บทนำ
บทความชิ้นนี้ว่าด้วยความคิดและชีวิตทางการเมืองที่สัมพันธ์กับการเมืองในระบบรัฐสภาของชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน โดยศึกษาจากชาวมลายูมุสลิมที่เป็นผู้สนับสนุนที่แข็งขันของพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีชาวมลายูมุสลิมชายแดนภาคใต้เป็นฐานเสียงหลัก พรรคประชาชาติเพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2561 โดยกลุ่มนักการเมืองมลายูมุสลิมที่แตกตัวจากพรรคไทยรักไทย การตั้งพรรคประชาชาติอยู่ช่วงปลายของรัฐบาล คสช. ที่ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่นำโดยพรรคเพื่อไทย จึงอาจกล่าวได้ว่าการเกิดขึ้นของพรรคประชาชาติเป็นส่วนหนึ่งการต่อต้านอำนาจจากการรัฐประหารผ่านสนามการเลือกตั้ง ที่ในเวลานั้นคณะรัฐประหารได้แปลงกายตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้งเพื่อให้การสืบทอดอำนาจจากการยึดอำนาจมีความชอบธรรม ที่สำคัญการเกิดขึ้นของพรรคประชาชาติถูกรับรู้มาตั้งแต่ต้นว่าต้องการให้เป็นพรรคการเมืองของคนมลายูมุสลิมชายแดนใต้ ดังนั้น ในช่วงแรกต้นและช่วงหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่พรรคยังเป็นฝ่ายค้าน ภาพลักษณ์ของพรรคจึงมีความชัดเจนว่าเป็นพรรคที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร และเป็นพรรคที่มุ่งจะแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้
อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งปี 2566 อำนาจ คสช. เริ่มจางหายไป และการเลือกตั้งก็กลับเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมหรือพรรคที่เป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” เดิม นั่นคือ พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล (พรรคอนาคตใหม่เดิม และพรรคประชาชนในปัจจุบัน) และนำมาสู่การตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยที่ได้ที่นั่ง สส. เป็นอันดับสอง โดยพรรคเพื่อไทยได้ตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคที่สืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นผู้ยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั่นเอง จนเรียกกันว่า “การตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว” สิ่งนี้ได้ทำให้การตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยดูไม่มีความชอบธรรมทางการเมือง ขณะที่พรรคประชาชาติก็ได้ร่วมรัฐบาลนี้ โดยผู้นำพรรคได้รับตำแหน่งระดับสูงถึง 2 ตำแหน่ง คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แม้พรรคจะมี ส.ส. เพียง 9 คนก็ตาม ในขณะเดียวกันในช่วงเกือบ 1 ปีที่แรกของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย รัฐบาลเองแทบไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังจะเห็นจากการที่ไม่มีนโยบายเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันรับตำแหน่ง รวมทั้งยังไม่มีการลดอำนาจทหารและยกเลิกการกฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งต่างจากที่พรรคประชาชาติเคยแสดงจุดยืนในเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอในช่วงก่อนหน้านี้[1]
บทความชิ้นนี้จึงต้องการรู้ว่าในตอนนี้หรือนับแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มา ประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชาติมีความคิดเห็นอย่างไรต่อพรรค พวกเขารู้สึกผิดหวังไหม และพวกเขาคิดว่าพรรคประชาชาติยังคงเป็นพรรคการเมืองเพื่อพวกเขาอีกหรือไม่
สถานการณ์ความไม่สงบที่ชายแดนใต้ และ อำนาจทางการเมือง
“จังหวัดชายแดนภาคใต้” ประกอบด้วย จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลา ผู้คนส่วนใหญ่ราว 80% เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มลายูมุสลิม ขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไทยในพื้นที่ที่เหลือเป็นชาวไทยพุทธ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เหตุการณ์ “ความไม่สงบ” เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีปัญหาการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างศูนย์กลางหรือรัฐไทยกับผู้อยู่ใต้การปกครองซึ่งเป็นชาวมลายูมุสลิม มีปัญหาทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์และศาสนา ที่ชาวมลายูนับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่มีความรู้สึกถูกกลืนกลาย ถูกเบียดขับ หรือถูกกดทับจากรัฐส่วนกลาง อันนำมาสู่การเกิดขึ้นของขบวนการแบ่งแยกดินแดนมลายู ทั้งนี้ เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงระลอกใหม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 รัฐไทยได้นำ “กฎหมายพิเศษ” 3 ฉบับ อันได้แก่ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มาใช้ ทำให้มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างมาก จนเกิดปัญหาทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อันยิ่งทำให้ “ความไม่สงบ” รุนแรงขึ้น อนึ่ง ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาหรือจนถึงเดือนเมษายน 2567 มีเหตุการณ์ “ความไม่สงบ” เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว 22,495 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 7,594 คน บาดเจ็บ 14,122 คน ทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มว่าเหตุการณ์จะสงบลงแต่อย่างใด แม้จะมีการทุ่มงบประมาณไปกว่า 400,000 ล้านบาท (ข้อมูลจาก https://deepsouthwatch.org/ )
คู่ขนานกับ “ความไม่สงบ” นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 การเมืองในระบบรัฐสภาผ่านทางการเลือกตั้งก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้ ในช่วงที่สถานการณ์ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยหรือช่วงที่ประเทศว่างเว้นการรัฐประหาร การเมืองในระบบรัฐสภาก็ดูจะเป็นความหวังในการแก้ปัญหาความไม่สงบอยู่บ้าง โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ที่ชาวมลายูมุสลิมได้กลายมาเป็นกลุ่มหลักของผู้สมัคร ส.ส. และ เป็น ส.ส. ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นักการเมืองมลายูมุสลิมเหล่านี้บางส่วนมีการรวมตัวกันเพื่อให้เกิดเอกภาพและมีอำนาจต่อรอง ที่ผ่านการเมืองในระบบรัฐสภาได้ก่อให้เกิดข้อเสนอ/ทางออกใหม่ๆ ผ่านทางนักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้เป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอรูปแบบการปกครองแบบพิเศษ การริเริ่มการเจรจาสันติภาพ และการผลักดันนโยบายในการส่งเสริมสิทธิทางอัตลักษณ์ของศาสนาและชาติพันธุ์ เช่น การแก้ระเบียบราชการอนุญาตให้แต่งกายตามแนวทางของศาสนาอิสลามในสถานศึกษาของรัฐ หรือการส่งเสริมการทำนุบำรุงศาสนาอิสลาม หรือการพัฒนาในด้านต่างๆ
แต่ในขณะเดียวกัน แม้ว่าการเมืองในระบบรัฐสภาดูจะมีความก้าวหน้าในการผลักดันข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบ แต่เนื่องจากระบอบอำนาจทางการเมืองการปกครองในประเทศไทยนั้นยังมีเครือข่ายโครงสร้างอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่สืบทอดมาจากอดีต ที่ซ้อนทับกับอำนาจการเมืองแบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเป็นเครือข่ายที่ยึดโยงกับสถาบันหลัก กองทัพ ระบบราชการ และพลเรือน เครือข่ายนี้มีแนวทางจัดการความไม่สงบในชายแดนภาคใต้บนฐานอุดมการณ์ราชาชาตินิยม หรือ “ความเป็นไทย” อัน นำมาสู่การรักษาความสงบเรียบร้อยด้วยการใช้อาวุธและกองกำลังปราบปราม ปิดล้อม และจับกุมดำเนินคดีผู้ต้องสงสัยว่าร่วมกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน รวมทั้งมีการจัดตั้งมวลชนแนวอนุรักษ์นิยมมาตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามด้วย น่าสนใจว่า มวลชนแนวอนุรักษ์นิยมได้กล่าวหาว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้เข้ามาใช้ระบบรัฐสภาผ่านบางพรรคการเมืองที่ถูกเรียกว่า “พรรคโจรแบ่งแยกดินแดน” เพื่อขับเคลื่อนข้อเรียกร้องของตน
บริบทการเมืองในระบบการเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดนใต้ตั้งแต่ช่วงปลาย คสช.
- เครือข่ายทางการเมืองและความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์
การเมืองในระบบการเลือกตั้งในสังคมไทยโดยทั่วไปวางอยู่บนฐานของเครือข่ายทางการเมืองและความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นหลัก (อ่านเพิ่มเติมได้ใน เวียงรัฐ เนติโพธิ์ 2565[2]) ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงพรรคประชาชาติด้วย แม้ในการเกิดขึ้นของพรรคประชาชาติจะมีภาพลักษณ์ของพรรค “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่อยู่ตรงข้ามกับอำนาจจากการทำรัฐประหาร และเป็นพรรคเชิงอุดมการณ์เพื่อพี่น้องมลายูมุสลิมที่ถูกกดทับ ที่แตกต่างจากพรรคการเมืองที่เทิดทูนอุดมการณ์แบบราชาชาตินิยมไทย แต่การทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงจากประชาชนจนชนะการเลือกตั้งได้นั้น จำต้องอาศัยเครือข่ายทางการเมืองและความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์อย่างมาก ทำให้พรรคต้องเฟ้นหาผู้สมัครที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เหนียวแน่นและกว้างขวางกับหัวคะแนนและประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้ง อันจะเป็นโอกาสในการชนะการเลือกตั้งได้ จนทำให้พรรคถูกวิจารณ์อย่างมากในช่วงการเลือกตั้งปี 2562 ว่ามีผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคบางรายเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลที่ดูจะไม่รับรู้ต่อการสร้างภาพลักษณ์เชิงอุดมการณ์ของพรรค (ซึ่งหลังชนะเลือกตั้งและดำรงตำแหน่ง ส.ส.ไม่นาน ผู้สมัครรายนี้ก็กลายไปเป็นงูเห่าที่ไปยกมือสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี) เช่นเดียวกับพรรคฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคู่แข่งที่ก็ใช้เครือข่ายทางการเมืองและความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์อย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน อีกทั้งพรรคคู่แข่งยังสามารถสร้างเครือข่ายการเมืองผ่านทางระบบราชการ เนื่องจากเป็นพรรคที่ถืออำนาจรัฐและอยู่ในเครือข่ายอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว
- “การเมืองใหม่”
นับตั้งแต่ที่ คสช. ยอมให้มีการจัดการเลือกตั้งในปี 2562 มีปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อการเมืองการเลือกตั้งอย่างมาก ประการแรกคือ การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ที่มีความโดดเด่นในการนำเสนอนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในเชิงโครงสร้างอำนาจในทุกด้าน อีกทั้งยังเป็นพรรคที่มีเงินทุนและศักยภาพในทางการเมือง และได้รับความนิยมอย่างสูงจากคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ได้ให้ความสำคัญกับจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมาก ในช่วงแรกของการตั้งพรรค มีการแต่งตั้งให้สมาชิกพรรคชาวมลายูมุสลิมดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และมีการส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงในหลายเขตเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดนใต้ รวมทั้งได้วางคนที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการสมัคร ส.ส. ในระบบบัญชีในระดับต้นๆ ในการเลือกตั้งทั้งในปี 2562 และ 2566 ตลอดจนมีการตั้งสาขาพรรค สร้างทีมงาน ทำกิจกรรม และรณรงค์หาเสียงในพื้นที่อย่างคึกคัก ผู้นำของพรรคที่มีชื่อเสียงหลายคนจากกรุงเทพฯ ก็ลงมาทำกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่บ่อยครั้ง ที่สำคัญการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ (และพรรคก้าวไกล) มีความชัดเจนว่าไม่เน้นการสร้างเครือข่ายทางการเมืองและระบบอุปถัมภ์ และปฎิเสธการใช้เงินซื้อเสียงในระบบ “การเมืองแบบเก่า”
นอกจากนั้น มีปรากฎการณ์ใหม่อื่นๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ จนหลายคนเรียกว่า นี่คือ “การเปลี่ยนผ่าน” ของการเมืองชายแดนใต้จากการเมืองบนฐานเครือข่ายการเมือง ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ หรือที่เรียกว่าการเมือง “บ้านใหญ่” ไปสู่การเมืองที่มีเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมและปราศจากการซื้อเสียง ไม่ว่าจะเป็นการที่ภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการเมืองการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในการสร้างบรรยากาศช่วงการเลือกตั้งให้ผู้สมัคร /พรรคการเมืองต้องมาพูดถึงแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนใต้ผ่านการจัดเวทีดีเบตในระดับต่างๆ ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ หรือการที่ภาคประชาสังคมเครือข่ายต่างๆ มีความคึกคักในการยื่นข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหาชายแดนใต้จากประสบการณ์การทำงานของเครือข่ายตน เพื่อให้พรรคการเมืองนำไปบรรจุเป็นนโยบายพรรคหรือสัญญาว่าจะดำเนินการหากได้เป็นรัฐบาล อีกทั้งยังมีบุคลากรจากภาคประชาสังคมที่ส่วนใหญ่เป็นนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ มีอุดมการณ์ มีความรู้ แต่ไม่มีฐานทุนทางเศรษฐกิจและสังคมในเครือข่ายความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบเดิม เป็นผู้ลงรับสมัครเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและปาร์ตี้ลิสต์ของหลายพรรคการเมือง รวมทั้งปรากฎการณ์ที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในการเมืองการเลือกตั้งมากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมได้จาก อิมรอม ซาเหาะ 2566[3])
- การเมืองอัตลักษณ์
การเลือกตั้งปี 2562 และปี 2566 ยังมีปรากฎการณ์การเมืองเชิงอัตลักษณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้น เนื่องจากอุดมการณ์อิสลามนิยม และมลายูนิยม ได้ถูกนำมาใช้ในการหาเสียงอย่างมีนัยยะสำคัญโดยพรรคประชาชาติ เพื่อให้ได้คะแนนเหนือพรรคคู่แข่งที่มีนโยบายที่ถูกมองว่าขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม นั่นคือ นโยบายกัญชาเสรี สุราก้าวหน้า และสมรสเท่าเทียม กระทั่งนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลว่าจากนักวิชาการหรือภาคประชาสังคมว่า อาจนำมาสู่การแบ่งแยกและการสร้างความเป็นอื่นให้กับคนในกลุ่มศาสนาและชาติพันธุ์อื่นในพื้นที่ชายแดนใต้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเกิดวิวาทะที่กว้างขวางในโลกโซเชียลถึงเรื่องการใช้เงินแจกจ่ายชาวบ้านกลุ่มเป้าหมายผ่านระบบหัวคะแนนในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง โดยมีฝ่ายที่เห็นว่าการกระทำเช่นนี้ถือเป็นบาปในทางศาสนาอิสลาม ขณะที่อีกฝ่ายก็เห็นว่าการใช้เงินในการเลือกตั้งเป็นค่านิยมในสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำต้องใช้ เพื่อให้สามารถเข้าไปสู่ระบบการเมืองแบบรัฐสภาได้ อันเป็นที่มาของสถานะทางสังคมการเมืองที่สามารถทำประโยชน์กับชาวบ้านได้มาก (อ่านเพิ่มเติมได้ใน อิมรอม ซาเหาะ และ คณะ 2565[4])
ชีวิตทางการเมืองใน 3 สถานะ
จากบริบทการเมืองการเลือกตั้งที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาชาติมีชีวิตทางการเมืองใน 3 สถานะ คือ
1) ในฐานะประชาชนชาวมลายูมุสลิมที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่สงบของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่การเมืองในระบบรัฐสภาหรือการเมืองการเลือกตั้งยังไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิม
2) ในฐานะผู้สนับสนุนที่ตื่นตัว (active) ของพรรคประชาชาติในระดับชุมขน ซึ่งพวกเขาต้องอยู่ท่ามกลางการแข่งขันในสนามการเลือกตั้งกับพรรคการเมืองคู่แข่งที่มีการจัดตั้งฐานคะแนนเช่นเดียวกัน และ
3) ในฐานะผู้ศรัทธาต่อพรรคการเมืองใน “ระบบการเมืองแบบเก่า” ที่วนเวียนอยู่กับเครือข่ายการเมือง แบบอุปถัมภ์ เศรษฐกิจการเลือกตั้ง อีกทั้งยังเป็นการเมืองที่เน้นปลุกเร้าความเป็นอิสลามนิยมและมลายูนิยม ซึ่งอาจถูกมองในด้านลบจากคนภายนอกได้ว่าเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง”
ดังนั้น ผู้เขียนจึงอยากรู้ว่าประชาชนเหล่านี้ที่อยู่ในสถานะทั้งสามแบบมีความคิดต่อการเมืองอย่างไร และอธิบายบทบาทและจุดยืนทางการเมืองของตนเองอย่างไร และพวกเขามีความคาดหวังอย่างไรต่อการเมืองที่พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยผ่านทางพรรคการเมือง และพวกเขาต้องการการเมืองที่ดีกว่านี้ หรือที่เป็น“ประชาธิปไตยที่แท้จริง” กว่านี้ไหม
ทั้งนี้ ผู้เขียนมีสมมุติฐานว่า 1) ผู้ให้ข้อมูลน่าจะมีความคาดหวังอยู่มากพอควรว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาผ่านทางบทบาทของพรรคประชาชาติจะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้ได้ แม้จะปฎิเสธไม่ได้ว่าพรรคประชาชาติมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอดีตนายกรัฐมนตรี (ซึ่งในเวลาที่เขียนบทความนี้เขาลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ) ผู้ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้จุดประกายความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระลอกใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ก็ตาม 2) ผู้ให้ข้อมูลน่าจะมีความตะขิดตะขวงใจ/ไม่สบายใจที่พรรคประชาชาติตัดสินใจร่วมรัฐบาลข้ามขั้วที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ และมีพรรคที่สืบทอดอำนาจจากการรัฐประหารหรือที่ทราบกันดีว่าเป็น “พรรคทหาร” ร่วมรัฐบาลอยู่ด้วยกัน
ผู้ให้ข้อมูลและขอบเขตพื้นที่ศึกษา
ในบทความนี้ผู้เขียนทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับประชาชนชาวมลายูมุสลิม จำนวน 6 คน ใน จ.นราธิวาส ที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาชาติอย่างกระตือรือร้น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยหาคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค การเป็นสมาชิกพรรค การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของพรรค เช่น การประชุม สัมมนา ผู้ให้สัมภาษณ์บางคนถือว่าตนเองมีสถานะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค อย่างไรก็ดี ทุกคนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยดำรงชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ได้มีตำแหน่งอยู่ในการเมืองในระบบของพรรค ไม่มีใครที่เป็นกรรมการพรรค ผู้ช่วย สส. หรือได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะทำงานใดๆ ของพรรค รวมทั้งไม่ได้มีสถานะเป็นผู้นำทางการในชุมชนอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด
ในจำนวนผู้ให้ข้อมูล 6 คน มีอายุระหว่าง 55-75 ปี จำนวน 2 คน อายุระหว่าง 35-55 ปี จำนวน 2 คน และ อายุระหว่าง 25-35 ปี จำนวน 2 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 4 คน ใน 6 คนนี้มีอาชีพเป็นครูสอนศาสนาและอิหม่าม 2 คน อาชีพรับจ้างและค้าขายในระดับชุมชน 1 คน อาชีพค้าขายข้ามแดนไทย-มาเลเซีย 1 คน อาชีพรับราชการครู 1 คน และอาชีพทำธุรกิจนำเที่ยว 1 คน
ผู้ให้ข้อมูลทั้ง 6 คนนี้อยู่ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดที่พรรคประชาชาติได้ที่นั่ง ส.ส.น้อยที่สุดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาชาติชนะในจังหวัดนราธิวาส 2 เขตจาก 4 เขต ส่วนในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชาติชนะเพียง 1 เขต จาก 5 เขตเลือกตั้ง ทั้งนี้ มีผู้ให้ข้อมูล 3 คนอยู่ในเขตที่พรรคแพ้การเลือกตั้งทั้ง 2 รอบ ส่วนอีก 2 คนอยู่ในเขตพรรคเคยชนะเลือกตั้งในปี 2562 และมาแพ้ในปี 2566 และ 1 คน อยู่ในเขตที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชาติชนะการเลือกตั้งทั้งสองครั้ง
ผลการสัมภาษณ์
- ความผูกพันกับพรรค
ความผูกพันที่เหนียวแน่นในทางจิตใจที่ผู้ให้ข้อมูลมีต่อพรรคประชาชาตินั้นมีมาก่อนการตั้งพรรค เนื่องจากพวกเขาผูกพันและศรัทธาต่อนักการเมืองที่ต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ที่เป็นนักการเมืองอาวุโส ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงและเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรมา 2 รอบแล้ว เขาเป็นผู้ที่ได้รับการเคารพอย่างสูงและถูกถือว่าเป็นชาวมลายูมุสลิมที่ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในรัฐไทย นายวันนอร์ฯ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับคนมลายูมุสลิมชายแดนใต้อย่างมาก ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นโดยที่บางคนไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายวันนอร์ฯ มาก่อน นอกจากนั้น ผู้ให้ข้อมูลบางคนยังผูกพันกับนักการเมืองมลายูมุสลิมคนอื่นในกลุ่มของนายวันนอร์ฯ มาตั้งแต่อดีต เมื่อนักการเมืองเหล่านี้ตามนายวันนอร์ฯ มาตั้งพรรคประชาชาติ ผู้ให้ข้อมูลก็ช่วยสนับสนุนต่อมา ประกอบกับการตั้งพรรคเน้นความเป็นพรรคของคนมุสลิมหรือพรรคของคนมลายู ดังชื่อของพรรคในภาษาอาหรับ “Ummah” ที่หมายถึงความเป็นชุมชนหนึ่งเดียวของมุสลิม ก็ยิ่งทำให้ความผูกพันกับพรรคมีมากยิ่งขึ้น อันเป็นการเชื่อมโยงพรรคกับตัวตนทางศาสนาและชาติพันธุ์ของผู้ให้ข้อมูลได้อย่างเป็นรูปธรรม
- ความพอใจในผลงานของพรรค
ในช่วง 6 ปี นับแต่การก่อตั้งพรรคประชาชาติ ผู้ให้ข้อมูลมีความพึงพอใจในการทำงานของพรรคประชาชาติ โดยพวกเขาให้ความสำคัญกับการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงผู้บริหารพรรคและ ส.ส. ของพรรค ได้โดยง่าย ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำชุมชนก็สามารถเข้าถึงได้ การเชิญมางานหรือมาร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนก็สามารถทำได้สะดวก
ผู้ให้ข้อมูลยังรู้สึกว่าในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดแก้ไขปัญหาของประชาชนนั้น การที่พรรคประชาชาติเป็น “คนบ้านเรา” จึงรับรู้และเข้าใจกันได้ดีว่าเรื่องใดที่ประชาชนให้ความสำคัญ อาทิ ปัญหาอุปสรรคต่อการปฏิบัติศาสนาหรือการศึกษาทางศาสนา การถูกกีดกันในการแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ปัญหาข้อขัดข้องในการทำมาหากิน หรือการถูกปิดล้อม/วิสามัญฆาตกรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างมีเงื่อนงำ ดังจะเห็นผ่านคำอภิปรายในสภาของ ส.ส. พรรคประชาชาติที่หยิบยกเอาปัญหาของพวกเขาขึ้นมาพูดได้อย่างซาบซึ้งกินใจ จนบ่อยครั้งที่สิ่งที่ สส.ของพรรคพูดในสภาได้ถูกแชร์เป็นไวรัลอย่างมากในโลกโซเชี่ยลของชาวบ้าน
ผู้ให้ข้อมูลยังมีความพอใจอย่างมากที่พรรคประชาชาติมีความกล้าหาญที่จะแสดงจุดยืนที่ไม่สามารถประนีประนอมได้เพื่อปกป้องศาสนา ดังที่ต้องโหวตสวนพรรคร่วมรัฐบาลกรณีกฎหมายสมรสเท่าเทียม นอกจากนั้นการมีสถานะเป็นพรรคการเมืองของชายแดนใต้ ยังทำให้ประเด็นปัญหาประชาชนในพื้นที่ถูกหยิบยกไปสู่การเป็นนโยบายพรรค หรือไปสู่การเสนอ/แก้ไขกฎหมายในสภาได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากพรรคอื่นที่แม้จะมี ส.ส.มลายูมุสลิม แต่การนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพรรคทำได้ยาก เนื่องจาก ส.ส.พื้นที่เป็นเพียง ส.ส.คนหนึ่งในขนาดพรรคใหญ่เท่านั้น
- การมองบทบาทพรรคต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ผู้ให้ข้อมูลดูจะไม่คาดหวังมากนักว่าพรรคประชาชาติจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และไม่ได้มองว่าพรรคบกพร่องที่แม้จะเป็นรัฐบาลมาเกือบหนึ่งปีแล้วแต่ยังไม่สามารถลดอำนาจของกองทัพและการใช้กฎหมายพิเศษก็ยังคงอยู่ แม้ผู้ให้ข้อมูลบางคนจะได้รับผลกระทบจากการที่มีคนในครอบครัวถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากกองทัพและจากการใช้กฎหมายพิเศษจนต้องหลบหนีไปก็ตาม พวกเขาบอกว่าความไม่สงบ “แก้ยาก” เพราะ “มีอำนาจที่ใหญ่กว่า (รัฐบาล พรรคการเมือง) มาเกี่ยวข้อง” “พรรคประชาชาติก็คือยารักษาโรคหนึ่ง แต่ไม่สามารถรักษาโรคอื่นได้” แต่กระนั้น พวกเขาก็ยังมองว่า พรรคประชาชาติมีแนวโน้มที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้มากกว่าพรรคอื่น เพราะเข้าใจบัญหานี้ดีกว่าคนอื่น
- ความเห็นต่อการตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว
แม้ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลบางคนอาจรู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างต่อการตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว แต่พวกเขาบอกว่าพรรคประชาชาติจำเป็นต้องเป็นรัฐบาล เพราะการแก้ปัญหาประชาชนได้ก็จะต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ก่อน ประกอบกับพรรคประชาชาติเป็นพรรคเล็ก แม้จะไม่ข้ามขั้วก็ไม่ทำให้พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล รวมทั้งในรัฐบาลข้ามขั้วนี้พรรคที่สืบทอดอำนาจจาก คสช. ก็ไม่ได้มีบทบาทหลักในรัฐบาลอีกต่อไป ที่สำคัญพรรคต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะจะเป็นกุญแจในการแก้ไขปัญหาของประชาชนชายแดนใต้ แม้นายกรัฐมนตรีเศรษฐาจะให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนใต้น้อย แต่หากพรรคประชาชาติอยู่ในคณะรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงใด ก็จะสามารถไปผลักดันการแก้ปัญหาชายแดนใต้ในรัฐบาลได้
- ความเห็นต่อ “การเมืองแบบเก่า”
สำหรับผู้ให้ข้อมูล พวกเขามีความคิดเห็นว่า การใช้เงินในการเลือกตั้งกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นไปแล้ว สิ่งที่พวกเขากังวลมากก็คือ การที่พรรคคู่แข่งมี “กระสุนมาก” โดย “คนที่ไม่มีความเข้าใจการเมืองมากพอ” มักลงคะแนนตามจำนวน “กระสุน” และเป็นความภูมิใจของพวกเขาสำหรับเขตเลือกตั้งที่สามารถชนะคู่แข่งที่มีกระสุนมากได้
ส่วนที่มีคนกล่าวเสมอๆ ว่าพรรคประชาชาติทำงานการเมืองด้วยระบบ “บ้านใหญ่” หรือการสร้างเครือข่ายการเมืองแบบระบบอุปถัมภ์กับหัวคะแนน พวกเขาบอกว่า “เราไม่ใช่บ้านใหญ่ เราเป็นเพียงพรรคเล็กๆ และไม่ได้เป็นมาเฟียแบบนั้น” ขณะที่การใช้ศาสนาเป็นฐานในการหาเสียง สำหรับพวกเขาศาสนาคือวิถีชีวิต จึงเป็นธรรมดาที่ในการหาเสียงเลือกตั้งจะต้องมีการพูดถึงศาสนา แต่อย่างไรก็ดี พวกเขาเน้นย้ำว่า พรรคประชาชาติไม่ใช่พรรคของคนมุสลิมหรือคนมลายูเท่านั้น แต่เป็นพรรคของคนทั้งประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่พรรคประชาชาติได้เสนอกฎหมายหรือผลักดันการแก้ปัญหาหลายอย่างที่ให้ผลประโยชน์แก่คนทั้งประเทศ เช่น การแก้หนี้ กยศ. หรือการช่วยเหลือตัวประกันคนไทยจากฮามาสที่ผู้ถูกจับคือแรงงานจากภาคอีสาน (เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคณะทำงานไปเจรจากับแกนนำกลุ่มฮามาสผ่านทางผู้นำประเทศอิหร่านเพื่อขอให้ปล่อยตัวประกันชาวไทย [5])
สำหรับท่าทีหรือความคิดต่อ “การเมืองใหม่” ที่หมายถึง การเมืองที่ไม่มีการใช้เงิน หรือการเมืองที่ทุกคนมีความเข้าใจในหลักการประชาธิปไตย ความเท่าเทียม การมีส่วนร่วม และการที่อำนาจอธิปัตย์มาจากประชาชน หรือการเสนอแนวทางออกของประเทศด้วยการปรับเปลี่ยนเชิงโครสร้างนั้น ผู้ให้ข้อมูลต่างเห็นด้วยกับหลักการเหล่านี้ แต่ไม่ได้คิดว่าพรรคประชาชาติจะต้องทำตามนี้ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนโครสร้างประเทศไทย เพราะหากทำ พรรคประชาชาติก็อาจถูกโต้กลับจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมของรัฐไทยได้
สรุปความคิดของผู้ให้ข้อมูล
ในความคิดของผู้ให้ข้อมูลนั้น ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ได้ยาก เพราะมีอำนาจที่ใหญ่กว่านักการเมือง/พรรคการเมืองคอยกำกับอยู่ ดังนั้น ส.ส. จึงมีบทบาทที่จำกัดต่อเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี พวกเขามีความพอใจและภาคภูมิใจกับบทบาทที่ ส.ส. และพรรคประชาชาติ ผู้เป็นคนหัวอกเดียวกันกับพวกเขา ได้ทำมาในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะความเดือดร้อนจากการรังแกของรัฐ การปกป้องศาสนา และการส่งเสริมอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ซึ่งการที่จะทำงานเช่นนี้ได้ผลก็จำเป็นต้องเป็นรัฐบาล ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี และหากจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลข้ามชั้วก็ต้องทำ เช่นเดียวกับการใช้เงินในการเลือกตั้ง ที่พวกเขามองว่ายังมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามแข่งขันที่หลายพรรคมีการใช้เงินจำนวนมาก อีกทั้งบางพรรคยังมีอิทธิพลมากกว่าและมีอำนาจของระบบราชการคอยช่วยเหลือ แต่ทั้งนี้เงินก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะพรรคที่มีเงินน้อยก็ยังสามารถเอาชนะเลือกตั้งได้หลายเขต
ประเด็นพิจารณา
1) ผู้ให้ข้อมูลเที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาชาติเป็นผู้มีความสนใจในการเมืองและมีความตื่นตัวทางการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเห็นว่า “การเมือง” ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา ดังคำกล่าวที่ว่า “ถ้าไม่สนใจการเมือง เราก็จะได้นักการเมืองที่ไม่สนใจเรา” อย่างไรก็ดี “การเมือง” ในนิยามของพวกเขานั้น เครือข่ายทางการเมือง ระบบอุปถัมภ์ หัวคะแนน หรือแม้แต่การใช้เงินในการเลือกตั้ง เป็นสิ่งปกติธรรมดาที่จำเป็นของระบบการเลือกตั้ง ดังนั้น ประเด็นพิจารณาของผู้เขียนก็คือ ในระบบ “การเมือง” แบบนี้พวกเขาได้รับประโยชน์ตอบแทนกลับที่ดีพอแล้วหรือยังในแง่ของการแก้ไขปัญหาที่พวกเขาประสบหรือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมในด้านต่างๆ
2) ผู้ให้ข้อมูลมีอารมณ์และความรู้สึกต่อ สส.และผู้นำพรรคประชาชาติในฐานะของผู้ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน นั่นก็คือ ในฐานะที่เป็นคนมลายูมุสลิมที่อยู่ใต้การปกครองของรัฐชาติไทย อันทำให้ ส.ส. และพรรคสามารถเข้าถึงความทุกข์ ความสุข ความเดือดเนื้อร้อนใจ และเห็นถึงความสำคัญในเรื่องเดียวกันกับผู้ให้ข้อมูล ที่สำคัญผู้ให้ข้อมูลเห็นว่า ส.ส. หรือผู้นำพรรค คือ ผู้ที่มีศักยภาพและมีทุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่สามารถเข้าไปต่อรองในระบอบอำนาจของรัฐไทยให้แก่ชาวมลายูมุสลิมได้ ประเด็นพิจารณาของผู้เขียนก็คือ ทั้ง ส.ส. หรือผู้นำพรรคได้ตระหนักหรือได้ให้คุณค่าอย่างเพียงพอแล้วหรือยังต่ออารมณ์และความรู้สึกของการเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันนี้ รวมทั้งส.ส. หรือผู้นำพรรคได้มีอารมณ์และความรู้สึกนี้ร่วมกันกับผู้สนับสนุนของพวกเขาหรือไม่ หรือพวกเขามองอัตลักษณ์ทางศาสนาและชาติพันธุ์เป็นเพียงยุทธวิธีในการหาเสียงเท่านั้น
3) ผู้ให้ข้อมูลสิ้นหวังกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้ จึงคาดหวังกับ ส.ส.ของตนและพรรคประชาชาติเพียงในระดับการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าบนฐานของความเข้าถึงหัวอกหรือจิตใจกันเท่านั้น ประเด็นพิจารณาของผู้เขียนก็คือ อำนาจการเมืองจากการเลือกตั้งจะสามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้ไหมในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ และถ้าทำไม่ได้อนาคตของผู้คนที่ชายแดนใต้จะเป็นอย่างไร
4) การเมืองที่ประชาชน พรรคการเมือง และ ส.ส. มีการยึดโยงกันทางความรู้สึกและยึดโยงกันผ่านทางเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงการเมืองที่มีกลิ่นอายของอัตลักษณ์ทางศาสนาและชาติพันธุ์นั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมาย เพราะได้ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความมีชุมชน มีตัวตน และมีศักดิ์ศรี ที่ผ่านมามีงานศึกษาทางมานุษยวิทยาของการเลือกตั้ง ที่ชี้ว่าการเมืองในระบบการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องของปัจเจกชน แต่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมและความเป็นชุมชนเกี่ยวข้องอย่างมาก ซึ่งในกรณีนี้มีความเป็นกลุ่มศาสนาและชาติพันธุ์ดำรงอยู่ด้วย ประเด็นพิจารณาของผู้เขียนก็คือ จะทำอย่างไรที่การเมืองบนฐานความสัมพันธ์นี้จะถูกพัฒนาเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มากกว่านี้ และในขณะเดียวกันทำอย่างไรที่ “การเมืองใหม่” หรือที่เป็น “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” จะสามารถผนวกเอาความสัมพันธ์หรือทุนทางสังคมและการเชื่อมร้อยทางจิตใจในทางศาสนาและชาติพันธุ์ในฐานะสิ่งที่มีความหมายต่อความคิดและจิตใจของผู้คนเข้ามาในการทำงานการเมืองได้มากกว่านี้
หมายเหตุ:
- บทความนี้เก็บข้อมูลและเขียนในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงปลายของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และเป็นช่วงก่อนการเกิดขึ้นของเหตุการณ์สำคัญในชายแดนใต้ ไม่ว่าจะเป็น การหมดอายุความของคดีตากใบจนไม่สามารถเอาเจ้าหน้าที่รัฐไทยที่ทำผิดมาลงโทษได้ การที่อัยการมีคำสั่งฟ้องนักกิจกรรม 9 รายที่แต่งกายด้วยชุดมลายูในข้อหาร่วมกันยุยงปลุกปั่นก่อความไม่สงบ ตลอดจนการปะทุเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เริ่มกลับมาส่งผลกระทบต่อชีวิตพลเรือนอีกครั้ง อีกทั้งบทความนี้ยังเขียนขึ้นก่อนเหตุการณ์ที่รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ตัดสินใจส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนให้กับทางการจีน
- “ยาดี ปาตี กีตอ เดาะ ลากี” เป็นภาษามลายูถิ่นปาตานี แปลเป็นไทยประมาณว่า "นี่ยังคงเป็นพรรคการเมืองของพวกเราอยู่อีกไหม"
อ้างอิง
[1] ดังรายงานในสื่อมวลชนว่า “ในฐานะพรรคเจ้าถิ่น พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ยืนยันว่า นโยบายแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ และยกเลิกกฎหมายพิเศษ ‘ทุกพรรคเห็นด้วยว่าต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษ ถ้าพรรคประชาชาติเป็นรัฐบาลแล้ว นอกจากยกเลิกกฎหมายพิเศษ เรายังจะมีการร่าง พ.ร.บ. สร้างสันติสุข ตั้งสภาสันติสุข ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพราะที่ผ่านมาการพูดคุยมักให้ทหารนำ’ พ.ต.อ. ทวี กล่าวกับเบนาร์นิวส์”
https://www.benarnews.org/thai/news/th-deep-south-election-campaign-05092023173659.html เผยแพร่เมื่อ 9 พฤษภาคม 2566 เข้าถึง 12 กรกฎาคม 2567
[2] เวียงรัฐ เนติโพธิ์ (2565). อุปถัมภ์ค้ำใคร: การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง. สำนักพิมพ์มติชน.
[3] อิมรอน ซาเหาะ (2566). ชายแดนใต้/ปาตานีกับการเลือกตั้ง 2566 : อัตลักษณ์ เงินตรา และการเปลี่ยนผ่าน?. วารสารวาระการเมืองและสังคม, 2 (1), 30-47.
[4] อิมรอน ซาเหาะ, ยาสมิน ซัตตาร์, อับดุุลเอาว์วัล สิดิ. (2565). ริชวะฮ์กับการเลือกตั้ง: จากหลักการอิสลามสู่ปรากฏการณ์ในสังคมมลายูมุสลิมชายแดนใต้. วารสารวาระการเมืองและสังคม, 1(1), 39-56.
[5] เปิดเบื้องหลังทีมเจรจา "แกนนำฮามาส" ปล่อยตัวประกันคนไทย
https://www.thaipbs.or.th/news/content/333409
“หน้าที่เรายังไม่หมด”: ชุดเจรจาเผยเบื้องหลังคุย ‘ฮามาส’ และการช่วยตัวประกันไทย
https://www.voathai.com/a/thai-negotiator-pledge-to-continue-talk-on-freeing-thai-remaining-hostages/7398652.html
