Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การเกิดขึ้นของวิทยุธุรกิจ วิทยุสาธารณะ หรือวิทยุของรัฐ อย่างหนึ่งอย่างใด เป็นจุดเริ่มต้นของการผูกขาด (monopoly) ของการประกอบกิจการเฉพาะอย่าง เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มต้นด้วยการผูกขาดโดยวิทยุธุรกิจ หรือในอังกฤษ (และประเทศอื่นในยุโรปที่รับเอาแนวคิดการบริการสาธารณะไปใช้) กิจการวิทยุกระจายเสียงผูกขาดโดยวิทยุสาธารณะ แต่เมื่อมีกิจการหนึ่งเกิดขึ้นก็เข้าสู่ยุคการผูกขาดโดยสองกิจการ (duopoly) โดยในสหรัฐอเมริกา คือ การเกิดขึ้นของกิจการบริการสาธารณะ ในอังกฤษและประเทศยุโรป คือ การเริ่มต้นขึ้นของกิจการบริการธุรกิจ การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนจึงเป็นจุดสิ้นสุดการผูกขาดโดยสองกิจการ

ประเทศไทยเริ่มต้นจากการผู้ขาดโดยวิทยุของรัฐ และบางส่วนให้สัมปทานแก่เอกชน แต่หลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เกิดวิทยุชุมชน หรือบ้างก็เรียก “วิทยุภาคประชาชน” “วิทยุประชาสังคม” “วิทยุประชาคม” และ “วิทยุเสียงชุมชน” ทั้งที่ดำเนินการตามหลักการ “วิทยุของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน” และวิทยุธุรกิจในนามวิทยุชุมชน ที่สำคัญคือ การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนแท้และวิทยุชุมชนแฝง (ไม่นับรวมวิทยุที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง) ได้สลายการผูกขาดโดยรัฐดังกล่าว

ข้อมูลสถานีวิทยุชุมชนจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ณ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มีผู้ทดลองออกอากาศวิทยุกระจายเสียงในระบบเอฟ.เอ็ม. ประเภทชุมชน จำนวน 145 สถานี (จากปีที่ผ่านมามีจำนวน 164 สถานี และกลางปีนี้มีจำนวน 156 สถานี) กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ไม่มีในทุกจังหวัด ตัวอย่างจังหวัดที่ไม่มีกิจการบริการชุมชน เช่น แม่ฮ่องสอน น่าน สตูล และมุกดาหาร แม้จังหวัดที่มีวิทยุชุมชน คนท้องถิ่นก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน เพราะบางแห่งสัญญาณครอบคลุมในหมู่บ้าน/กลุ่มหมู่บ้าน บางแห่งครอบคลุมเฉพาะตำบล ตามข้อจำกัดด้านกำลังส่งและความสูงของเสาอากาศ

วิทยุชุมชนถูกกำหนดให้ออกอากาศในระบบเอฟ.เอ็ม. กำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ ความสูงของสายอากาศไม่เกิน 60 เมตร รัศมีการให้บริการไม่เกิน 20 กิโลเมตร ในสภาพความเป็นจริง บางสถานีมีข้อจำกัดทางด้านเทคนิคและงบประมาณจึงออกอากาศไม่ถึง 500 วัตต์และความสูงของสายอากาศไม่ถึง 60 เมตร อาทิ ออกอากาศด้วยกำลังส่ง 30, 100, 200 วัตต์ เสาสูง 15, 20, 30, 45 เมตร ในขณะที่วิทยุสาธารณะรายเดิม (วิทยุหลัก) ออกอากาศด้วยกำลังส่งและเสาออกอากาศที่สูงกว่า ตัวอย่างข้อมูลจากเว็บไซต์ กสทช. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (กรมประชาสัมพันธ์) จังหวัดศรีสะเกษ ความถี่ 100.25 MHz ได้รับใบอนุญาตออกอากาศด้วยกำลังส่งไม่เกิน 2 กิโลวัตต์ ความสูงของสายอากาศไม่เกิน 80 เมตร และสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 ระบบ เอฟ.เอ็ม. ความถี่ 107.25 MHz กำลังส่งไม่เกิน 1.6 กิโลวัตต์ ความสูงของสายอากาศไม่เกิน 95 เมตร การแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศแบบรอบทิศทาง ทั้งนี้ กำลังส่งระดับ “วัตต์” กับ “กิโลวัตต์” ความสูงของเสาที่แม้ต่างกัน 1 เมตร และระดับพื้นที่ติดตั้งเสาสัญญาณที่เป็นพื้นที่สูง ที่ราบ และที่ลุ่ม ต่างมีนัยสำคัญต่อการส่งสัญญาณหรือรัศมีครอบคลุม  

ในจำนวนวิทยุชุมชนข้างต้นประกอบด้วยวิทยุศาสนา (เพื่อเผยแผ่ธรรมอย่างเดียว) ทั้งสถานีศาสนาพุทธและสถานีศาสนาอิสลาม วิทยุศาสนาที่ให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมมีทั้งสถานีพุทธ คริสต์ และอิสลาม (จำนวนสถานีของแต่ละศาสนาแตกต่างตามพื้นที่) วิทยุภาคประชาชน วิทยุภาคประชาสังคม วิทยุเครือข่ายการทำงานขององค์กรภาครัฐ วิทยุวิสาหกิจกลุ่มชาวบ้าน วิทยุชาติพันธุ์ วิทยุแกนนำเครือข่ายองค์การนอกภาครัฐ วิทยุสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน/ธรรมรัฐชุมชน วิทยุเครือข่ายการศึกษาและเกษตร วิทยุองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิทยุโรงเรียน วิทยุโรงพยาบาล ตลอดจนวิทยุส่วนบุคคลทั้งที่เป็นวิทยุส่วนบุคคลที่โฆษณา วิทยุธุรกิจ และวิทยุที่เชื่อมโยงรายการทั้งสถานี (ทวนสัญญาณ)

หากจำแนกวัตถุประสงค์หลักของการประกอบกิจการ  วิทยุชุมชนในกลุ่มที่ดำเนินการโดยวัด มัสยิด/สุเหร่า โบสถ์คริสต์หรือคริสตจักร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียน โดยกฎหมายสามารถจัดอยู่ในประเภทที่ 1 ของการประกอบกิจการบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ “เพื่อการส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการสงเสริมอาชีพอื่น ๆ สุขภาพ อนามัย กีฬา หรือการสงเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน” (มีผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการวิทยุชุมชนเดิมได้ย้ายเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะประเภทที่ 1) ทำให้มีวิทยุชุมชนตามแนวคิดสื่อกระจายเสียงชุมชน คือ (1) การเข้าถึง (access) ภายในชุมชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง (2) ความเป็นอิสระ (independence) (3) ความหลากหลาย (diversity) (4) การมีส่วนร่วม (participation) และ (5) ความเป็นท้องถิ่น (localism) มีจำนวนน้อยมาก โดยวิทยุภาคประชาชนและวิทยุภาคประชาสังคมมีจำนวนไม่ถึง 20 สถานี แม้มีข้อคำถามต่อความเป็นอิสระที่แท้จริงและความหลากหลาย

การดำรงอยู่ของวิทยุชุมชนเป็นหลักประกันความหลากหลายของระบบนิเวศสื่อกระจายเสียง และความหลากหลายของข้อมูลข่าวสาร ความรู้และความคิดเห็นในสังคม อันสะท้อนการใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ชุมชน (community interest) และสลายการผูกขาดโดยสามกิจการ (triopoly) คือ วิทยุของรัฐ วิทยุธุรกิจ และวิทยุเชิงประเด็นขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (ในขณะที่ยังไม่มีวิทยุสาธารณะตามแนวคิดกิจการบริการสาธารณะ)
    
แม้กฎหมายจะถูกแก้ไขจากเดิมที่ภาคประชาชนต้องได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เพื่อประกอบกิจการบริการชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของคลื่นความถี่ในแต่ละพื้นที่ เป็น “การใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือสำหรับภาคประชาชนรวมกันในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของความสามารถในการส่งสัญญาณที่จะอนุญาตในแต่ละครั้ง” ซึ่งมีประเด็นการรวมการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะกับภาคประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน และประเด็นการยกเลิกการจัดสรรคลื่นความถี่ “ในแต่ละพื้นที่” เป็นตาม “ความสามารถในการส่งสัญญาณที่จะอนุญาตในแต่ละครั้ง” แต่เป็นความท้าทายของ กทสช. ที่จะคำนึงหลักความยุติธรรม (justice) ในการเข้าถึงสื่อกระจายเสียงและแพร่ภาพของคนไทยทุกคน

แม้สื่อดิจิทัลที่เป็นสื่อใหม่เช่นสื่อสังคมได้ให้พื้นที่ดิจิทัลสำหรับคนที่ต้องการรวมกลุ่มคนที่มีจุดร่วมกันโดยไม่จำกัดพื้นที่บนโลก (ตราบที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต) จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในสังคมปัจจุบัน พร้อมกับปัญหาจากการใช้ เช่น สารสนเทศเท็จ (misinformation) สารสนเทศที่ไม่ถูกต้อง (disinformation) และสารสนเทศที่ไม่ดี (malinformation) ที่มนุษย์สร้างและปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้น แต่หากวิทยุชุมชนได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน วิทยุชุมชนจะเป็นสื่อที่จะมีบทบาทต่อชุมชนที่มีการรวมกลุ่มใช้ประโยชน์ ไม่เฉพาะผู้สูงวัย และยังสามารถมีบทบาทสร้างภูมิคุ้นกันชุมชนจากปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกดิจิทัล รวมทั้งบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมในด้านอื่น ๆ ตามความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น การอนุรักษ์วัฒนธรรมภูไท วัฒนธรรมล้านนา และวัฒนธรรมมลายูมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้

การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับวิทยุกระจายเสียงชุมชนเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางเลือกที่เป็นประโยชน์และตอบสนองความต้องการในชุมชนท้องถิ่นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อให้เกิดความสมดุลและหลากหลายในระบบนิเวศสื่อกระจายเสียง อันเป็นการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง ผู้เขียนเสนอให้

1. จัดสรรคลื่นความถี่ให้กิจการบริการชุมชน โดยกำหนดให้กระจายเสียงระบบดิจิทัล และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัล (digital switchover: DSO) ที่มีกำลังส่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอ กลุ่มอำเภอ (จากจังหวัดต่างกันได้) จังหวัด และกลุ่มจังหวัด หรือโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับความแตกต่างตามพื้นที่และความสนใจร่วมกันของชุมชน ดังนี้ 
          1.1)    วิทยุชุมชนที่ให้บริการสำหรับพื้นที่เมืองทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ 
          1.2)    วิทยุชุมชนที่ให้บริการสำหรับพื้นที่ชนบท 
                    1.2.1)    วิทยุชุมชนสำหรับพื้นที่ห่างไกล
                    1.2.2)    วิทยุชุมชนสำหรับพื้นที่สูง
ทั้งนี้ กำลังส่งให้ขึ้นอยู่กับขนาดของชุมชน (size of community) การกระจายตัวของการอยู่อาศัยและความหนาแน่นของประชากร (density of population) 

ตัวอย่างเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณา (1) ระดับอำเภอ เช่น ด่านซ้าย แม่สอด และเบตง (2) กลุ่มอำเภอ เช่น อำเภอขุนตาล พญาเม็งรายและใกล้เคียง อำเภอแม่สะเรียง สบเมย และแม่ลาน้อย และอำเภอกันทรลักษ์ ขุนหาญ ศรีรัตนะและใกล้เคียง (3) ระดับจังหวัด เช่น เชียงราย น่าน เลย ชุมพร กระบี่ สงขลา และสตูล (4) กลุ่มอำเภอและจังหวัด เช่น อำเภอเมืองเชียงใหม่และลำพูนและอำเภอใกล้เคียง อำเภอเมืองอุดรธานีและหนองคายและอำเภอใกล้เคียง และจังหวัดปัตตานีและยะลา  

2. ผู้รับใบอนุญาตตามการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับวิทยุกระจายเสียงชุมชน เป็นสมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่น มีโครงสร้างการบริหารจัดการในลักษณะองค์กรที่เป็นประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้งผู้บริหารและกรรมการสถานี มีวาระการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการสถานี มีบุคลากรประจำที่ได้รับค่าตอบแทน และมีการส่งเสริมให้คณะกรรมการ บุคลากรและอาสาสมัครมีเสรีภาพในการแสดงออก มีภาระรับผิดชอบ และมีความรับผิดชอบต่อชุมชน/ท้องถิ่นและสังคม เป็นองค์กรที่บริหารจัดการโดยชุมชน/ท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชน/ท้องถิ่นทุกกลุ่มชุมชนได้เข้าถึงและมีส่วนร่วมในทุกมิติ และดำเนินการอย่างมีอิสระ ปราศจากการครอบงำ

3. งบประมาณในการจัดตั้งและดำเนินการวิทยุกระจายเสียงชุมชน มาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และองค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลักษณะอื่นที่ดำเนินการและได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ตามความต้องการของชุมชนหรือท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 รวมทั้งการบริจาคและรายได้อื่นจากชุมชนที่ไม่ใช่การโฆษณา

เมื่อดำเนินการครบ 4 ปีให้มีการประเมินประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของการประกอบกิจการเพื่อกำหนดทิศทางการบริหารจัดการ แหล่งที่มาของรายได้หรือปรับสัดส่วนของเงินสนับสนุนให้เหมาะสมบนฐานแนวคิดสื่อกระจายเสียงชุมชนข้างต้น

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง