ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า อ้างสามารถยึดกุมพื้นที่ได้ทั้งหมด 144 จากทั้งหมด 330 อำเภอทั่วประเทศพม่า ด้านฝั่ง 'มินอ่องหล่าย' คุมเต็มที่ได้เพียง 107 อำเภอ ทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถาม ประเทศพม่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร และฝ่ายต่อต้านจะจัดสรรอำนาจกันอย่างไร
ตั้งแต่รัฐประหารพม่าเมื่อ 1 ก.พ. 2564 เป็นต้นมา ประชาชนได้ลงถนนประท้วงอย่างสันติ ก่อนที่จะถูกกองทัพพม่าใช้กำลังอาวุธกดปราบ ทำให้ประชาชนต้องจับอาวุธลุกขึ้นสู้ เพื่อเรียกร้องระบอบสหพันธรัฐประชาธิปไตย
ต่อมา ในช่วงกลางปี 2564 รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านกองทัพพม่า ได้จัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People's Defense Force - PDF) ได้ร่วมมือกับกองกำลังชาติพันธุ์ ทำการสู้รบกับฝ่ายกองทัพพม่า ก่อนลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองขยายไปทั่วประเทศ
หลังจากทำการสู้รบอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทาง NUG ได้เผยแพร่รายงานความคืบหน้าทางการทหาร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพลิกโฉมความขัดแย้งในพม่า จากการที่สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ซึ่งมี พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพพม่า เป็นประธาน และเป็นรักษาการประธานาธิบดี กำลังสูญเสียเขตอิทธิพลจำนวนมากให้กับกองกำลังฝ่ายต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่ม โดยฝ่ายต่อต้านนำโดยกองกำลัง PDF ได้ผนึกกำลังกับพันธมิตร กลุ่มปฏิวัติชาติพันธุ์ (EROs) สามารถควบคุมพื้นที่ประเทศพม่าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งแล้วเมื่อปลายปี 2567
NUG เผยว่า ฝ่ายต่อต้านได้ควบคุมเขตอิทธิพลในพม่า ร้อยละ 44 จากทั้งหมด หรือคิดเป็น 144 อำเภอ จาก 330 อำเภอ พื้นที่ของฝ่ายต่อต้านที่กำลังสู้รบอย่างหนักอยู่ที่ประมาณ 79 อำเภอ ขณะที่กองทัพพม่ามีพื้นที่ที่ควบคุมได้น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 107 อำเภอ จาก 330 อำเภอ
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ของฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่อยู่ในการควบคุมของกองกำลังปฏิวัติชาติพันธุ์ EROs กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีอยู่จำนวนมากที่ยังคงเน้นเรื่องประเด็นของตัวเอง ที่พบมากที่สุดคือเรื่องการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเอง หรือมีอำนาจในการบริหารตัวเองในระดับใดระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มีคำถามตามมาว่ากองกำลังชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ในฝ่ายต่อต้าน จะทำให้การแบ่งสรรอำนาจในพม่าจะกลายเป็นแบบไหน ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มชาติพันธุ์ยังคงเน้นแนวทางแบบเอาชาติพันธุ์ตัวเองเป็นศูนย์กลางแบบเดิม หรือจะเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางอื่น พม่าหลังพ้นจากอำนาจคณะรัฐประหารของกองทัพเผด็จการแล้วจะเป็นอย่างไร
ถ้าดูที่ทางตอนเหนือของรัฐฉาน กลุ่มพันธมิตรสามภราดรภาพ หรือบางสื่อเรียกว่ากลุ่มพันธมิตรสามพี่น้อง (3BHA) ประกอบด้วย 1. กองกำลังอาระกัน หรือ AA 2. กองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง หรือ TNLA และ 3. กองกำลังโกก้าง หรือ MNDAA ที่เริ่มปฏิบัติการ 1027 เมื่อ ต.ค. 2566 โดย 3 กองกำลังได้บุกยึดพื้นที่สำคัญๆ ไว้ได้ 16 อำเภอ ในทางตอนเหนือของรัฐฉาน ช่วง 4 เดือนแรกที่เริ่มปฏิบัติการ จนกระทั่งมีการเจรจาสงบศึก แต่ในเดือน มิ.ย. 2567 ได้มีการกลับมาสู้รบอีกครั้ง ทำให้กองกำลัง
ในทางตอนเหนือของพม่าที่รัฐฉานมีกลุ่มพันธมิตรภราดรภาพที่ประกอบด้วยอาระกันอาร์มี AA, กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง TNLA และ กองกำลังโกก้าง MNDAA ที่เริ่มปฏิบัติการ 1027 มาตั้งแต่ปลายปี 2566 พวกเขาสามารถยึดอำเภอไว้ได้ 16 อำเภอในทางตอนเหนือของรัฐฉานช่วงสี่เดือนแรกที่มีปฏิบัติการจนกระทั่งจีนเข้ามาพยายามช่วยเจรจาสงบศึก แต่ในเดือน มิถุนายน 2567 ก็มีการกลับมาสู้รบอีกครั้งทำให้กองกำลังโกก้าง MNDAA ยึดพื้นที่สำคัญๆ ได้
แม้ว่าทางการจีน ได้เข้ามากดดันจนทำให้โกก้างกับ TNLA ยุติการสู้รบกับฝ่ายกองทัพพม่าชั่วคราวได้อีกครั้ง แต่อาระกันอาร์มี ก็ยังคงรุกคืบในรัฐยะไข่ จนสามารถยึดพื้นที่อำเภอเกือบทั้งหมดของรัฐเอาไว้ได้ ทำให้อาระกันอาร์มี ในตอนนี้ควบคุมพื้นที่อาณาเขตได้มากที่สุดในหมู่กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ทั้งหมด ซึ่งความสำเร็จของอาระกันอาร์มีได้รับการชื่นชมจากชาวพม่าจำนวนมาก
กองทัพเอกราชกะฉิ่น KIA ก็มีบทบาทสำคัญในการฝึกฝนการรบให้กับ PDF และคอยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำทางการเมืองของ NUG นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2567 กองทัพ KIA ก็สามารถยึดครองพื้นที่ชายแดนติดกับจีนไว้ได้ทั้งหมด และกำลังสู้รบเพื่อยึดเมืองยุทธศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง ในทางตอนใต้ของพม่ากองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองกำลังมอญ EROs ได้สู้รบจนสามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของชายแดนไทย-พม่าไว้ได้
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตรและความซับซ้อนของความขัดแย้งในพม่า มีกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตพม่า ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพม่าด้วย
ก่อนหน้าการรัฐประหาร 2564 มีความไม่ไว้ใจกันระหว่าง ชาวบามาร์ซึ่งเป็นเชื้อชาติคนส่วนใหญ่ของประเทศ กับชาวชาติพันธุ์อื่นๆ มีการวางลำดับขั้นว่าชาวบามาร์มีความเหนือกว่า แต่ทว่า หลังจากการรัฐประหารบริบทก็เปลี่ยนไปทำให้ชาวบามาร์เล็งเห็นความทุกข์ยากของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์มากขึ้น อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือเรื่องการฝึกรบและการปฏิบัติการร่วมกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ทำให้ชาวบามาร์เปิดใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากก็ยังคงไม่ไว้ใจชาวบามาร์อยู่ดีทำให้พวกเขายังคงเน้นย้ำเป้าหมายเรื่องของชาติพันธุ์ตัวเองแทนการกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับกลุ่มชนชาติอื่นๆ
ชาวชาติพันธุ์ดูเหมือนจะมีจุดยืนว่า ชาวพม่าควรจะต่อสู้เพื่อสร้างอาณาเขตของชาติพันธุ์ตัวเองหรือกระทั่งต้องสู้ให้ได้อาณาเขตที่ว่านี้ด้วยตนเองโดยที่พวกเขาจะไม่ช่วยเหลือ แต่ทว่าถึงแม้ชาวพม่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็ขาดแคลนเรื่องกำลังอาวุธ ทำให้มีความเป็นไปได้หลายแบบที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่โค่นล้มกองทัพ SAC ได้แล้ว เช่น ชาวพม่าอาจจะถูกทำให้อ่อนแอจากการปล่อยให้สู้กับเผด็จการชนชาติเดียวกันในตอนกลางของประเทศไปเรื่อยๆ หรือกลุ่มปฏิวัติชาติพันธุ์อาจจะยึดอำนาจศูนย์กลางได้แล้ว ทำให้ชาวพม่ามีอำนาจพอสมควรในระดับที่ไม่มากเกินไป ทำให้สามารถแบ่งสรรอำนาจร่วมกับชาติพันธุ์อื่นๆ ได้
สำหรับกลุ่ม NUG และ PDF ระบุถึงความมุ่นมั่นเอาไว้ในรายงานที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊กของพวกเขาว่าต้องการที่จะพัฒนาระบบบัญชาการควบคุมกองกำลังของตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น มีการรักษาการควบคุมในพื้นที่ๆ พวกเขายึดมาได้ และมีปฏิบัติการขยายพื้นที่ต่อไป รวมถึงตั้งกลไกการบริหารจัดการแบบภาครัฐโดยมีการสนับสนุนและประสานความร่วมมือกับองค์กรที่ร่วมปฏิวัติ ทั้งนี้ ยังมีแผนการที่ชื่อ "ถนนทุกสายนำไปสู่เนปิดอ" ที่หมายถึงเมืองหลวงเนปิดอ ของประเทศพม่า และสื่อถึงการที่ PDF ต้องการประสานงานกับ EROs ในปฏิบัติการทางทหารระดับประเทศ
เรียบเรียงจาก
Who Will Be Myanmar’s Kingmaker?, The Irrawaddy, 15-01-2025
https://www.irrawaddy.com/opinion/guest-column/who-will-be-myanmars-kingmaker.html
(ใบแถลงข่าวของรัฐบาล NUG) 2024 Military Progress Report, National Unity Government Ministry of Defence, 06-01-2025
https://www.facebook.com/photo?fbid=915797044056853&set=pcb.915798357390055
