Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

PMAC 2026 จัดเวทีเปิดสถานการณ์ “สุขภาพชายแดน” ผลการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ เงินช่วยเหลือเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศลด กระทบสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ผอ.รพ.พื้นที่ชายแดนร่วมถกปัญหา พญ.ซินเธีย หม่อง เผย คลินิกแม่ตาวมีผู้ป่วยเข้ารักษาวันละ 300-400 คน ย้ำเงินลดแต่ต้องดูแลภายใต้ข้อจำกัด ปกป้องความมั่นคงด้านชีวิตของมนุษย์ ด้าน ผอ.รพ.แม่สอด ระบุแนวโน้มเงินช่วยเหลือฯ ถูกลดต่อเนื่อง จาก 30 ล้านบาท ปีนี้แนวโน้มเป็นศูนย์ เตรียมปรับบริการรองรับผลกระทบ เน้นคัดกรองใน รพช. ใช้ทรัพยากรจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ


แฟ้มภาพ: สสจ.ตาก

ในการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC 2026) ได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์และเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศกับผลกระทบต่อสุขภาพแรงงานข้ามชาติ” (Geopolitical Shifts in International Development Assistance and Impact on Migrant Health) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลต่อเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ และการเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย และผู้หนีภัยการสู้รบ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา

เวทีเสวนาดังกล่าวนำเสนอภาพสถานการณ์จากพื้นที่จริงควบคู่กับการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย สะท้อนให้เห็นว่าการลดลงของเงินช่วยเหลือต่างประเทศกำลังส่งแรงกดดันต่อระบบบริการสุขภาพชายแดนอย่างชัดเจน ทำให้หน่วยบริการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบาง

พญ.ซินเธีย หม่อง ผู้ก่อตั้งคลินิกแม่ตาว กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา การลดลงของเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ ส่งผลให้คลินิกและสถานพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนต้องปิดตัวลง ขณะที่จังหวัดตากยังมีผู้พลัดถิ่นอาศัยอยู่มากกว่า 50,000 คน และคลินิกแม่ตาวซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2531 ยังคงมีผู้ป่วยเข้ารับบริการวันละประมาณ 300–400 คน ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น

พญ.ซินเธีย ย้ำว่า แม้เงินทุนจะลดลง แต่การรักษามาตรฐานการดูแลผู้ป่วยยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสิ่งที่ต้องปกป้องคือ “ความมั่นคงด้านชีวิตของมนุษย์” ดังนั้น คลินิกแม่ตาวจึงต้องปรับรูปแบบการทำงาน โดยประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลแม่สอดและโรงพยาบาลชุมชนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการส่งต่อผู้ป่วย การแลกเปลี่ยนข้อมูลโรค และการดูแลระยะยาว เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือสะดุด

ด้าน นพ.ราเมศ ว่องวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด ระบุว่า ระบบบริการสุขภาพใช้โรงพยาบาลชุมชน (รพช.)เป็นด่านหน้าในการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยในค่ายผู้พลัดถิ่น หากเกินศักยภาพจึงส่งต่อมายังโรงพยาบาลแม่สอด ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนทั้งด้านบุคลากร ยา และเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลชุมชนทั้ง 4 แห่ง

“ในอดีตโรงพยาบาลแม่สอดเคยได้รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศราว 30 ล้านบาท แต่ในปี 2568 ที่ผ่านมาลดลงเหลือประมาณ 10 ล้านบาท และในปีนี้มีแนวโน้มจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ส่งผลให้ต้องปรับการทำงาน เพิ่มบทบาทการคัดกรองในระดับโรงพยาบาลชุมชน และให้โรงพยาบาลแม่สอดเข้าไปสนับสนุนในขั้นต่อมา เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ขณะที่ นพ.โรจนศักดิ์ ทองคำเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลจึงทดลองรับแพทย์จากประเทศเมียนมาเข้ามาทำงานในระยะนำร่อง ซึ่งประสบความสำเร็จ และขยายผลด้วยการรับแพทย์เมียนมาเข้ามาปฏิบัติงานรวม 4 คน แนวทางดังกล่าวทำให้โรงพยาบาลสามารถแยกการให้บริการผู้ป่วยนอกทั่วไป “Friendly Clinic” สำหรับแรงงานข้ามชาติได้ โดยผู้ป่วยยังสื่อสารกับแพทย์เป็นภาษาเมียนมาโดยตรง และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่ พญ.คิ่น เนียน เนียน แพทย์ประจำ Friendly Clinic กล่าวเสริมว่า พื้นที่แม่สอดเป็นเมืองชายแดนที่มีความหลากหลายทางประชากร ภาษาและความเข้าใจทางวัฒนธรรมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษา การมีแพทย์จากเมียนมาช่วยดูแลทำให้ผู้ป่วยสามารถอธิบายอาการได้อย่างละเอียด ส่งผลให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุดและลดความคลาดเคลื่อนในการดูแล

นอกจากนี้ เวทียังสะท้อนบทบาทของความร่วมมือภาคส่วนต่าง ๆ โดยโรงพยาบาลแม่สอดทำงานร่วมกับอาสาสมัครสุขภาพแรงงานข้ามชาติ (Migrant Health Volunteer) และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพในระดับชุมชนชายแดน พร้อมย้ำว่าการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยการสู้รบสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย จะช่วยให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพ ซึ่งรายได้จากระบบดังกล่าวสามารถนำกลับมาพัฒนาบุคลากรและสถานพยาบาลชายแดน อันเป็นประโยชน์ต่อระบบสุขภาพของประเทศไทยโดยรวม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง