Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาคดี ม.112 - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “ฟ้า” พรหมศร และ “ปูน” ธนพัฒน์ ปราศรัยในม็อบ #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ระบุ จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุกทุกข้อหา รวมโทษจำคุกคนละ 7 ปี ปรับคนละ 30,000 บาท ก่อนลดโทษให้ฟ้าเหลือโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ปูนลดโทษจำคุกเหลือ 4 ปี 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ในม็อบราษฎรประสงค์ยกเลิก 112  ได้มีการปราศรัยพาดพิงรัชกาลที่ 10 ประเด็นทรัพย์สินส่วนพระองค์และหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ หลังกิจกรรมมีนักกิจกรรม 13 ราย ถูกออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีเพียงฟ้าและปูนที่ถูกแจ้ง ม.112 ด้วย

17 ก.พ. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาคดีมาตรา 112 และ ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ของ “ฟ้า” พรหมศรหรือพรหมลิขิต วีระธรรมจารี และ “ปูน” ธนพัฒน์ (สงวนนามสกุล) จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #ราษฎรประสงค์ยกเลิก112 เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2564 ศาลระบุ จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุกทุกข้อหา รวมโทษจำคุกคนละ 7 ปี ปรับคนละ 30,000 บาท ก่อนลดโทษให้ เหลือโทษจำคุกฟ้ารวม 3 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท และโทษจำคุกปูนรวม 4 ปี 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท

การชุมนุมราษฎรประสงค์ยกเลิก 112 เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2564 กลุ่ม “ราษฎร” ได้นัดหมายชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เพื่อเปิดการรณรงค์รวบรวมรายชื่อ 10,000 ชื่อ เสนอร่างกฎหมายยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ต่อรัฐสภา การชุมนุมเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น. จนถึงเวลาประมาณ 20.20 น. โดยมีนักกิจกรรมหลายคนขึ้นปราศรัยให้ประชาชนเข้าร่วมลงชื่อแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกมาตรา 112 รวมถึงฟ้าและปูนด้วย หลังกิจกรรมมีนักกิจกรรม 13 ราย ถูกออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่มีเพียงฟ้าและปูนที่ถูกแจ้ง ม.112 ด้วย ทั้งสองให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นศาล

หลังสืบพยานนัดแรกฟ้าขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ เนื่องจากต้องดูแลมารดาที่ป่วย ส่วนปูนยืนยันให้การปฏิเสธ

ศูนย์ทนายฯ สรุปคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้วันนี้ (17 ก.พ. 2568) ระบุ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ปูนจำเลยที่ 1 ให้การปฎิเสธ ฟ้าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ตามประมวลกฎหมายวิธีความพิจารณา มาตรา 176 ศาลสามารถพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง

ในส่วนของจำเลยที่ 1 ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ พยานโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ขึ้นปราศรัยในการชุมนุมในวันที่เกิดเหตุ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ และจำเลยที่ 1 เองก็รับว่าได้ขึ้นพูดปราศรัยจริง โดยอ้างว่า ตนมีเจตนาดี ปราศรัยเพื่อเชิญชวนให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย

ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าการชุมนุมในวันเกิดเหตุเป็นการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50 คน ไม่มีมาตรการป้องกันโรค ตามที่ราชการกำหนด การชุมนุมดังกล่าวจึงฝ่าฝืนประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ แต่ในทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดกิจกรรม เพียงแต่เป็นคนขึ้นพูดปราศรัย

ข้อหา ม.112 พยานโจทก์ ผศ.ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ให้การว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 เสียหาย ทำให้คนไม่จงรักภักดี

จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 เอาทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติไปเป็นของตนเอง ดำรงตนอยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้รับความเสียหาย เมื่อพิจารณาจาก พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินฯ แล้ว เห็นว่า ไม่มีการแก้กฎหมายเอาสาธารณสมบัติมาเป็นของพระองค์เอง เป็นการแก้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์

จำเลยที่ 1 ปราศรัยถึงการแปลงชื่อผู้ถือหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์มาเป็นพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 10 แทน เห็นว่า เป็นเรื่องดี เนื่องจากทำให้ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ปราศรัยถึงการล้อมรั้วลานพระบรมรูปทรงม้า เห็นว่าเป็นการล้อมรั้วเพื่อความปลอดภัย การปราศรัยของจำเลยจึงเป็นการด้อยค่า ไม่ใช่การรณรงค์ให้เข้าชื่อแก้กฎหมาย หากจำเลยมีเจตนาดีในการปราศรัยที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมาย ควรใช้วิธีการที่ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามคำฟ้อง ในข้อหาตามมาตรา 112 และร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ในขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด อายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว ถือว่ามีความรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว ไม่มีเหตุให้ลดโทษ ข้อหาตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 6 ปี ส่วนข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 30,000 บาท

ปูนจำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท

ฟ้าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท

เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่า เป็นการปราศรัยทางการเมือง ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มีการจัดการเลือกตั้ง มีหลายกลุ่มที่ออกมาแสดงความเห็นทางการเมือง เป็นการแสดงความเห็นเพื่อต้องการให้ประเทศพัฒนาดีขึ้น และจำเลยที่ 1 อายุยังน้อย ขาดความยับยั้งชั่งใจ โทษจำคุกไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสอง จึงให้รอการลงโทษเป็นเวลา 3 ปี คุมประพฤติ 2 ปี โดยให้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน และให้ทำประโยชน์สาธารณะเป็นเวลา 12 ชั่วโมง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง