KNU หวังยกระดับบริหารชายแดนไทย-พม่า เล็งพัฒนาระบบ หลังพื้นที่ปกครองขยายตัว ออกคู่มือพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ เร่งสร้างความร่วมมือกับกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่มอื่น เดินหน้าแก้ปัญหาการค้าผิดกฎหมาย-ค้ามนุษย์
สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU เป็นหนึ่งในกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ฝ่ายต่อต้านที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในพม่า และเป็นกลุ่มที่สำคัญในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและสิทธิของประชาชนชาวกะเหรี่ยง
หลังจากที่กลุ่ม KNU มีพื้นที่ปกครองแถบชายแดนไทย-พม่าเพิ่มมากขึ้น พวกเขาก็เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จากการที่ต้องแสวงหาแนวทางพัฒนาการบริหารราชการแถบชายแดน เพื่อที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทางการเมือง, เศรษฐกิจ และความมั่นคง ที่มีความซับซ้อน
ก่อนหน้านี้ในปี 2566 KNU เคยประชุมและรับรองมติในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางการบริหารจัดการในทุกระดับ ทำให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการด้านการเสริมสร้างสมรรถภาพทางการบริหารจัดการขึ้น
ในปี 2567 ทาง KNU ก็ได้ออกคู่มือการบริหารจัดการและรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพให้กับเจ้าหน้าที่ของ KNU รวมถึงมีการฝึกอบรมในเรื่องนี้ และเน้นเรื่องการพัฒนาการบริหารจัดการตามเขตชายแดนไทย-พม่า
เขตชายแดนไทยพม่ากินความยาว 2,416 กม. มีความสำคัญในทางภูมิศาสตร์การเมืองและในทางเศรษฐกิจสังคม ในแง่ของการค้าขาย, การข้ามแดน และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาเรื่องการค้าผิดกฎหมาย, การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติด้วย
นอกเหนือจากเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนชาวกะเหรี่ยงแล้ว KNU ยังได้ตั้งเป้าหมายอื่นๆ ในการบริหารจัดการพื้นที่ดินแดนของพวกเขาด้วย P'doh Saw Tawnee โฆษก KNU และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของ KNU ระบุว่าพวกเขาต้องมีวิสัยทัศน์สอดรับกับการปกครองตนเองแบบสหพันธรัฐประชาธิปไตยในอนาคตด้วย
ปัญหาการบริหารที่ KNU ต้องเผชิญ
แต่ KNU ก็เผชิญปัญหาการบริหารจัดการในพื้นที่ชายแดน เช่น การสู้รบกับกองทัพพม่าที่ยังคงดำเนินอยู่ส่งผลทำให้พื้นที่ชายแดนขาดเสถียรภาพ สร้างผลกระทบต่อการบริหารจัดการ ทาง KNU ต้องให้การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ไปพร้อมๆ กับการรักษาอำนาจการปกครอง ซึ่งพื้นที่ๆ KNU ปกครองอยู่ยังมีระเบียงมนุษยธรรมอันหมายถึงช่องทางปลอดทหารที่จะสามารถจัดการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วย
หลังจากที่เกิดการรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2564 ก็มีผู้พลัดถิ่นจำนวนมากในพม่า รวมถึงมีผู้ลี้ภัยที่พยายามข้ามแดนไปยังไทย ทำให้ต้องมีการพัฒนานโยบาย กฎหมาย และการคุ้มครองกลุ่มผู้เปราะบาง เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหากลุ่มผู้ลี้ภัยกับผู้พลัดถิ่นด้วย
ในแง่เศรษฐกิจนั้น พื้นที่ชายแดนไทย-พม่า นับว่ามีความสำคัญต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน เช่น ผลผลิตทางการเกษตร หรือ ทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจัยเรื่องการสู้รบในพื้นที่และระบบการกำกับดูแลที่อ่อนแอได้เปิดช่องทางให้เกิดกรณีการลักลอบนำเข้าส่งออกและการแสวงหาประโยชน์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ KNU ขาดรายได้ กลายเป็นการฉุดรั้งสมรรถนะทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้
P’doh Kwe Htoo Win ประธาน KNU เปิดเผยว่าในการประชุมหารือยุทธศาสตร์ครั้งล่าสุด มีการพูดถึงปัญหาการขาดแคลนระบบบริการสาธารณสุข การขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา บวกกับความยากลำบากที่ชุมชนในพื้นที่ต้องเผชิญ ทำให้พวกเขาต้องแก้ไขปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากระบบ เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและเสถียรภาพ
ความพยายามแก้ไขปัญหาของ KNU
ทาง KNU พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการจัดฝึกอบรมเรื่อง การบริหารจัดการและการพัฒนานโยบายข้ามพรมแดน อยู่หลายครั้ง เพื่อให้มีการออกนโยบายอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการกำกับดูแลเรื่องการค้าข้ามพรมแดน, การข้ามแดน และเรื่องภาษี ทั้งนี้ยังมีการพยายามปรับให้เข้ากับมาตรฐานโลก สร้างความร่วมมือกับกลุ่มกะเหรี่ยงอื่นๆ ในพื้นที่ เช่นกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธ DKBA และ สภาสันติภาพ KNU/KNLA
KNU หวังให้ความร่วมมือของพวกเขานำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การกำกับดูแลการข้ามแดนที่ดีขึ้น และการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยที่ KNU ยังต้องพัฒนาระบบตำรวจของตัวเองร่วมไปกับการสร้างความร่วมมือข้ามชาติกับกองทัพไทยด้วย ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคงและสิทธิในการกำหนดตัวเองของประชาชนชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ KNU ให้ความสำคัญมากที่สุด
ในแง่ของการลดความเหลื่อมล้ำและการเติมช่องว่างด้านการพัฒนานั้น KNU เล็งเห็นว่าจะต้องร่วมมือกับองค์กรภาคประชาชน และ องค์กรต่างชาติ เพื่อให้ได้รับบริการที่จำเป็น ในด้านสาธารณสุข, การศึกษา, โครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ชุมชนที่เคยถูกละเลยได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาที่คำนึงถึงอย่างครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งในตอนนี้ก็มีองค์กรภาคประชาชนระดับสากลและหน่วยงานกึ่งภาครัฐที่ทำงานร่วมกับ KNU โดยตรงอยู่แล้ว
ซอว์ กาปี ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งวิทยาลัยการบริหารจัดการและรัฐประศาสนศาสตร์ ผู้ทำงานพัฒนานโยบายร่วมกับ KNU ระบุว่า การที่ KNU ริเริ่มปรับปรุงการบริหารจัดการชายแดนให้ดีขึ้นนั้น เป็นทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เร่งด่วน และเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวสำหรับการบริหารดินแดนปกครองตนเองกอทูเล (ดินแดนบ้านเกิดชาวกะเหรี่ยง)
ซอว์ กาปี ระบุอีกว่า การเน้นย้ำเรื่องความรับผิดชอบและนวัตกรรมจะทำให้ KNU มีโอกาสเสริมสร้างความเป็นผู้นำและความชอบธรรมให้กับตัวเองได้ รวมถึงมีโอกาสทำให้เกิดความร่วมมือด้านชายแดนระหว่างกอทูเลกับไทย นำมาซึ่งเสถียรภาพ ทำให้พื้นที่สู้รบกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย อันจะสร้างความมั่งคั่งร่วมกันได้
เรียบเรียงจาก
Karen National Union considers how to improve border governance, DVB, 22-12-2024
