Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลอ่านคำพิพากษาคดี “ทนายอานนท์” ปราศรัยเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และวิจารณ์ว่าพระมหากษัตริย์เข้ามาแทรกแซงแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติมาแล้ว ใน #ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ ลงโทษจำคุก 4 ปี ให้การเป็นประโยชน์เหลือ 2 ปี 8 เดือน รวมโทษจำคุกล่าสุด 18 ปี 10 เดือน 20 วัน

19 ธ.ค.2567 ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ห้อง 711 มีนัดอ่านคำพิพากษาในคดีอัยการฟ้องอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ปราศรัยวิจารณ์สถาบันกษัตริย์และเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป 3 ข้อในระหว่างการชุมนุม “เสกคาถาผู้พิทักษ์ ปกป้องประชาธิปไตย” หรือ #ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 รวมถึงข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฝ่าฝืนจัดชุมนุมในช่วงโควิด-19

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอ่านคำพิพากษาเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10.30 น. โดยประมาณ โดยมีประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมากรวมถึงเจ้าหน้าที่จากสถานทูตอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ทำให้จำนวนที่นั่งของห้องพิจารณาไม่เพียงพอ ทนายความฝ่ายจำเลยได้แถลงขอศาลอนุญาตให้ประชาชนที่รออยู่ข้างนอกเข้ามายืนร่วมฟังการพิพากษา แต่ศาลไม่อนุญาต

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ก่อนที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะอ่านคำพิพากษาได้เริ่มจากการอ่านคำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาที่มีคำสั่งว่าไม่ได้ให้ผู้พิพากษาในคดีถอนตนจากการพิจารณาคดีและไม่ได้เพิกถอนการพิจารณาคดีโดยให้มีหนังสือถึงคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ทางฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องตั้งข้อรังเกียจศาลระหว่างการสืบพยานในนัดล่าสุดที่ฝ่ายจำเลยยืนยันให้ศาลออกหมายเรียกหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของในหลวงรัชกาลที่ 10 และอื่นๆ มาใช้ประกอบการถามค้านพยานของฝ่ายจำเลย แต่ศาลยืนยันไม่ออกหมายกเรียกให้ จนเกิดการโต้แย้งกันขึ้นในศาล

จากนั้นศาลจึงเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยสรุปว่าตามที่อัยการฝ่ายโจทก์ฟ้องอานนท์มาทั้งในส่วนที่กล่าวหาว่าอานนท์เป็นผู้จัดการชุมนุมโดยผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, พ.ร.ก ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาฯและส่วนของเนื้อหาคำปราศรัยที่อัยการกล่าวหาว่าเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์และเป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชน

ศาลให้ยกฟ้องอานนท์ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดชุมนุมเนื่องจากพยานหลักฐานการสืบสวนของตำรวจชนะสงครามอานนท์เพียงแต่ได้รับเชิญไปเป็นผู้ปราศรัยเท่านั้น และการชุมนุมวันนั้นชลธิชา แจ้งเร็วได้แจ้งจัดชุมนุมต่อตำรวจโดยแล้วตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ อีกทั้งการชุมนุมยังเป็นไปโดยสงบ ผู้ร่วมชุมนุมสวมหน้ากากหน้าอนามัยและสถานที่ชุมนุมยังเป็นที่โล่งแจ้ง ไปจนถึงเครื่องขยายเสียงที่ใช้ยังเป็นเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กเมื่อทำการตรวจวัดแล้วไม่เกิน 115 เดซิเบล การชุมนุมที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปตามกฎหมาย

นอกจากนั้น ศาลยังให้ยกฟ้องในส่วนของข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วยเนื่องจากเห็นว่าการโพสต์ในเฟซบุ๊กที่ผ่านมาของอานนท์และการปราศรัยมีพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์อยู่บ่อยครั้งในการชุมนุมและยังมีการเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าการกระทำของอานนท์จะไม่เหมาะสมและกระทำเช่นนั้น แต่ไม่ถึงขนาดเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงพิพากษาลงโทษอานนท์ในส่วนของเนื้อหาคำปราศรัยของเขาโดยศาลเห็นว่าจากพยานโจทก์หลายคนเบิกความตรงกันว่าข้อความตามฟ้องเป้นถ้อยคำที่เป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์แม้ว่าการแสดงความเห็นทางการเมืองจะทำได้แต่คำปราศรัยของอานนท์ทำให้ประชาชนเข้าใจพระราชกรณียากิจของกษัตริย์ในทางเสียหาย จาบจ้วง ใส่ร้ายว่าเข้ามาแทรกแซงสั่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติมาแล้วหรือคนที่มีพฤติการณ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์จะถูกอุ้มฆ่า และยังมีหลักฐานเป็นวิดีโอว่าอานนท์มีพูดข้อความว่าพระมหากษัตริย์แทรกแซงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและใครที่พูดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์จะถูกอุ้มฆ่า จำเลยพูดใส่ร้ายโดยมุ่งหวังให้เกิดความวุ่นวายในสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

คำพิพากษาระบุด้วยว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 6 กำหนดไว้ว่าไม่ให้ผู้ใดล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์ แล้วจำเลยเป็นนักกฎหมายต้องรู้ดีกว่าคนทั่วไปแต่ยังปราศรัยใส่ร้าย เป็นการละเมิดต่อพระมหากษัตริย์อาจขัดต่อมาตรา 6 ดังนั้นตามคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ก็เพียงต่อการวินิจฉัยของศาลโดยไม่จำเป็นต้องให้จำเลยสืบพยานอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลงไปจึงใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 174 วรรคท้าย

ศาลจึงวินิจฉัยเพียงข้อความของอานนท์ที่อ้างว่าพระมหากษัตริย์เข้ามาแทรกแซงโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติแล้ว การกระทำของอานนท์จึงเป็นความผิด การที่จำเลยขอให้ศาลเรียกเอกสารขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 6 จะทำให้จำเลยและผู้เกี่ยวข้องมีความผิดเกิดความวุ่นวายในสังคมไม่หยุดหย่อนเป็นผลเสียต่อความสงบเรียบร้อยและขัดต่อระบอบการปกครองของราชอาณาจักรไทยอันทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

นอกจากนั้นศาลยังระบุด้วยว่า ที่อานนท์อ้างว่าเสรีภาพแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 นั้นจะได้รับการยกเว้นก็ต่อเมื่อไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่เป็นการละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่การกล่าวว่าพระมหากษัตริย์เข้ามาแทรกแซงแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติแล้วนั้นเป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์อีกทั้งการเชิญชวนคนมาฟังปราศรัยคือการชวนมาฟังความคิดเห็นของตน จึงเป็นการกระทำที่ไม่ได้เป็นตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญไม่ใช่การติชมหรือกระทำโดยสุจริต แต่เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาตรา 116 แต่การกระทำของอานนท์เป็นความผิดตามกฎหมายหลายบทฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และฐานกระทำโดยวาจาแสดงความเห็นโดยไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญหรือเพื่อแสดงความเห็นโดยสุจริตเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นหรือเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ทั้งนี้ศาลให้ลงโทษจำคุกตามมาตรา 116 เป็นเวลา 4 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างให้เหลือ 2 ปี  8 เดือน โดยให้นับโทษจำคุกต่อจากอีก 4 คดีที่มีคำพิพากษาไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าก่อนหน้าที่ศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ อานนท์เคยถูกพิพากษาจำคุกมาก่อนแล้วรวมถึง 16 ปี 2 เดือน 20 วัน การให้นับโทษต่อในคดีล่าสุดนี้ทำให้อานนท์มีโทษจำคุกรวมแล้ว 18 ปี 10 เดือน 20 วัน

นอกจากนั้นในการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ศาลอ่านโดยระบุว่าให้ลงโทษตามมาตรา 116 แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ผิดตามมาตรา 112 ด้วย แต่ตามกฎหมายการพิจารณาโทษในกรณีเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหลายมาตราศาลจะให้ลงโทษตามบทกฎหมายที่มีโทษสูงสุดที่สุดตามที่ฝ่ายโจทก์ฟ้องมาในคดี

อย่างไรก็ตามโทษจำคุกของมาตรา 116 สูงสุดคือไม่เกิน 7 ปี แต่โทษจำคุกตามมาตรา 112 มีโทษจำคุก 3-15 ปี โทษจำคุกสูงสุดของมาตรา 112 จึงสูงกว่ามาตรา 116 ทั้งนี้จึงยังต้องรอการตรวจสอบคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์อีกครั้งว่าเป็นเช่นไร

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง