"มงคล" และ สว.บางส่วนตั้งโต๊ะแถลงกรณีดีเอสไอรับสืบคดีฮั้วเลือก สว. อ้างเข้ามาตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญและ กกต.ก็รับรองแล้วและข้อกล่าวหาว่าเป็นอั้งยี่ก็แรงเกินจริง แต่ขณะเดียวกันสื่อหลายแห่งเปิดเอกสารที่ระบุว่าเป็นของดีเอสไอส่งกลับ กกต.พบหลักฐานว่ามีการฮั้วเป็นขบวนการมีจ่ายเงินหลักหมื่นถึงแสนคนร่วมถึง 1,200 คน
21 ก.พ.2568 ที่โรงแรมสวนสนประดิพัทธ์ หัวหิน พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง พร้อมคณะสมาชิกวุฒิสภา แถลงข่าวกรณีที่มี กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นเรื่องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับคดีฮั้วเลือก สว.ปี 67 เป็นคดีพิเศษ ณ ชั้น 2
มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่าถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้มีอะไรที่ไม่น่าจะถูกต้องเพราะอำนาจสอบสวนตรวจสอบเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่รับเรื่องไว้แล้วและดำเนินการตรวจสอบ และได้เป็นวุฒิสมาชิกตามเงื่อนไขของ กกต.และได้รับรองจาก กกต.อีกทั้งที่ผ่านมาก็ให้ความร่วมมือกับ กกต.มาตลอด แต่กลับเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้งต่างๆ ที่มีอยู่
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ประธาน กรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ วุฒิสภากล่าวว่าได้ตรวจสอบข้อกฎหมายแล้ว พวกเราก็มาตามรัฐธรรมนูญกำหนด และเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในการพิจารณาการได้มาของ สว.ครั้งนี้ แต่ทุกวันนี้ข่าวที่ออกมาก็กระทบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อพี่น้องประชาชน และทราบมาว่ามีผู้ร้องเรียนไปที่ดีเอสไอแต่ก็ยังไม่ทราบว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนใดของดีเอสไอแต่ตามข่าวก็คือยังอยู่ในช่วงที่พิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับ ซึ่งเขาในฐานะเป็น กมธ.องค์กรอิสระก็เห็นว่าถ้าองค์กรที่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญยังไม่ได้มอบอำนาจจะมาพูดในลักษณะที่ทำให้ สว.โดยรวมไม่เชื่อมั่นใน กกต. จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่รับเรื่องร้องเรียนใดๆ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วย เพราะการให้สัมภาษณ์ของ รมต.ยุติธรรมเป็นไปในลักษณะที่ทำให้ สว.เสื่อมเสีย
นอกจากนั้น พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ กล่าวว่าการตั้งข้อหาอั้งยี่เป็นการกล่าวหาเกินเลยข้อเท็จจริงตามองค์ประกอบความผิดในกฎหมาย การกล่าวหาว่าการได้มาของ สว.ครั้งนี้ไม่ได้มาตามมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญเป็นสมาคมอั้งยี่เป็นการใส่ความให้เสื่อมเสีย และตอนนี้มีกระบวนการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยวิธีที่ฉ้อฉลและบิดเบือนอำนาจ กระบวนการนี้สังเกตเห็นได้ชัดถึงความพยายามจะแก้ตรงนี้ และการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 มาบอกว่า สว.ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบนั้นไม่ใช่ สว. แต่เป็นฝ่ายผู้กล่าวหาไปที่ดีเอสไอต่างหากที่ต้องการสั่นคลอนความมั่นคง
สื่อรายงานเอกสารถึงดีเอสไอพบการฮั้ว
ทั้งนี้มีสำนักข่าวบางแห่ง เช่น ช่อง 7 และข่าวสดรายงานถึงเอกสารที่หัวหนังสือระบุว่าเป็นของดีเอสไอทำส่งถึงประธาน กกต. เป็นการตอบกลับหนังสือของ กกต.ที่ส่งถึงดีเอสไอเมื่อ 22 ม.ค.2568 เพื่อขอทราบคำร้องที่ดีเอสไอรับไว้ โดยทางดีเอสไอระบุว่าได้รับคำร้องไว้ 3 คำร้อง โดยคำร้องแรกเป็นเรื่องให้ตรวจสอบการคัดเลือก สว.ในจังหวัดปทุมธานี เนื่องจากมีกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม กรณีที่สองให้ดีเอสไอตรวจสอบการเลือกตั้ง สว.ทั้งระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศทั้งหมด และคำร้องสุดท้ายเป็นเรื่องให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร สว.สาย ข.กลุ่มที่ 1 และกระบวนการคัดเลือก รวมถึงขอให้ตรวจสอบผู้สมัครในกลุ่มที่ 18 ด้วย
ประเด็นสำคัญในเอกสารตอบกลับของดีเอสไอคือระบุว่าทำการสืบสวนตรวจสอบพยานหลักฐานแล้วเชื่อได้ว่ามี “ขบวนการในรูปแบบคณะบุคคล มีการจัดตั้งเครือข่ายขบวนการซึ่งปกปิดวิธีการ” เพื่อฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 เพื่อให้ได้ สว.มา “โดยมีการวางแผนสลับซับซ้อนทราบกันเฉพาะในกลุ่มขบวนการ” และในเอกสารยังบรรยายลักษณะพฤติการณ์การกระทำที่เข้าข่ายไว้ในการคัดเลือก สว.ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ
ในเอกสารระบุว่า พบการรับสมัครกลุ่มละ 5 คน รวม 100 คน ในระดับอำเภอ 928 อำเภอ (หลักเกณฑ์รอบเข้าเลือกได้ 5 คน) จึงทำให้บางจังหวัด มีผู้สมัครจำนวนมาก สำหรับค่าตอบแทนนั้น ระดับอำเภอ จำนวน 5,000 บาท ระดับจังหวัด จำนวน 10,000 บาท และระดับประเทศ จำนวน 40,000 – 100,000 บาท และถ้าได้สมาชิกวุฒิสภามากกว่า 120 คน จะได้เพิ่ม จำนวน 100,000 บาท
จากนั้นหลังผ่านการคัดเลือกระดับจังหวัดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2567 แล้ว ขบวนการได้นัดหมายผู้สมัคร สว. ระดับประเทศไปจัดทำโพยฮั้ว สว. ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครนายกเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2567 เวลา 16.00 น.มีการจ่ายเงินสดเป็นมัดจำจำนวน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือจะจ่ายให้หลังจาก กกต.รับรองผลคัดเลือกแล้ว
นอกจากนั้นในการสืบสวนยังพบโพยฮั้ว สว.มีหมายเลขจำนวน 2 ชุด กลุ่มละ 7 คน รวม 140 คน และในการเลือก สว.ระดับประเทศ พบว่าในขบวนการนี้มีคนอยู่ประมาณ 1,200 คน
เมื่อถึงวันคัดเลือก สว.ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิ.ย.2567 เวลา 5.00 น.ขบวนการมีการแจกเสื้อสีเหลืองให้กับผู้สมัคร สว.และจัดรถตู้โดยสารเพื่ออำนวยความสะดวกส่งผู้สมัคร สว.ระดับประเทศไปเมืองทองธานีเพื่อร่วมการคัดเลือกระดับประเทศและผลการเลือก สว.ระดับประเทศในรอบเช้าและรอบไขว้เป็นไปตามโพยทุกประการ มีผู้ได้รับเลือกเป็น สว.จำนวน 138 คน และเป็นตัวสำรอง 2 คน
เอกสารระบุต่อว่า ดีเอสไอเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2563มาตรา 977 (3) และความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
ในเอกสารยังระบุว่าสาเหตุที่รับไว้ดำเนินการสอบสวนได้ว่า “เนื่องจากการกระทำความผิดของกลุ่มขบวนการในครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระ กระทำผิดต่อกฎหมายหลายฉบับ โดยทราบว่ามีการวางแผนมาตั้งแต่ ก่อนเริ่มกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาต่อเนื่องมาจนถึงภายหลังจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเสร็จสิ้นแล้ว มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม มีการแบ่งแยกหน้าที่ มีฝ่ายไอทีเตรียมโปรแกรมคำนวณการลงคะแนน ออกเป็นโพยฮั้วเพื่อให้ได้ผลลัพธ์จำนวนสมาชิกวุฒิสภาตามที่ต้องการ เตรียมบุคคลที่มาลงคะแนนที่เรียกว่ากลุ่ม “พลีชีพ” ดังนั้น ในการดำเนินการกับขบวนการดังกล่าว จึงต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนเป็นพิเศษ”
เอกสารหน้าสุดท้ายระบุถึงความพร้อมของดีเอสไอทั้งเรื่องบุคลากรและด้านไอทีที่จะทำการสืบสวนได้ หากทาง กกต.เห็นว่าความผิดตามฐานใด กกต.จะรับไว้สืบสวนเองให้แจ้งกับทางดีเอสไอภายในวันที่ 10 ก.พ.2568
ท้ายเอกสารยังระบุชื่อของร้อยตำรวจเอกวิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีดีเอสไอที่รักษาการแทนอธิบดีพร้อมกับมีลายมือชื่อกำกับอยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้ เมื่อ 11 ก.พ.2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวถึงเรื่องดีเอสไอรับเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 มิชอบด้วยกฎหมาย เป็นคดีพิเศษนี้เป็นเรื่องที่ กกต.ประสานดีเอสไอมา และสามารถรวบรวมหลักฐานได้ค่อนข้างมากมีหลายกลุ่มหลายข้อหาโดยทางดีเอสไอจะดูในส่วนของความผิดตาม มาตรา 116 และฟอกเงินคดีอั้งยี่ ส่วน กกต.จะรับไปดำเนินการส่วนความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งหรือจะให้ดีเอสไปทำก็ได้แต่ถือว่าให้องค์กรที่มีความเป็นกลางทำหน้าที่สอบสวน
สว.สำรองเร่งตามผลจาก กกต.
วันเดียวกันนี้ยังมีรายงานว่า ที่สำนักงาน กกต.กลุ่มผู้สมัคร สว.ที่ติดเป็นตัวสำรองรวมตัวกันในชื่อ “สว.เพื่อประชาชน” ไปติดตามเร่งรัดการพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนและคัดค้านการเลือก สว.ที่เข้าข่ายไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยพล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว มีชื่อในบัญชีสว.สำรองมาเร่งรัดกับทาง กกต.แล้วเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมาด้วยและเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ได้ร้องทุกข์ต่อดีเอสไอเพิ่มเติมเพื่อให้ตรวจสอบการทุจริตเลือก สว.ด้วย
นอกจากนั้นยังมี ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ไปยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.เพื่อขอให้ส่งเรื่องคดีฮั้วเลือก สว.ไปให้ดีเอสไอดำเนินการด้วย
