหรับประเทศที่ไม่มีการคุ้มครองประมงตามมาตรฐานสากล
แม้กฎหมายผ่านสภาฯ แล้ว แต่มีอีกหลายเรื่องต้องขับเคลื่อนต่อ พรรคประชาชนพร้อมเคียงข้างชาวประมง ผลักดันการแก้ไขกฎหมายประมงทั้งระบบให้เป็นธรรม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมอุตสาหกรรมประมงไทยและการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนถึงคนรุ่นหลัง
