Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“เราต้องดูแลคนของเราก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นผลกระทบต่อคนไทยมากมาย ต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมากมาย ตรงนี้ถ้าเรามีความเห็นใจแล้วก็เรียงลำดับที่ไม่ถูกต้องมันก็จะเกิดปัญหายาวนานและต่อเนื่อง”

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีตอบนักข่าวหลังการประชุม ครม.ในเช้าวันที่ 4 ก.พ.2568 หลังจากเกิดกระแสเรียกร้องอย่างหนักให้รัฐบาลดำเนินการตัดไฟฟ้าที่ส่งข้ามจากไทยไปในเมืองชายแดนพม่าทั้งท่าขี้เหล็ก พญาตองซู และเมียวดี

พื้นที่ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นเมืองที่บรรดาแก๊งสแกมเมอร์และบ่อนพนันออนไลน์ใช้เป็นฐานที่ตั้ง ข้อมูลจากตำรวจไซเบอร์ระบุว่า ปีหนึ่งมีผู้เสียหาย 557,500 คดี มูลค่าความเสียหายมากถึง 8.6 หมื่นล้านบาท

หลังถูกโยนกันไปมาอยู่พักหนึ่งว่าตกลงแล้วการตัดไฟอยู่ในความรับผิดชอบของใคร ในที่สุดเมื่อ 9 โมงเช้าของวันที่ 5 ก.พ.2568 ก็ได้ฤกษ์ดำเนินการตัดการซื้อขายไฟทั้ง 5 จุด ได้แก่

  1. จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านเหมืองแดง - เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน โดยบริษัท อัลลัวร์ กรุ๊ป(พีแอนด์อี) จำกัด
  2. จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณสะพานมิตรภาพไทย - พม่า - เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน โดยบริษัท อัลลัวร์ กรุ๊ป (พีแอนด์อี) จำกัด
  3. จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณสะพานมิตรภาพไทย - พม่า แห่งที่ 2 - อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาโดยบริษัท Nyi Naung Oo Company Limited และ บริษัท Enova Grid Enterprise (Myanmar) Company Limited
  4. จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านห้วยม่วง - อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง โดยบริษัท Shwe Myint Thaung Yinn Industry and Manufacturing Company Limited (SMTY)
  5. จุดซื้อขายไฟฟ้าบริเวณบ้านเจดีย์สามองค์ - เมืองพญาตองชู รัฐมอญ โดยบริษัท Mya Pan Investment and Manufacturing Company Limited

ทั้ง 5 จุดนี้ทาง กฟภ.ออกมาให้ข้อมูลผ่านการแถลงก่อนหน้านี้ว่าขายไฟฟ้ารวมแล้วมีมูลค่าอยู่ที่ 800 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.12% ของรายได้จากการขายไฟทั้งหมดคือ 6 แสนล้านบาท

ทั้งนี้การตัดไฟครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรีและการประชุมร่วมกับทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประชุมกันเมื่อวานนี้ (4 ก.พ.) โดยผลที่ประชุมยังให้ตัดอีก 2 สายหล่อเลี้ยงด้วยคือ อินเตอร์เน็ต และการส่งน้ำมันข้ามแดน

ล่าสุดทางกรมศุลกากรแม่สอดแจ้งให้ระงับการส่งออกไปก่อนชั่วคราว และรอเอกสารยืนยันเรื่องการงดการส่งออกน้ำมัน ตอนนี้ยังไม่มีการชั่งน้ำหนักเพื่อเตรียมการส่งออก รถน้ำมันจอดอยู่บริเวณท่าข้าม และทำให้ประชาชนทางฝั่งเมียวดีเริ่มกักตุนน้ำมันแล้ว

คนฝั่งพม่ามองเรื่องตัดไฟ-เน็ตอย่างไร

ประชาไทได้สอบถามจากชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมียวดีก่อนที่การตัดไฟจะเกิดขึ้น ได้ความว่า ในพื้นที่เมียวดียังคงมีประชาชนเหลืออยู่จำนวนมาก รวมไปถึงครอบครัวของกองกำลังติดอาวุธและทหารของรัฐบาลทหารพม่าด้วย ยังคงมีร้านค้าธุรกิจโดยทั่วไป แต่ส่วนที่จะถูกตัดไฟจะเป็นแค่บางพื้นที่เท่านั้น ประชาชนส่วนอื่นก็ยังใช้ไฟได้ปกติ

ที่ผ่านมาคนในเมียวดีเองก็ไม่ได้ถึงกับเตรียมความพร้อมรับมือการตัดไฟอย่างเป็นระบบ จะมีเพียงการใช้เครื่องปั่นไฟหรือไม่ก็โซลาร์เซลล์ในบางพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร ศาสนสถาน ปั๊มน้ำมัน บ้านคนที่มีฐานะหน่อยก็จะใช้เครื่องปั่นไฟ ส่วนคนทั่วไปก็ใช้โซลาร์เซลล์กัน แต่เป็นแผงขนาดเล็กแบบพกพาได้ ไปจนถึงการใช้เทียน แต่การเตรียมพร้อมเหล่านี้ไม่ใช่การเตรียมเพื่อกรณีถูกตัดไฟ

ส่วนสาธารณูปโภคอื่นๆ อย่างเช่น โรงพยาบาล ที่ผ่านมาคนในเมียวดีเองก็ข้ามมารักษาตัวที่โรงพยาบาลในฝั่งไทยมากกว่าอยู่แล้ว เช่น คลินิกแม่ตาวหรือโรงพยาบาลแม่สอด ถ้ายังสามารถเดินทางข้ามชายแดนได้สะดวก

เขาประเมินว่าการตัดไฟครั้งนี้ถ้าจะกระทบก็คงกระทบกับภาคธุรกิจในเมืองมากกว่า และไม่ได้ทำให้คนหนีเข้าประเทศไทยมากขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาการหนีมาไทยจะเป็นเรื่องผลกระทบจากสงคราม เช่นเมื่อมีการโจมตีทางอากาศมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามไปถึงเรื่องการตัดอินเตอร์เน็ต เขาบอกว่าที่ผ่านมาสำหรับประชาชนทั่วไปใช้บริการของ AIS และ Dtac กันเยอะพอสมควร หรือร้านค้าธุรกิจบางกลุ่มอาจจะใช้บริการจากบริษัทของกองทัพพม่าอย่าง Mytel

แต่ชาวกะเหรี่ยงคนนี้ก็บอกด้วยว่า สำหรับกลุ่มสแกมเมอร์ส่วนมากจะใช้สตาร์ลิงก์กัน ดังนั้น การตัดอินเตอร์เน็ตจากฝั่งไทยจะไปกระทบกับคนทั่วไปในเมียวดีมากกว่า

 

ไม่ได้มีแค่สแกมเมอร์ที่ใช้ ‘สตาร์ลิงก์’ นักข่าว หมอ องค์กรมนุษยธรรมก็ใช้

การตัดไฟฟ้ายังไม่มีการรายงานผลกระทบหรือสิ่งที่จะมาทดแทนมากนัก แต่มีรายงานถึงสิ่งที่มาทดแทนระบบสื่อสารในประเทศมาสักระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากนับตั้งแต่กองทัพพม่าทำรัฐประหารเมื่อปี 2564 กองทัพพม่าใช้การตัดอินเตอร์เน็ตเพื่อปิดกั้นการสื่อสารของกลุ่มต่อต้านมาตั้งแต่แรก ทำให้คนในประเทศต้องพยายามหาช่องทางสื่อสารมาทดแทน และสิ่งนั้นก็คือ สตาร์ลิงก์ จากบริษัทของอีลอน มัสก์ อย่าง SpaceX

ช่วงแรกพบว่า มีรายงานถึงการใช้สตาร์ลิงก์ในพม่าโดยกลุ่มขององค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ‘ฟรีเบอร์มาเรนเจอร์ส’ เดวิด ยูแบงค์ ผู้อำนวยการขององค์กรได้แถลงขอบคุณมัสก์ไว้และระบุว่าเป็นเพียงไม่กี่วิธีที่จะทำให้คนพลัดถิ่นในรัฐกะเรนนีได้ส่งข่าวออกสู่โลกภายนอก ไปจนถึงกลุ่ม ‘กะเรนนีโฮป’ ที่เอามาใช้ทำอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ให้คนในรัฐยังสามารถติดต่อกับครอบครัวในต่างประเทศได้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ไม่ใช่เพียงองค์กรมนุษยธรรมเท่านั้นที่นำสตาร์ลิงก์ไปใช้ เมื่อ 28 ธ.ค.2567 รายงานของวอยซ์ออฟอเมริกา (VOA) เพิ่งรายงานถึงสถานการณ์การนำสตาร์ลิงก์เข้าไปใช้ในพม่าว่ามีกลุ่มแพทย์อาสาที่ใช้เพื่อสื่อสารกับคนไข้เพราะเป็นเครื่องมือสื่อสารเดียวในรัฐกะเรนนีที่ใช้เพื่อใช้ช่วยเหลือชีวิตคน ไปจนถึงมีสำนักข่าวถึง 20 แห่งที่ใช้รายงานข่าวสถานการณ์ในพม่าขณะนี้

ในรายงานของ VOA ระบุด้วยว่าสตาลิงก์ถูกนำเข้าพม่าผ่านเครือข่ายชาวพม่าในต่างแดนโดยส่งผ่านทางไทยก่อนถูกนำไปส่งต่อตามชายแดน และซู พะโดนมาร์ เลขานุการเอกของสภาบริหารรักษาการแห่งรัฐคะเรนนี (IEC) รัฐบาลชั่วคราวของรัฐคะเรนนีระบุด้วยว่าในการจับยึดสตาร์ลิงก์ของทางฝั่งไทยในช่วงครึ่งปีแรกของ 2567 มี 3 เครื่องที่เป็นขององค์กรมนุษยธรรมในพื้นที่

ตัดไฟ-เน็ต เป็นแค่จัดการสแกมเมอร์ระยะสั้น

ลลิตา หาญวงษ์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร มองถึงเรื่องตัดไฟของรัฐบาลไทยว่า แม้การโยนกันไปมาว่าใครต้องเป็นคนตัดสินใจตัดไฟจะทำให้เห็นความไม่เป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลเอง แต่คงอยากเอาจริงกับเรื่องนี้แล้ว

อย่างไรสภาพของทางฝั่งเมืองเมียวดีก็ยังมีทั้งวัด โรงเรียน กระทั่งโรงพยาบาลด้วย และไม่ใช่ว่าสายไฟทุกเส้นจะมุ่งหน้าไปสู่ฐานของสแกมเมอร์อย่างเดียว การตัดไฟเป็นเพียงการตัดช่องทางหนึ่งของของสแกมเมอร์เท่านั้น เพราะพม่ามีปัญหาความเสถียรของไฟฟ้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้วทำให้บรรดาอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก มีเครื่องปั่นไฟที่ใช้น้ำมันไว้ใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นการตัดไฟก็จะไม่ได้ทำให้สแกมเมอร์หายไปทันที และสัญญาณอินเตอร์เน็ตระดับกองกำลังในพื้นที่อย่าง BGF หรือสแกมเมอร์เองก็ใช้สตาร์ลิงก์กันแล้วทำให้ไม่มีทางที่จะจัดการสแกมเมอร์ได้ 100%

อย่างไรก็ตาม เธอก็มองการตัดไฟว่าเป็นความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นรัฐบาลออกมาทำอะไรบ้างเพื่อให้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายความตึงเครียดจากสถานการณ์ที่มีอยู่

ทั้งนี้ ลลิตาได้ยกประเด็นเรื่องที่รัฐบาลไทยจะไปคุยกับจีนเรื่องจัดการสแกมเมอร์ด้วยว่า ถึงทางการจีนจะบอกว่าอยากเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานมีการแชร์ข้อมูลกับไทย แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าทางการจีนจะไม่เข้ามาล้วงความลับเราแทน เพราะการยอมให้ทางการจีนเข้ามาก็เป็นเรื่องอ่อนไหวมาก

ที่ปรึกษา กมธ.ความมั่นคงฯ ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นที่เล้าก์ก่ายในรัฐฉานซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของประเทศจีน ทางการจีนนำตำรวจของตัวเองเข้าไปบุกบ่อนแล้วกวาดจับสแกมเมอร์ในนั้นขึ้นเครื่องกลับประเทศเอง แต่ไทยจะยอมให้ทางการจีนเอาตำรวจตัวเองเข้ามาในไทยตามแนวชายแดนหรือไม่

“แต่อันนี้คือเรากําลังพูดถึงแม่สอด เรากําลังพูดถึงอําเภอชายแดนจังหวัดตาก  ซึ่งมันเป็นอํานาจอธิปไตยของไทยแบบ 100% ดังนั้นการที่จะปล่อยให้ตํารวจจีนมาป้วนเปี้ยนเป็นระดับเป็นสิบเป็นร้อยในประเทศไทย หน่วยงานความมั่นคงเขาก็ต้องคํานึงถึงอํานาจอธิปไตยของชาติ  อันนี้มันมีการถกเถียงกันจริงๆ ในหน่วยงานความมั่นคง”

เมื่อพูดถึงข้อเสนอในการจัดการสแกมเมอร์ ลลิตาเห็นว่าในระยะสั้นก็อาจจะเป็นการตัดไฟตัดอินเตอร์เน็ต แต่ในระยะยาวก็ต้องมีมาตรการตรึงชายแดนมีการตรวจตราซ้ำๆ และทำให้คนที่จะข้ามชายแดนไปรู้ว่าอีกฝั่งอันตราย

ยังมีเรื่องที่ลลิตาเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนมากคือ การพยายามช่วยคนที่เป็นเหยื่อถูกเอาตัวข้ามไปทำงานที่นั่นโดยไม่สมัครใจออกมาให้ได้ เพื่อทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยงานความมั่นคงอีกครั้ง แม้ว่าคนที่ทำงานในฐานสแกมเมอร์จะไม่ได้ไปแบบเป็น ‘เหยื่อ’ ทุกคนก็ตาม ที่ผ่านมาแม้จะเห็นการช่วยเหลือคนจีนออกมาได้แต่เรื่องนี้ก็อาจจะถูกตั้งคำถามจากสถานทูตประเทศต่างๆ ว่าทำไมช่วยได้แต่คนฮ่องกงหรือจีน ทั้งที่ในฐานสแกมเมอร์ยังมีคนชาติอื่นอยู่ในนั้นด้วยทั้งบังกลาเทศ หรือ ปากีสถาน

เคยตัดทั้งเน็ตทั้งไฟกันมาก่อนแล้ว

ถ้าย้อนดูจะเห็นว่าการตัดทั้งไฟฟ้าทั้งอินเตอร์เน็ตที่ส่งไปฝั่งพม่าครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเคยมีทั้งกรณีที่ กฟภ.ยกเลิกสัญญา และดำเนินการตัดสายสื่อสารที่ถูกลักลอบเดินสายไปฝั่งพม่ามาก่อนแล้วด้วย

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ถึงความล่าช้าเพราะแม้จะเคยมีมติ ครม.ตั้งแต่สมัยเศรษฐา ทวีสิน ยังเป็นนายกฯ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประสานงานระงับการให้บริการสาธารณูปโภคข้ามพรมแดนทั้งน้ำและไฟฟ้ามาก่อนแล้วตั้งแต่เม.ย.และพ.ค.2567 แต่ทาง กฟภ.เคยออกมาชี้แจ้งว่ายกเลิกสัญญาการซื้อขายไป 3 จุดด้วยกัน คือ

  1. บ้านวังผา อ.แม่ระมาด จ.ตาก - บ้านก๊กโก๋ อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง (ชเวก๊กโก)
  2. บ้านแม่กุใหม่ท่าซุง อ.แม่สอด จ.ตาก - อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง (เคเค พาร์ค)
  3. เชียงแสน จ.เชียงราย - เมืองพงษ์ จ.ท่าขี้เหล็ก

โดย 2 จุดแรก กฟภ.ระบุว่าได้รับการประสานมาจากทางรัฐบาลพม่าให้ดำเนินการ ส่วนจุดที่ 3 เลิกสัญญากันไปเพราะผิดนัดชำระหนี้

ส่วนการตัดสายสื่อสาร เมื่อสอบถามไปทางสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้รับข้อมูลว่ารอบปี 2567 ที่ผ่านมาทาง กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) และหน่วยงานความมั่นคงได้ลงพื้นที่ตัดสายเคเบิลที่ถูกลักลอบวางสายตามแนวชายแดนทั่วประเทศทั้งหมด 7 จุด และรื้อถอนเสา 1 จุด รวม 8 จุด ทั้งนี้ กสทช.ยังคงร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบการลักลอบต่อสายทุกเดือนอยู่แล้วด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการตัดสายไปแล้ว แต่ทาง กสทช.ก็ยังพบทราฟฟิกการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านซิมบ๊อกซ์ที่ผิดปกติปะปนเข้ามากับการใช้งานทั่วไป ทาง กสทช.จึงได้ให้ผู้ให้บริการลดกำลังการปล่อยสัญญาณในบริเวณชายแดนไม่ให้สัญญาณล้นข้ามไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อถามว่าจะสามารถตรวจสอบกรณีลักลอบพ่วงต่อจากสายสัญญาณที่ข้ามไปเมียวดีที่มีอยู่ 1 จุดได้อย่างไรบ้าง ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า หากพบการใช้งานที่มากเกินปกติก็สามารถดำเนินการปิดตามไอพีแอดเดรสได้

เมื่อถามถึงการดำเนินการจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตดาวเทียมอย่างสตาลิงก์ผ่านทางไทยว่า กสทช.มีการดำเนินการไปเท่าไร ทาง กสทช.ระบุว่าเป็นเรื่องของฝ่ายหน่วยงานความมั่นคงจะดำเนินการติดตามจับกุม แต่ยังไม่ได้ประสานข้อมูลว่ามีการจับกุมได้เท่าไรแล้ว แต่ตอนนี้ทาง กสทช.ยังไม่อนุญาตให้นำเข้ามาใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจสอบสวนกลางเคยรายงานไว้ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ย. 2567 ว่าดำเนินการจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าสตาร์ลิงก์และยึดของกลางได้เป็นจำนวน 86 เครื่อง ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.2567 เป็นการจับกุมได้ก่อนจะถูกส่งต่อไปให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้

รูปสตาร์ลิงก์ที่ตำรวจยึดได้ในเดือนมิ.ย.2567 ภาพจากตำรวจสอบสวนกลาง

กฟภ.เคยให้ตรวจสอบบริษัทคู่ค้าด้วย

ก่อนหน้านี้ทางสำนักข่าวอิศราเพิ่งเผยแพร่เอกสารจากทาง กฟภ.ที่ส่งถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่เพิ่งมีการส่งออกถึงหน่วยงานเหล่านี้เมื่อ 7 ม.ค.2568 เพื่อให้ตรวจสอบบริษัทผู้ขอซื้อไฟฟ้าจาก กฟภ. เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่างๆ และประเด็นความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของประเทศ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาซื้อขายไฟฟ้าด้วย

ในจดหมายขอความอนุเคราะห์ระบุไว้ 2 บริษัทโดยปิดทับชื่อบริษัทไว้

  1. พื้นที่บ้านวังผา อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก - บ้านก๊กโก่ อำเภอเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
  2. จุดซื้อไฟฟ้าสะพานมิตรภาพ และจุดซื้อไฟฟ้าบ้านเหมืองแดง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย – เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

เมื่อดูจากพื้นที่ที่ทางบริษัทซื้อไฟฟ้าไปใช้ จะเห็นว่าในพื้นตามข้อสองนั้นตรงกับพื้นที่ของบริษัท อัลลัวร์ กรุ๊ป (พีแอนด์อี) จำกัด

บริษัทอัลลัวร์ ก่อนหน้านี้เคยตกเป็นประเด็น เนื่องจากถูกดำเนินคดีในฐานะนิติบุคคลร่วมกับ ‘ทุนมินลัต’ นักธุรกิจชาวพม่า เป็นจำเลยที่ 1, ดีน ยัง จุลธุระ ชายสัญชาติไทย-อเมริกัน ลูกเขยของอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในขณะนั้น จำเลยที่ 2, น้ำหอม จำเลยที่ 3, ปิยะดา จำเลยที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันสนับสนุนกันกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มีลักษณะเป็นความผิดร้ายแรง องค์กรอาชญากรรม แต่ภายหลังศาลยกฟ้องจำเลยทั้งหมดไปเมื่อ 30 ม.ค.2567

บริษัทอัลลัวร์นี้ เดิมทีอดีต สว. อุปกิต เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 เพื่อทำธุรกิจโรงแรมและคาสิโนในเมืองท่าขี้เหล็กที่ติดกับชายแดนไทย แม้ว่าจะลาออกมาเมื่อปี 2562 เพื่อมาเป็น สว.แต่ก็ได้ส่งต่อให้ดีน ยัง จุลธุระ ลูกเขยลูกครึ่งไทย-อเมริกันรับช่วงต่อ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง