'#อัตลักษณ์ไม่ใช่อาชญากรรม' อัยการจังหวัดปัตตานี สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ข้อหายุยงปลุกปั่น-อั้งยี่ซ่องโจร จากการจัดกิจกรรมแต่งกายชุดมลายูรายา เมื่อปี’65 ก่อนได้ประกันตัว วางเงินรวม 6.3 แสนบาท นัดตรวจพยานหลักฐาน 26 ก.พ.นี้ ด้าน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า โต้ไม่ได้ดำเนินคดีเพราะชุดมลายู
23 ม.ค. 2568 สำนักข่าวอิสระ Wartani รายงานวันนี้ (23 ม.ค.) ที่สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี มูฮัมหมัด อาลาดี เด็งนิ และพวกรวม 9 ราย เดินทางมานัดฟังคำสั่งฟ้องศาลจังหวัดปัตตานี ในคดีที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นโจทก์ฟ้องข้อหายุยงปลุกปั่น หรือมาตรา 116 และอั้งยี่ซ่องโจร จากกรณีจัดกิจกรรมแต่งกายชุดมลายูรายา ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อ พ.ค. 2565 ท่ามกลางประชาชนและเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้จำนวนมากมาร่วมให้กำลังใจ

ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 9 คน ประกอบด้วย
- "บง อาลาดี" หรือ มูฮัมหมัด อาลาดี เด็งนิ เป็นนักกิจกรรมภาคประชาสังคม พิธีกรรายการวิเคราะห์การเมือง
- ‘Budu Little’ หรือ ซูกิปลี หรือ ลีบูดู (สงวนนามสกุล) เป็นนักกิจกรรมภาคประชาสังคม ศิลปินขับร้องบทเพลงมลายู
- สอบูรี (สงวนนามสกุล) เป็นนักกิจกรรมภาคประชาสังคม พิธีกรงานการกุศล
- มะยุ (สงวนนามสกุล) เป็นผู้อำนวยการสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพและเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้สภาผู้แทนราษฎร(กมธ.ศึกษากระบวนการสันติภาพ) ทำงานช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะเด็กกำพร้าเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ / ปาตานี
- ฮาซัน ยามาดีบุ นักบรรยายประวัติศาสตร์ชื่อดัง
- มาหมูด (สงวนนามสกุล) เป็นนักกิจกรรมและทำงานช่วยเหลือสังคม
- ซอลาฮูดิน (สงวนนามสกุล) เป็นนักกิจกรรมและทำงานช่วยเหลือสังคม
- ซับรี (สงวนนามสกุล) เป็นนักกิจกรรมและทำงานช่วยเหลือสังคม
- อานัส (สงวนนามสกุล) เป็นนักกิจกรรมและทำงานช่วยเหลือสังคม
อับดุลเลาะห์ หะยีอาบู ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ระบุว่าวันนี้อัยการได้ส่งฟ้องศาลผู้ต้องหา 9 คน โดยศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟังหลักๆ มีข้อหามาตรา 116 และอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งจำเลยทั้ง 9 คนให้การปฏิเสธ ก่อนศาลให้ประกันตัวโดยวางเงินคนละ 7 หมื่นบาท รวมทั้งหมด 630,000 บาท โดยใช้เงินกองทุนประชาชน Keadilan Patani จำนวน 350,000 บาท และกองทุนราษฎร จำนวน 280,000 บาท
สื่อ The Active สัมภาษณ์ มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ เปิดเผยว่า จากนี้จะได้เตรียมพยานหลักฐานไว้ให้พร้อมสู้คดี ยืนยันว่าไม่ได้หนักใจ เพราะมีแนวโน้มว่าจะถูกสั่งฟ้องอยู่แล้ว ตั้งแต่ กอ.รมน.และฝ่ายความมั่นคงออกมาให้ข่าวที่ทำให้เห็นว่ามีการชี้นำ กดดัน ให้เข้าใจว่าถึงยังไงอัยการก็สั่งฟ้อง แต่สิ่งที่ผิดหวังคือก่อนหน้านี้เราพยายามยื่นขอให้อัยการสอบสวนพยานเพิ่มเติม เช่น นักวิชาการที่แปลเอกสารภาษามลายู แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
อาลาดี ยืนยันว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นไม่ใช่การยุยง ปลุกปั่นตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถ้าหากฝ่ายความมั่นคงบอกว่าที่ยื่นฟ้องเพราะการปราศรัยบนเวทีมีการปลุกระดม แต่พบว่า มีจำเลย 4 คนจาก 9 คน ที่ไม่ได้มีหน้าที่อยู่บนเวที ทำหน้าที่เป็นเพียงคนอำนวยความสะดวกการจราจรในงานเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปราศรัยเหตุใดจึงถูกดำเนินคดีด้วย ขณะที่เนื้อหาในสัตยาบรรณที่อ่านบนเวที ก็ได้แปลเผยแพร่กันทุกปี และใช้อันเดิม ฉบับเดิมทุกปี ไม่มีข้อความตรงไหนที่ระบุ หรือกล่าวอ้างให้คนในงานต่อสู้กับรัฐไทย ในขณะที่สำนวนของอัยการก็บอกว่า พวกเราเข้าร่วมกลุ่มขบวนการกู้ชาติปัตตานี ซึ่งตรงนี้ยืนยันว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน
มูฮัมหมัด อาลาดี ย้ำว่า จากสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้ รู้สึกกังวลว่า กลุ่มเยาวชน หรือคนที่พยายามทำกิจกรรมการแสดงออกทางการเมืองแนวสันติวิธี จะไม่มีความเชื่อมั่น อาจทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด แสดงออกแนวสันติวิธีไม่ได้ จึงอาจยิ่งผลักให้กลุ่มคนเหล่านั้นหันเข้าไปสู่ความรุนแรง ทั้งที่เราพยายามดึงเยาวชนให้มาแสดงออกในแนวทางสันติวิธี
สำหรับคดีนี้ศาลจังหวัดปัตตานี ได้นัดตรวจพยานหลักฐาน อีกครั้งในวันที่ 26 ก.พ. 2568 นี้
ในส่วนของ อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเต๊ะ ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ให้สัมภาษณ์กับ Wartani ว่า ก่อนหน้านี้มีการยื่นขอให้ศาลสั่งไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้ เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มั่นใจว่าการแปลภาษามลายูในคำร้องถูกต้องหรือไม่ ซึ่งอัยการได้ปฏิเสธ และอัยการสูงสุดมองว่าในส่วนของเทปเสียงไม่มีกฏหมายบัญญัติให้พนักงานสอบสวนส่งให้ผู้ต้องหา โดยศาลได้ยกคำร้องขอไต่สวนมูลฟ้อง เนื่องจากมองว่าเป็นกระบวนการที่ต้องต่อสู้ในชั้นศาล
ทนายความ เปิดเผยด้วยว่า ข้อกล่าวหาของอัยการในส่วนความผิด มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น มีความพยายามเชื่อมโยงกับเหตุเมื่อปี 2547 เข้ากับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งในส่วนนี้ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับผู้ต้องหา ส่วนการแปลคำปราศรัยภาษามลายู แปลออกมาเข้าข่ายยุยงปลุกปั่นหรือไม่ และข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ในข้อกล่าวหาระบุว่ามีการประชุมเกินกว่า 5 คน ทั้งหมดนี้ต้องใช้พยานหลักฐานพิสูจน์กันในศาล
'กมลศักดิ์' ขอให้ทบทวนสั่งฟ้อง
เมื่อเวลาประมาณ 9.50 น. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ได้กล่าวระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเป็นห่วงหลังสำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งส่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 9 คนจากคดีชุดมลายูรายา และอยากให้ทางสำนักงานอัยการฯ ทบทวนคำสั่งอีกครั้งหนึ่ง
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
กมลศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนได้มีหนังสือยื่นขอความเป็นธรรมทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงยุติธรรม และทางกระทรวงยุติธรรมได้มีหนังสือตอบกลับเมื่อ ธ.ค. 2567 ให้ทางสำนักงานอัยการฯ ทบทวนพิจารณาอย่างรอบคอบในการส่งฟ้อง แต่ท้ายที่สุดสำนักงานอัยการฯ มีความเห็นให้ส่งตัวฟ้องศาลในคดีนี้
กมลศักดิ์ ระบุว่า กรณีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นเงื่อนไขที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน สำนักงานอัยการสามารถพิจารณาทบทวนการสั่งฟ้อง โดยอาศัย พ.ร.บ.อัยการ มาตรา 21 วรรค 2 กรณีที่เห็นว่าเรื่องนี้อาจกระทบความมั่นคงต่อประเทศ ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรืออาจถูกนำไปใช้เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง อัยการสามารถสั่งไม่ฟ้องได้
สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ แถลงค้านดำเนินคดี 'ชุดมลายู'
ในวันเดียวกัน สมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) ออกแถลงการณ์จากกรณีที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ซึ่งเป็นผู้จัดงานกิจกรรม "Malayu Raya 2022" เป็นกิจกรรมแสดงออกเชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล สอดคล้องกับหลักปฏิญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) บทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพการชุมนุมและการสมาคมภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ" พวกเขาจึงมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและเสรีภาพของนักกิจกรรมและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นคณะมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ควรดำเนินการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม ทางสมัชชาฯ มองว่าการดำเนินคดีกับประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยคดี SLAPP กำลังสวนทางกับตำแหน่งของประเทศไทยบนเวทีโลก
จากคดีที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ดำเนินคดีทั้งในมาตรา 116 หรือยุยงปลุกปั่น และอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวตามที่มีการจัดกิจกรรม "Melayu Raya 2022" เมื่อ 4 พ.ค. 2565 โดยภายในงานเป็นการรวมตัวของเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการแต่งกายด้วยชุดมลายู ที่ชายหาดวาสุกรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นและชาติพันธุ์มลายู โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์วัฒนธรรมเพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมืองและส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกสำหรับเยาวชน งานดังกล่าวจำนวนผู้ชุมนุมทั้งหมด 15,000 คน
สมัชชาฯ มองว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นเหมือนการฟ้องปิดปาก เพื่อขัดขวางการมีส่วนร่วมของสาธารณชน จึงขอให้ภาครัฐยุติการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 9 คนโดยทันที เพื่อปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของนักกิจกรรมและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้ง ขอเรียกร้องให้เครือข่ายองค์กร หน่วยงาน และบุคคลที่ส่งเสริมในการแสดงออกและอัตลักษณ์ทางด้านชาติพันธุ์ เข้าร่วมการรณรงค์โดยใช้วิธีการดังนี้
1. ขอให้เครือข่ายในประเทศและระหว่างประเทศร่วมติดตามตรวจสอบการดำเนินคดีและคัดค้านการดำเนินคดี SLAPP ผ่านแคมเปญรณรงค์ ด้วยการส่งจดหมายเปิดผนึก หรือการแถลงการณ์ถึงรัฐบาลไทย
2. ขอให้จัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อคัดค้านการดำเนินคดี "SLAPP" ในพื้นที่หรือประเทศของตน เช่น การเดินขบวนอย่างสันติ การเสวนา หรือการจัดนิทรรศการ
3. การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยใช้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มการมองเห็น เช่น #MelayuRaya #AntiSLAPP #IdentityIsNotACrime #อัตลักษณ์ไม่ใช่อาชญากรรม
กอ.รมน. โต้ไม่ได้ดำเนินคดี เพราะชุดมลายู
พ.อ. เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษกของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงต่อสื่อโต้ 2 ประเด็นหลัก โดยชี้แจงว่าการดำเนินคดีกับ 9 ผู้ต้องหา มีการตรวจสอบทั้งสังเกตการณ์ และผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ยืนยันว่ากิจกรรม "Melayu Raya 2022" ที่จัดโดยสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) ตรวจพบว่ารูปแบบการดำเนินกิจกรรมและเนื้อหาการแสดงออก มีลักษณะเนื้อหาเข้าข่ายการยุยงปลุกปั่น เช่น มีการแสดงธงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน 'BRN' การกล่าวถ้อยคำบนเวที ลักษณะว่า 'มีศัตรูมาทำลายชาติมลายูปาตานี ทำให้เสียเอกราช เยาวชนต้องรวมตัวกันทำให้หมดไปซึ่งการถูกกดขี่ข่มเหง' กิจกรรมร้องเพลงปลุกใจมีเนื้อหาทำนองว่าให้เยาวชนปฏิวัติรัฐปาตานีกลับคืนมา
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวต่อว่า ตามที่มีแนวร่วมนักกิจกรรม และกลุ่มแกนนำ พยายามชี้ให้เห็นว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ดำเนินการฟ้องแกนนำทั้ง 9 รายข้อหาคดีกิจกรรมสวมชุดมลายู และกิจกรรมการแสดงออกต่างๆ ตามพื้นที่สาธารณะของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่มีมูลความจริง แต่กลับกัน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า พยายามส่งเสริมอัตลักษณ์ การแต่งกาย ภาษา และวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านงานส่งเสริมภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า
พ.อ. เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์
