ไม่ได้มีใครที่อยากเกิดมาพร้อมกับการที่ไร้สัญชาติหรอก แต่เหตุการณ์บางอย่างทำให้เขาต้องตัดสินใจออกมาจากบ้านเกิดของตนเองเพื่อเริ่มต้นใหม่ในที่ที่ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีกว่า ชื่อว่าหลายคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ อาจเคยมีความคุ้นเคย หรือมีเหตุการณ์ร่วมกับ “คนไร้สัญชาติ” กันมาบ้าง หากถามว่าคนไร้สัญชาติคือใคร พวกเขาคือคนที่ไม่มีรัฐ ไม่มีสัญชาติเป็นของตนเอง ไม่ถูกนิยามให้เป็นประชากรของรัฐใดเลยบนโลกใบนี้
หากถามอีกว่าการเป็นคนไร้สัญชาตินั้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติหรือไม่ ดิฉันซึ่งเป็นผู้เขียน และยังเป็นคนไร้สัญชาติ คงจะตอบในฐานะคนไร้สัญชาติได้ว่า พวกเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่าง “ปกติ” ได้ มีความสุขได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์ เพราะยังมีอะไรที่ทำให้พวกเราไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่เราเป็น ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เราโหยหา เนื่องจากการไร้สัญชาติทำให้พวกเราไม่ได้อิสรภาพเท่าใดนัก แม้อิสรภาพนั้นจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับก็ตาม
อิสรภาพ (สิทธิ) ขั้นพื้นฐาน ที่พวกเราเข้าไม่ถึง
คนทุกคนมีโอกาสที่เจ็บป่วยได้ หลายคนเมื่อเจ็บป่วย โรงพยาบาลคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ว่าทุกข์นั้นจะคลายลง แต่พวกเรา คนไร้สัญชาติ ไม่สามารถที่จะไปได้เพียงแค่จะคิดยังไม่กล้า เนื่องจากสิทธิการรักษายังเข้าไม่ถึง ประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีเพื่อทุกคน แต่ไม่อาจรวมถึงพวกเราได้ จนทำให้บางครั้งแม้จะเจ็บป่วยมากเพียงใดแต่เมื่อนึกถึงการไม่มีสิทธินั้น ทำให้เราไม่แม้แต่จะกล้าเจ็บอีกเลย
หลายคนคงคิดว่าคนไร้สัญชาติสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้อย่างอิสระ แต่ความเป็นจริงแล้วกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว พวกเราต้องใช้เวลาถึง 1 วันในการทำเอกสารขออนุญาตออกนอกเขตพื้นที่ไปยังที่ว่าการอำเภอที่เราอยู่ เราทุกคนคุ้นเคยกับเอกสารที่เรียกว่า “ใบขออนุญาตออกนอกพื้นที่” เป็นใบที่พวกเราต้องทำเพื่อที่การนอกเขตพื้นที่ โดยในเอกสารต้องระบุถึงที่อยู่ปลายทางที่เราจะไป คนที่เราจะไปพบ รวมถึงจำกัดระยะเวลาที่เราต้องไปอีกด้วย การขออนุญาตออกนอกพื้นที่นั้น ไม่ต่างอะไรกับการที่มีโซ่ตรวนและระเบิดเวลาที่อยู่กับเราทุกครั้งที่พวกเราต้องออกนอกเขตพื้นที่ โซ่ตรวนที่ลากเราไว้ไม่ให้เราไปในท้องที่ที่เราไม่ได้ระบุ และระเบิดเวลาที่จำกัดระยะเวลาที่เราควรจะต้องกลับไปในท้องที่เดิมของเรา คนทั่วไปที่มีสัญชาติจะไปไหนก็ได้ แต่พวกเราไม่ได้รับอิสรภาพนั้น
และอิสรภาพขั้นพื้นฐานสุดท้าย คืออิสรภาพทางการศึกษา ที่อาจเป็นใบเบิกทางให้เด็กไร้สัญชาติอย่างดิฉัน สามารถถูกนิยามจากรัฐไทยได้ว่า “เป็นประชาชนของรัฐไทย” จากหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขโดยพรบ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ประกอบมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 จำแนกคนเกิดในประเทศไทยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) บุตรของชนกลุ่มน้อยหรือชาติพันธุ์ และ (2) บุตรของคนต่างด้าวอื่น ซึ่งคนในกลุ่มแรกมีสิทธิใช้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ ววรค 2 ตั้งแต่เกิดเมื่อร้องขอใช้สิทธิ โดยไม่ต้องรอจบปริญญาตรี แต่สำหรับบุตรของคนต่างด้าวอื่นซึ่งเป็นกลุ่มที่ 2 ไม่อาจร้องขอตั้งแต่เกิด จะต้องรอจบปริญญาตรีก่อนจึงจะใช้สิทธิได้ แต่อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมการปกครองอาจอนุญาตให้คนในกลุ่มนี้ใช้สิทธิในสัญชาติไทยก่อนจบปริญญาตรี หากมีเหตุอันควร เช่น การทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

ดิฉันเองจัดเป็นคนเกิดในประเทศไทยตามกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของคนต่างด้าวอื่น โดยยังไม่สามารถมีสิทธิใช้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ได้ : ซึ่งจะต้องรอจบปริญญาตรีก่อนจึงจะใช้สิทธินั้นได้
แต่ใช่ว่าทุกคนที่จะสามารถเข้าถึงโอกาสนั้นได้ เพราะคำว่าไร้สัญชาติ ทำให้พวกเราไร้โอกาสอื่นๆ ไปด้วย เช่น การไร้ซึ่งสิทธิในการกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพราะติดเงื่อนไขที่ว่าต้องเป็นคนที่มีสัญชาติไทย กลายเป็นว่าพวกเราต้องมองหาทุนอื่นที่ไม่ติดเงื่อนไขนี้แทน หรือแม้ตอนที่พวกเราต้องเลือกว่าจะศึกษาต่อในคณะไหน กลายเป็นว่าพวกเราต้องพิจารณาว่าคณะไหนที่คนไร้สัญชาติสามารถเข้าศึกษาต่อได้บ้าง เพราะในบางคณะ เช่น คณะแพทย์ที่กำหนดถึงคุณสมบัติของผู้เรียนว่าจะ ต้องมีสัญชาติไทย เท่านั้นก็ทำให้ความฝันของเราดับลง

กระนั้นแม้การศึกษาจะปิดกั้นโอกาส แต่ก็มีอีกหลายคนที่พยายามทะลายกำแพง พยายามที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพราะหวังว่าจะได้เป็นคนที่มีสัญชาติกับเขาบ้างเสียที
“แม่ทำผิดพลาด ทำให้หนูไม่ได้บัตร แม่จะต้องส่งหนูจบปริญญาตรี เพื่อที่จะทำให้หนูมีสัญชาติให้ได้”
คำกล่าวข้างต้นเป็นของมารดาผู้เขียนเอง ท่านเป็นคนจากประเทศเมียนมา ย้ายมาทำงานที่ประเทศไทยตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 12 ปี เพราะการที่สูญเสียพ่อแม่ เหลือแต่ญาติพี่น้องที่ต่างฝ่ายต้องหาเลี้ยงตนเอง ทำให้แม่ไม่ได้มีโอกาสที่จะเรียนหนังสือ และทำงานเป็นแรงงานเรื่อยมา จนกระทั่งได้ให้กำเนิดตัวดิฉัน จากการที่ไม่รู้หนังสือนี้เอง ทำให้ดิฉันต้องพบกับวังวนเรื่องของเอกสารที่ยากจะแก้ไข จนทำให้กลัวการที่จะไปสถานที่ราชการ เพราะที่แห่งนั้นทำให้ต้องพบกับคำตอบที่ไม่ต้องการจะได้ยินอยู่เสมอ นั่นคือ คำว่าไม่ได้ กับคำว่าไม่มีทางเลย เป็นคำตอบที่ดิฉันได้ยินบ่อยที่สุด
แม้ค่าแรงของแรงงานข้ามชาติที่ได้จะมีไม่มาก แต่แม่ของดิฉันพยายามที่จะทำงานให้หนักขึ้น เก็บเงินให้ได้มาก ๆ เพื่อที่จะให้ลูกสามารถเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี สามารถเข้าเงื่อนไขการขอสัญชาติได้ และเป็นในสิ่งที่อยากเป็น เพราะอยากที่จะชดเชยในสิ่งที่แม่ได้พลาดไป แม่จะบอกเสมอว่า “แม้เราไม่ได้ทุนการศึกษาก็ไม่เป็นไร แม่ยังมีหนึ่งสมอง และสองมือ แม่จะพยายามส่งเสียหนูเอง” แต่ดิฉันรู้ได้ด้วยตัวเองว่าการเป็นแรงงานนั้นกว่าจะได้แต่ละบาทนั้นมันยากมากเพียงใด แม้แม่จะพูดแบบนั้นก็ตาม ดิฉันก็พยายามหาทุนที่ไม่ติดเงื่อนนั้นเพื่อที่จะให้แม่ไม่ต้องกังวล
“อยากให้การศึกษามันเป็นโอกาสสำหรับเด็ก ในการมีชีวิตรอดปลอดภัย และมีอนาคต”
เสียงสะท้อนจาก คุณแอน ศิราพร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิช่วยไร้พรมแดน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พี่แอนทำมูลนิธิให้โอกาสทางการศึกษากับเด็กที่เป็นลูกหลานแรงงานที่เข้ามาในประเทศไทย หรือเด็กที่หนีภัยการสู้รบจากเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศเมียนมา ให้โอกาสชีวิตแก่เด็กเหล่านั้น หากเป็นเด็กที่เกิดในประเทศไทย มีความกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย และต้องการศึกษาต่อในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทางมูลนิธิจะส่งเสริมให้เด็กเรียนในระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านการสนับสนุนในรูปแบบทุนการศึกษา หรือเด็กที่อยู่ในประเทศไทยไม่นาน ต้องการที่จะกลับไปเมียนมาเมื่อเหตุการณ์สงบลง ก็จะเรียนรู้ผ่านศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ หรือ Migrant Learning Center โดยในปัจจุบันมูลนิธิของพี่แอนให้การสนับสนุนเด็กในรูปแบบทุนการศึกษาเข้าไปศึกษาในระบบการศึกษาของไทยกว่า 320 คน และศูนย์การเรียนรู้ Migrant Learning Center 10 ศูนย์ จำนวนเด็กกว่า 2300 คน ในอำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก
คุณแอนยังกล่าวเสริมอีกว่านโยบายของประเทศไทยในมติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548 ที่ให้เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดในเรื่องของสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียน เป็นสิ่งที่ให้เด็กทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาเท่าเทียมกัน เป็นผลอันเนื่องมาจากนโยบายการศึกษาเพื่อปวงชน “Education for all” จากการเข้าถึงโอกาสการศึกษานี้เอง ทำให้ในภายหลังเด็กเหล่านี้ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ มีเลขประจำตัว 13 หลัก ทำให้สามารถใช้สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล จากกระทรวงสาธารณสุขได้อีกด้วย
การที่ประเทศไทยมีนโยบายการศึกษาเพื่อปวงชน ทำให้เด็กไร้สัญชาติหลายคนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาได้เหมือนกับเด็กที่มีสัญชาติไทย แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่ามีอุปสรรคในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ คุณแอนได้กล่าวว่า ทัศนคติของผู้ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และการตีความนโยบายให้ถูกต้อง เพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบายต่อไปได้
“การศึกษาทำให้เรามีโอกาสมีชีวิตที่ดีได้ แต่เราต้องอดทนรอ แต่ในบางครั้งเองเราในฐานะผู้ให้โอกาสนั้น อาจจะยังไม่เข้าใจมากพอถึงอุปสรรคที่เขาต้องเจอในชีวิตประจำวันของเขาได้ กว่าเขาจะฝ่าฝันอุปสรรคต่าง ๆ จนเรียนจบการศึกษาได้ รวมถึงผู้ปกครองเองต้องรอคอย อดทนรอ 300 บาทในวันนี้เพื่อให้ได้มากกว่านั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ง่าย เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ในสถานการณ์ของเขาหากเราไม่ประสบเอง”
“เราไม่มีเงินที่จะเรียนต่อ ม.4 เลยออกมาทำงานก่อน แล้วค่อยไปเรียน กศน. แทน”
แม้ดิฉันจะสามารถเข้าถึงโอกาสที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ แต่ก็ยังมีเพื่อนไร้สัญชาติของดิฉันที่เคยเรียนด้วยกันตอนมัธยมต้นที่ไม่ได้มีโอกาสเช่นนี้ เพื่อนของดิฉันมี 2 คน พวกเธอเป็นพี่น้องกัน ทั้งสองคนเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน และเรียนได้คะแนนดีอยู่เสมอ จนมาถึงใกล้จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั้งคู่ได้บอกกับเพื่อน ๆ ในห้องว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว ทุกคนต่างตกใจว่าทำไมถึงไม่เรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่พวกเธอทั้งสองคนเป็นเด็กที่เรียนดีมาโดยตลอด การเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากสำหรับพวกเธอแน่นอนดิฉันเชื่อว่าแบบนั้น
แต่แล้วคำตอบที่ได้คือ พวกเธอไม่มีเงินที่จะเรียนต่อแล้ว สถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวทำให้พวกเธอไม่สามารถที่จะเข้าศึกษาต่อได้ มีเพื่อนคนนึงเสนอว่า “ลองกู้ กยศ. ดูไหม” แต่เมื่อพวกเธอลองศึกษาเงื่อนไขก็พบว่า ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขที่ว่าต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย จนทำให้พวกเธอต้องหลุดจากระบบการศึกษาไป จนสถานการณ์ทางบ้านของพวกเธอดีขึ้น จึงทำให้พวกเธอมีโอกาสได้ศึกษาต่อกับการศึกษานอกระบบ อีกทั้งยังทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวไปด้วย วันนี้ทั้งสองเรียนจบแล้ว กำลังศึกษาต่อในวิทยาลัยชุมชน เพื่อรับอนุปริญญา

“ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อถึงปริญญาตรีได้หรือเปล่า เพราะมีพี่ที่เขาจะเรียนต่อปริญญาตรีไปถามที่อำเภอว่าสามารถขอสัญชาติได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ที่อำเภอก็บอกว่าไม่สามารถขอได้ พี่คนนั้นเลือกที่จะไม่เรียนต่อเลย เพราะไม่รู้ว่าเรียนไปแล้วจะสามารถทำงานในสิ่งที่เขาเรียนมาได้หรือไม่ เขาอยากเป็นครู เป็นครูต้องเป็นข้าราชการ แต่เป็นไม่ได้เพราะไม่มีบัตรไทย พอเจอแบบนี้ก็กลัวเหมือนกันนะ”
คำกล่าวที่พวกเธอบอกกับดิฉันทำให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วรัฐไทยต้องการให้เราทำอะไรกันแน่ เพราะกว่าที่เด็กไร้สัญชาติคนหนึ่งจะเรียนมาถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้นั้น เป็นสิ่งยากมากพอสมควร การที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิเสธเด็ก 1 คน เท่ากับรัฐไทยกำลังสูญเสียพลเมืองที่มีส่วนขับเคลื่อนประเทศไทยไปแล้ว 1 คน รัฐไทยกำลังแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง หรือกำลังผลักให้พวกเรากลายเป็นคนชายขอบกันแน่ จากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสไปดำเนินการเอกสารพบว่า เจ้าหน้าที่รัฐบางแห่งให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน หรือการที่เจ้าหน้าที่ไม่สันทัดเรื่องของสัญชาติ สิ่งเหล่านี้ก็อาจทำให้เด็กบางคนพลาดโอกาสในชีวิตไป จากการที่ไม่มีหลักประกันที่ว่าหากเรียนจบปริญญาตรีแล้วจะสามารถทำให้พวกเธอหรือพวกเราเป็นคนไทยได้ตามที่หวังได้จริง ๆ หรือ ยังเป็นคำถามที่ดิฉันยังคิดอยู่ทุกวัน
“เส้นทางการไปสู่สัญชาติโดยมีปริญญาตรีเป็นเงื่อนไข ทำให้คนไร้สัญชาติชีวิตลำบากมากยิ่งขึ้น”
พี่สุชาติ จากเจ้าของเพจ “ตี่ตาง” ผู้ที่ให้การช่วยเหลือบุคคลที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ ให้ได้เข้าถึงสิทธิมากยิ่งขึ้น รวมทั้งประชาสัมพันธ์และให้ความรู้เกี่ยวกับสัญชาติ ได้กล่าวถึง เด็กไร้สัญชาติที่ต้องพบกับความลำบากจากเงื่อนไขทางการศึกษา
“ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเรียนจบปริญญาตรี...พี่คิดว่ารัฐบาลไทยควรให้สัญชาติโดยปราศจากเงื่อนไขนี้ หรือลดระดับเพดานการศึกษาลง เช่น การจบม.6 และมีการงานที่มั่นคงเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
พี่สุชาติ กล่าวเสริมว่าเด็กไร้สัญชาติถูกจำกัดการเดินทาง ขาดโอกาสที่จะได้ไปเรียนรู้นอกสถานที่ นอกห้องเรียน เงื่อนไขที่ไม่ให้เดินทางได้อย่างอิสระเป็นเงื่อนไขที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ที่ทุกคนควรที่จะไปไหนก็ได้ตามที่ตนเองต้องการ และการที่คน ๆ หนึ่ง ได้รับสัญชาตินั้นจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง พร้อมทั้งสามารถพัฒนาฐานเศรษฐกิจ มีการงานที่มั่นคง และการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม
การได้รับสัญชาติโดยมีหลักเกณฑ์ที่ว่าต้องจบปริญญาตรีนั้น เป็นเพดานที่สูงเกินไปสำหรับเด็กไร้สัญชาติหรือไม่ จากการที่เด็กไร้สัญชาติหลายคนหลุดจากระบบการศึกษาเพราะการเข้าถึงสิ่งพื้นฐานในชีวิต ยังมีได้ไม่มากพอ ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาล การเดินทาง และ เมื่อหลุดจากระบบการศึกษาแล้ว เด็กไร้สัญชาติจะกลายเป็นผู้ใช้แรงงานและส่งต่อการไร้สัญชาติให้กับลูกหลานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ จะเป็นไปได้หรือไม่ หากรัฐไทยสามารถลดเพดานนี้ลง เพื่อขยายโอกาสให้เด็กไร้สัญชาติสามารถเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพตามที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับ พวกเราต้องการเพียงเท่านี้จริง ๆ
แด่แม่ผู้เป็นที่รัก
แม่ที่คอยบอกขอโทษทุกครั้งที่เราไปดำเนินเรื่องเอกสารหรือตอนที่เราคุยกันเรื่องสัญชาติ เป็นบทสนทนาที่มีแต่ความเงียบงัน แต่มาพร้อมกับความทุกข์ขมขื่นอยู่ในใจ ตัวหนูเองรับรู้ได้ว่าแม่โทษตัวเองเสมอมาว่าแม่เป็นต้นเหตุของการที่ทำให้หนูไร้สัญชาติ และพบเจอกับปัญหาเรื่องเอกสารที่เด็กคนหนึ่งยากที่จะแก้ไข แม่พยายามทุกวิถีทางที่แม่จะสามารถทำให้ลูกได้รับสัญชาติ และยุติการไร้สัญชาติให้กับลูกหลานของหนูที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
หนูเองเข้าใจดีว่าการที่เรามาอยู่ในประเทศที่เราไม่คุ้นเคยตั้งแต่เด็กนั้น เจ็บปวดแค่ไหน เพราะไม่ได้มีใครที่จะต้องการจากบ้านของตนเอง ทุกคนอยากอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว แต่เมื่อบ้านที่เคยเป็นบ้านที่สงบสุข ไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไป แม่ก็ต้องจำใจที่จะเดินทางมาทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพตนเอง แม้ ณ ตอนนี้สถานะสัญชาติของหนูยังไม่คืบหน้าแต่การที่มีแม่คอยให้กำลังใจและเป็นแบบอย่างที่ทำให้หนูอดทน พยายามเพื่ออนาคต แม่ไม่ต้องกังวลใจว่าหนูจะไม่ได้สัญชาติ มันจะมีวันนั้นอย่างแน่นอน และหนูภาวนาทุกวันว่าวันนั้นจะมาถึงในไม่ช้า
เผยแพร่ครั้งแรกใน: https://thailand.iom.int/
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยไอโอเอ็ม ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน
This story was supported by IOM through the Ethical Migration Journalism Grant Program.
บทความนี้มิได้ผ่านการบรรณาธิกรอย่างเป็นทางการจากไอโอเอ็ม ความเห็นที่แสดงในบทความนี้เป็นของผู้เขียนและไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงมุมมองของไอโอเอ็ม
This story was published without formal editing by IOM. The opinions expressed in this story are those of the authors and do not necessarily reflect the views of the IOM.
