เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภาวาระให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า จากนโยบายที่นายกฯ ได้แถลงเมื่อเช้าท่านอ่านอยู่ชั่วโมงเศษๆ ตนขอเรียกว่าฉบับ “เบี้ยว กลาง แดด” แดดร้อนๆ อย่างนี้ ทำไมจึงมาเบี้ยวกลางแดด ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ วันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่เพิ่งผ่านมา ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้แสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจน ผ่านการลงประชามติ โดยเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 ล้าน 6 แสนคนเศษ เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นชอบเพียง 11.2 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเพียง 30% เสียงส่วนใหญ่ถล่มทลายขนาดนี้ ยังไม่มีนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในนโยบายแม้แต่ข้อเดียว
สว.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่าตนอ่านดูตั้งแต่หน้าแรกจนถึงสุดท้ายก็มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม หรือการบริหารราชแผ่นดิน แต่ที่หายไปคือความจงใจหรือเปล่า ถ้าจงใจตนขอให้เติม และถ้าเติมเข้ามาก็หาคนรับผิดชอบ ซึ่งก็มีแล้วคือท่านรองนายกฝ่ายกฎหมาย
“หลายคนมักบอกว่า ไม่ต้องไปแก้หรอกรัฐธรรมนูญ เพราะเราต้องแก้ปัญหาน้ำมันแพงก่อน ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องก่อน ทำไปด้วยกันก็ได้ครับ เพราะคนใน ครม. มีตั้ง 35 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลประชามติออกมาขนาดนี้ ถ้าเบี้ยวผมว่าก็เจอดีแน่ครับ”
“ไม่ต้องเสียสมาธิ เพราะการแก้ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ ก็ใช้มืออาชีพที่มาจากเทคโนแครต ท่านเหล่านี้ก็ทำงานอย่างแข็งขัน เพราะฉะนั้นก็เหลือเพียงมือกฎหมาย ผมว่าให้ท่านมารับผิดชอบเรื่องนี้โดยด่วน ด่วนยังไงครับ สมัยประชุมนี้เพิ่งเปิด ก็เปิดประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญในสมัยประชุมนี้อย่างเร่งด่วน หรือคิดว่าจะรออีกนิด ก็สมัยประชุมหน้า แต่ถ้าเลย พ.ศ. 2569 ผมว่าคงไม่ดีครับ นี่อย่างช้า คือสมัยประชุมหน้า แต่ต้องตั้งลำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ครับ”

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภาวาระให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า หลังจากผลประชามติเมื่อ 8 กพ. ที่ผ่านมา มีประชาชนมาแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนกว่า 21 ล้านเสียง และตนก็เชื่อว่าประชาชนจะเฝ้ารอว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่จะมีกรอบแนวทางหรือว่าโร้ดแมปการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร
“แต่ในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในเล่มนี้ มีการกล่าวถึงการทำประชามติสอดแทรกอยู่เพียง 1 ประโยค บางเบา แผ่วเบา และก็เบาหวิวมาก ซึ่งเป็นเพียงการอธิบายถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้วในรัฐบาลอนุทิน 1 เท่านั้น การแถลงนโยบายในวันนี้ควรจะเป็นการบอกประชาชนว่าประเทศนี้จะถูกพาไปข้างหน้าอย่างไร แต่สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลพูด แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลจงใจจะไม่พูด”

นรเศรษฐ์กล่าวต่อไปว่า คำแถลงนโยบายฉบับนี้ ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่พูดถึงการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นคำถามใหญ่ของสังคมของประเทศเราในขณะนี้
ในเอกสารฉบับเดียวกันนี้ มีคำว่ารัฐธรรมนูญปรากฏอยู่ 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งก็คือการบอกว่าจะทำอย่างไรให้การดำเนินการของรัฐบาลสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
“ผมเข้าใจว่ารัฐบาลเองก็พยายามจะเคารพกติกา และขณะเดียวกันท่านก็กำลังยึดติดกับกติกาที่ประชาชนไม่ได้ยอมรับด้วย เพราะข้อเท็จจริง ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้เลยว่า 21 ล้านเสียง ที่ออกมาใช้สิทธิประชามติ แล้วก็บอกชัดเจนต้องการรับธรรมนูญฉบับใหม่ 21 ล้านเสียงนี้ ผมไม่แน่ใจว่าสำหรับท่านเป็นเพียงเสียงกระซิบหรือเปล่า แต่สำหรับผมเอง มันคือเสียงตะโกนของคนในประเทศนี้ ว่าต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่คำแถลงนโยบายของรัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่ได้ยิน”
นรเศรษฐ์กล่าวว่าตนยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความบกพร่องในการแถลงนโยบาย แต่มันคือจุดยืนที่รัฐบาลเลือก จุดยืนที่จะไม่แตะรัฐธรรมนูญ จุดยืนที่จะไม่เปลี่ยนกติกา จุดยืนที่จะไม่ฟังเสียงของประชาชน และจุดยืนที่จะรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมเอาไว้
“รัฐบาลอาจจะคิดว่าการที่ไม่ออกมาพูดเรื่องนี้จะทำให้ความขัดแย้งหายไป แต่ในความจริง การที่ไม่พูดคือการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน และสิ่งนี้คือการทำลายความชอบธรรมของตัวท่านเองตั้งแต่วันแรกของการทำงาน”
