Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุทลายฐานสแกมเมอร์ ‘มินเลตปัน’ ทางตอนใต้ของเมียวดี ตรงข้ามวัดห้วยมหาวงก์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA โดยประเมินว่ามีเหยื่อที่ถูกบังคับเป็นแรงงานสแกมเมอร์ถูกกักขังสองพันคนจากหลายประเทศ รวมทั้งคนไทยจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ยอมรับว่า การรื้อถอนสแกมเมอร์ข้ามชาติที่มีโครงสร้างซับซ้อน “เกินขีดความสามารถของ KNU เพียงลำพัง” และต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลไทย หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายประเทศ องค์กรที่เกี่ยวข้องด้านอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมย้ำว่าหากไม่เร่งดำเนินการ โอกาสสำคัญในการตรวจสอบเครือข่ายสแกมระดับภูมิภาคอาจสูญหายไป โดย KNU ยังระบุว่าจะส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้ทีมสืบสวนมืออาชีพของภาครัฐ และจะเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ทหารกะเหรี่ยง KNLA ซึ่งอยู่ภายใต้สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU บุกยึดบ้านมินเลตปัน ฐานของกะเหรี่ยง DKBA อยู่ตรงข้ามวัดห้วยมหาวงก์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก โดยยึดอาวุธปืนได้ 176 รายการ และทลายฐานสแกมเมอร์มินเลตปัน พบแรงงานสแกมเมอร์ถูกกักขังสองพันคน | ภาพจาก: Chindwin News

25 พ.ย. 2568 วันนี้ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union หรือ KNU) ออกแถลงการณ์ “KNU เรียกร้องความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อปราบปรามเครือข่ายสแกมข้ามชาติที่บ้านมินเลตปัน ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การคุ้มกันของ DKBA” โดยที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์มินเลตปัน อยู่ทางใต้ของเมืองเมียวดี 16 กม. ตรงข้ามวัดห้วยมหาวงก์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก  โดยแถลงการณ์ของ KNU  มีรายละเอียดท้ายข่าวนี้

ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวโดย Chindwin News ระบุว่า กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ได้เปิดปฏิบัติการยึดศูนย์สแกมออนไลน์ที่ดำเนินการโดยกองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยผู้มีใจเมตตา หรือ DKBA ที่บ้านมินเลตปัน จับกุมทหาร DKBA ได้อย่างน้อย 20 นาย และยึดอาวุธได้กว่า 176 รายการ

ขณะเดียวกันกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA ออกแถลงการณ์ชี้แจงเช่นกันว่ามีบางบุคคลและบางกลุ่มอ้างชื่อกองทัพ DKBA โดยมิชอบ เพื่อแอบอ้างผลประโยชน์และสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชน โดยอ้างว่า กลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเหล่านั้นกระทำที่ผิดกฎหมายของกลุ่ม และทาง DKBA จะไม่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์หรือการกระทำใด ๆ ที่เกิดจากผู้แอบอ้างเหล่านั้นโดยเด็ดขาด

KNU เรียกร้องความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อปราบปรามเครือข่ายสแกมข้ามชาติในมินเลตปัน ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การคุ้มกันของ DKBA

25 พฤศจิกายน 2025

KNU – สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง

กองบัญชาการสูงสุด กอทูเล

ภูมิหลังของเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2025 เกิดการปะทะด้วยอาวุธบริเวณมินเลตปัน ห่างจากเมืองเมียวดีประมาณ 16 กิโลเมตร ไปทางใต้ ระหว่างกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองทัพรัฐบาลทหารพม่า ทหารพม่าได้เปิดปฏิบัติการเพื่อยึดพื้นที่ที่เคยเสียให้กับ KNU กลับคืน ระหว่างการสู้รบ กองกำลังของกองทัพกะเหรี่ยงประชาธิปไตยผู้มีใจเมตตา (DKBA) ที่ฝักใฝ่ฝ่ายรัฐบาลทหาร ซึ่งนำโดยผู้บัญชาการ หน่ายลวิน ได้เปิดฉากโจมตี KNU ก่อน จากการประเมินหลังเหตุการณ์ยืนยันว่า หน่ายลวินปฏิบัติการภายใต้คำสั่งโดยตรงของนายจายจ่อหละ หนึ่งในสี่แกนนำ DKBA ที่ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีคว่ำบาตรเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2025 ในข้อหาพัวพันขบวนการอาชญากรรมและปฏิบัติการสแกมข้ามชาติ

ระหว่างปฏิบัติการเพื่อป้องกันตัว กองกำลัง KNU สามารถเข้ายึดฐานที่มั่นของ DKBA ได้โดยไม่คาดคิด หลังสมาชิก DKBA กว่า 230 นายหลบหนีออกจากพื้นที่ สิ่งที่พบภายในทำให้ตกตะลึง เนื่องจากเป็นกลุ่มอาคารคอมเพล็กซ์หลายชั้น มีกำแพงล้อมรอบอย่างแน่นหนา ใช้เป็นฐานปฏิบัติการผิดกฎหมายขนาดใหญ่ที่มีผู้คนหลากหลายสัญชาติจำนวนหลายพันคนถูกกักไว้ KNU จึงเข้าควบคุมพื้นที่ทันที และจำกัดการเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันการทำลายหลักฐาน

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2025 KNU ได้จัดตั้งคณะประเมินสถานการณ์และปฏิบัติการภาคพื้นเพื่อกู้ภัยเหยื่อและรื้อถอนศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ โดยแจ้งเตือนทางการไทยและพันธมิตรระหว่างประเทศทันทีเพื่อประสานความช่วยเหลือ เบื้องต้นพบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการ “เชือดหมู” และกิจกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ มานานภายใต้การคุ้มกันของ DKBA โดยรองประธาน KNU (ซอเซอร์เก) ระบุว่า “สิ่งที่ถูกค้นพบบริเวณชายแดนไทย–พม่าที่มินเลตปัน เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” และเรียกร้องการประชุมระดับสูงกับรัฐบาลไทยเพื่อประสานการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย

การปฏิบัติงานของทีมประเมิน KNU

เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายน 2025 เวลาประมาณ 07.00 น. ทีมประเมินของ KNU จำนวน 10 คน พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ KNU ได้เข้าสำรวจพื้นที่ หน้าที่ของทีม ได้แก่ การระบุผู้ที่ถูกกักขัง การเก็บหลักฐาน การบันทึกคำให้การ และรวบรวมเอกสารเพื่อใช้ในกระบวนการกฎหมายและมนุษยธรรม โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือคนไทย ซึ่งติดต่อขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ไทยไว้ตั้งแต่คืนก่อนหน้า ในจำนวนนี้รวมถึงผู้หญิงและเด็ก

ทีมปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังตำรวจ KNU (KNPF) โดยยึดหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และสวัสดิภาพของเหยื่อ พร้อมจัดการผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ขณะที่ KNLA ยังคงคุ้มกันพื้นที่ เนื่องจากกองทัพรัฐบาลทหารและกองกำลังพันธมิตรยังคงโจมตีเป็นระยะ พร้อมยิงปืนใหญ่เข้ามาในพื้นที่ต่อเนื่อง

ผลการประเมินภาคพื้น – วันแรก (23 พฤศจิกายน 2025)

พบอาคารคอนกรีตประมาณ 20 หลัง รวมถึงอาคาร 4 ชั้น 2 หลังที่ถูกใช้ดำเนินงานสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น พร้อมคอมพิวเตอร์จำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบโรงพยาบาลและอาคารที่พัก

พบผู้ถูกกักขังภายในพื้นที่ประมาณ 2,000 คน

ระบุตัวบุคคลได้ 396 ราย (หญิง 83 ชาย 313) จาก 8 ประเทศ ได้แก่ เอธิโอเปีย รวันดา อียิปต์ ไทย ลาว ฟิลิปปินส์ จีน และมาเลเซีย

ยึดและถอดแยกคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เพื่อส่งตรวจนิติวิทยาศาสตร์

พบตู้เซฟขนาดใหญ่หลายใบ สูงประมาณ 4 ฟุต ยังไม่สามารถเปิดได้

ส่งตัวคนไทย 28 คนให้เจ้าหน้าที่ไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไทย

ผลการประเมินภาคพื้น – วันที่สอง (24 พฤศจิกายน 2025)

An additional 23 assessment personnel and police officers were deployed,

มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอีก 23 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ (KNPF) จำนวนหนึ่ง ทำให้ทีมสอบสวนรวมเป็น 33 คน เพื่อเร่งการตรวจสอบและเก็บหลักฐาน

ระบุตัวบุคคลเพิ่มอีก 345 ราย (หญิง 4 ชาย 341) ได้แก่ จีน 337 บังกลาเทศ 3 ไต้หวัน 2 มาเลเซีย 2 ฮ่องกง 1

ยึดและถอดแยกคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เพิ่มเติม

ส่งตัวชาวจีน 36 รายให้เจ้าหน้าที่ไทยภายในวันเดียวกัน

พบเอกสารบริษัท Myanmar Future Stars Co. Ltd. (ทะเบียน DICA เลขที่ 105909626) ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2016

พบโครงสร้างคล้าย “คอกทรมาน” (torture booths) ขนาด 4 × 6 ฟุต มีเก้าอี้หนึ่งตัว ต้องสอบสวนเชิงลึกอย่างเร่งด่วน

พบอาวุธร้ายแรงในตัวแรงงานสแกมเมอร์บางราย

สอบปากคำผู้จัดการไซต์ แรงงานบังคับ และ “ลูกพี่” หลายรายไม่ให้ความร่วมมือ และบางคนพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ KNU เพื่อหลบหนีเข้าเมียนมา

คำให้การบางส่วน:

ชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่งระบุว่าได้รับมอบหมายให้หลอกชาวอเมริกันโดยเฉพาะ และเคยทำรายได้ถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

อีกรายระบุว่าไม่ได้รับค่าจ้างเลย

สถานการณ์เช้าวันที่ 3 (25 พฤศจิกายน 2025)

แรงงานสแกมเมอร์หลายร้อยคนเริ่มตื่นตระหนกและพยายามหลบหนี เพราะกลัวโดรนพลีชีพ

เกิดการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้ที่ถูกกักขังภายในอาคารหลายแห่ง

ข้อกังวลและการเรียกร้องความร่วมมือระหว่างประเทศของ KNU

สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงชีวิตเพิ่มขึ้นต่อทั้งทีม KNU และผู้คนหลากหลายสัญชาติที่ติดอยู่ภายใน

การรื้อถอนเครือข่ายสแกมขนาดใหญ่ระดับนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ

สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ระบุว่าการสอบสวนและการเก็บหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพเกินขีดความสามารถของ KNU เพียงลำพัง

หลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ของหน่วยงานรัฐที่ร่วมปฏิบัติงานกับ KNU

การทำลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องอาศัยผู้นำที่เข้มแข็ง ความมุ่งมั่นแน่วแน่ และความร่วมมือจากทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบ

หากไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเร่งด่วน โลกอาจสูญเสียโอกาสสำคัญในการใช้คอมเพล็กซ์แห่งนี้เป็นกรณีศึกษาระดับนานาชาติ

KNU จะเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อสถานการณ์พัฒนาไป

การให้คำมั่นของ KNU

KNU ยืนยันการยึดมั่นในหลักนิติธรรมในพื้นที่ที่บริหารอยู่ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การคุ้มครองเหยื่อ และการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการรับผิด โดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง