สว. เทวฤทธิ์ เตรียมยื่นประชุมสมัยวิสามัญ ขอให้วุฒิสภาชะลอให้ความเห็นชอบ 2 กกต. ใหม่ออกไปก่อน ป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ชี้ สว. จำนวนมากยังตกเป็นจำเลยในคดีฮั้ว สว. ที่ กกต. ตรวจสอบ ดังนั้นเพื่อเป็นหลักประกันในกระบวนการสืบสวนคดีจะเป็นไปโดยอิสระ เป็นกลาง และปราศจากการแทรกแซง ผู้ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคดีจึงไม่ควรมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคู่ความในคดี
17 ก.พ. 2569 สว. เทวฤทธิ์ มณีฉาย ระบุ สำนักเลขาธิการวุฒิสภา เผยแพร่ระเบียบวาระการประชุมสมัยวิสามัญ ที่จะจัดวันที่ 26 ก.พ. นี้ โดยมีวาระเรื่องด่วน ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง 2 คน ประกอบด้วย
1. จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก แทน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กรรมการการเลือกตั้ง พ้นจากตำแหน่งตามวาระ
2. มณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง แทน นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง พ้นจากตำแหน่งตามวาระ

โดยในพรุ่งนี้ (18 ก.พ. 2569) สว. เทวฤทธิ์ จะยื่นญัตติขอให้วุฒิสภาชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ด้วยเห็นว่า กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวน ไต่สวน หรือพิจารณาคดีที่ สว. จำนวนมากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา มีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ซึ่งเดือนตุลาคมปีที่แล้ว กกต.ได้ชี้แจงว่า สำนวนการสืบสวนและไต่สวนอยู่ในชั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งแล้ว เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ขี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งได้พิจารณาแล้ว จะทำความเห็นและเสนอสำนวนให้คณะกรรมการเลือกตั้งพิจารณาต่อไป
ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันในกระบวนการสืบสวน ไต่สวน หรือพิจารณาคดีของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สมาชิกวุฒิสภาตกเป็นผู้ถูกร้องจำนวนมากในขณะนี้จะดำเนินการไปโดยอิสระ เป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง ผู้ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคดีจึงไม่ควรมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคู่ความในคดี โดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวเพิ่มเติมในขณะนี้ อันจะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความยุติธรรมหรือความเป็นกลางต่อการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งต่อวุฒิสภาและคณะกรรมการเลือกตั้งได้ ดังเจตนารมย์ที่ปรากฎเป็นนัยตามรัฐธรรมนูญ ม.185 ที่ห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกวุฒิสภากระทำการใด ๆ อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการประจำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้เงินงบประมาณหรือโครงการใด ๆ ของหน่วยงานของรัฐ รวมถึงการบรรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน หรือการให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งการรับรองบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีมาตรฐานต่ำกว่าบทบัญญัติดังกล่าว จึงขอให้วุฒิสภาชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งออกไปจนกว่าคดีที่เกี่ยวพันจะเป็นที่ยุติหรือถึงที่สุด
ลักษณะนี้เมื่อปีที่แล้วมา 4 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเป็นห่วงเวลาที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน จึงต้องเปิดประชุมสมัยวิสามัญ โดยครั้งนั้นไม่ถูกบรรจุในการประชุม ด้วยประธานวุฒิสภามีคำวินิจฉัยว่า ไม่ใช่เรื่องที่วุฒิสภาจะสามารถดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาได้ในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุผลสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบตามมาตรา 126 และมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญ
สว. เทวฤทธิ์ ระบุว่า ไม่อาจเห็นพ้องด้วย เนื่องจากญัตติที่ตนเสนอเป็นเรื่องเดียวกันกับเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการให้ความเป็นชอบ กกต. การเสนอให้ชะลอเป็นการเสนอในเชิงวิธีการเกี่ยวข้อง อีกทั้งในอดีตช่วงที่ยังไม่มีสภาผู้แทนได้มีการเรียกประชุมสมัยวิสามัญในวันที่ 23 พ.ค. 2566 นั้น ก็มีการบรรจุระเบียบวาระอื่นอันมิใช่การพิจารณาให้ความเห็นชอบในตัวบุคคลโดยตรง แต่เป็นวาระเพื่อรับทราบกรณีประธานวุฒิสภาอาศัยอำนาจตามข้อบังคับการประชุมอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการพิจารณาของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ (กรณี ป.ป.ช.) เช่นกัน
