Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สหภาพแรงงาน-องค์กรต่างๆ รวม 73 องค์กร เสนอมาตรการ 4 ข้อถึงนายกฯ-รมว.แรงงาน เร่งช่วยเหลือคนงานถูกลอยแพ 4 บริษัท มีมาตรการป้องกันไม่ให้นายจ้างลอยแพคนงานในอนาคต ย้ำหากภาครัฐไม่สามารถใช้กฎหมายให้นายจ้างมาจ่ายค่าชดเชยให้ได้ ก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐที่ต้องแก้ไขด้วย

 

26 มี.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งวันนี้ (26 มี.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่หน้าอาคาร ก.พ.ร. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ถ.พิษณุโลก กลุ่มองค์กรและสหภาพแรงงาน รวม 73 องค์กร ได้ร่วมอ่านแถลงการณ์ถึงแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเรียกร้องให้มีการช่วยแก้ไขปัญหาแรงงานถูกลอยแพจากนายจ้าง และมีมาตรการป้องกันไม่ให้นายจ้างกระทำผิดในอนาคต

แถลงการณ์ระบุว่าผลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการผลิต การย้ายฐานการผลิต รวมถึงวิกฤตทางเศรษฐกิจ ทำให้แรงงานอยู่ในสภาวะเปราะบาง เสี่ยงถูกเลิกจ้าง ว่างงาน ขาดรายได้ และตกหล่นสู่ความยากจน

แม้ว่าประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งบัญญัติสิทธิว่าด้วยการเลิกจ้างหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเงินทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือเรื่องเงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเกิดเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานจำนวนมาก และแม้ว่าในกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานได้ออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายแล้วก็ตาม แต่นายจ้างก็ยังละเมิดกฎหมายดังกล่าว 

เรื่องนี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของบริษัทบอดี้แฟชั่น แอลฟ่าสปินนิ่ง เอเอ็มซีสปินนิ่ง ยานภัณฑ์ และกรณีอื่นๆ ทั่วประเทศ จนสร้างความเสียหายต่อผู้ใช้แรงงานเป็นวงกว้าง และถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติม เพื่อปกป้องสิทธิแรงงานจากการเลิกจ้างลอยแพ

สภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย ประชาชนผู้ใช้แรงงาน และผู้สร้างสรรค์เศรษฐกิจของประเทศ จึงมีข้อเสนอ 4 ข้อถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อให้มีการช่วยแรงงานที่ถูกลอยแพ กำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้มีอาชญากรรมประเภทเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชยและเงินอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน รวมถึงมีมาตรการเยียวยาให้กับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างลอยแพทั่วประเทศ ดังนี้

1.ให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือแรงงานที่ถูกลอยแพ 4 บริษัทที่กำลังปักหลักชุมนุมตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล

2.ให้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการเลิกจ้าง

3.ให้รัฐบาลปรับกฎระเบียบให้ตำรวจสามารถเข้าควบคุมตัวนายจ้างที่ละเมิดกฎหมายอย่างทันท่วงที

4.ให้รัฐบาลปรับกฎระเบียบยึดทรัพย์นายจ้างกรณีปิดกิจการให้พนักงานเป็นอันดับแรกเสมอ

“แม้ว่าการจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างพนักงานนั้นเป็นหน้าที่โดยตรงของนายจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายโดยการเลี่ยงการจ่ายเงินนี้ให้กับพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐก็จะต้องไม่ละเว้นในหน้าที่ของตนเองในการพิทักษ์กฎหมาย และหากเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถใช้อำนาจเพื่อให้กฎหมายมีผลลัพธ์จริงที่สอดคล้องตามหลักการของกฎหมายได้ รัฐบาลก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลวในหน้าที่ดังกล่าว” แถลงการณ์ ระบุทิ้งท้าย

สำหรับแนวคิดเรื่องกองทุนประกันความเสี่ยงได้มีการนำเสนอโดยสหภาพแรงงานมาหลายครั้ง โดยหวังว่าจะเป็นกลไกป้องกันไม่ให้นายจ้างลอยแพคนงาน วิธีการโดยคร่าวก็คือให้นายจ้างต้องบังคับจ่ายเงินลงในกองทุนประกันความเสี่ยงไว้ หากกิจการยังไม่ปิดตัว ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ากิจการเกิดเหตุต้องปิดตัวลง ก็ให้นำเงินจากกองทุนฯ มาจ่ายเป็นค่าชดเชยเลิกจ้างให้กับแรงงาน โดยที่นายจ้างก็ไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าชดเชยฯ เพิ่มแล้ว 

ทั้งนี้ แถลงการณ์จาก 73 สหภาพแรงงาน และกลุ่มองค์กร  เกิดขึ้นหลังจากกรณีที่แรงงานที่ถูกลอยแพ 4 บริษัท ได้แก่ ยานภัณฑ์ บอดี้แฟชั่น เอเอ็มซีสปินนิ่ง และแอลฟ่าสปินนิ่ง ได้ปักหลักชุมนุมประท้วงด้านในพื้นที่ ก.พ.ร. เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางสำรองจ่ายให้คนงานที่ถูกนายจ้างลอยแพ จำนวน 466 ล้านบาท เป็นระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 11-26 มีนาคม 2568 

เมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา มาลี เตวิชา ตัวแทนแรงงานยานภัณฑ์ และประธานสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์กรุ๊ป ได้อดอาหารประท้วง จนกว่า ครม.จะอนุมัติงบกลางสำรองจ่ายช่วยเหลือคนงาน 4 บริษัท โดยจะมีคนงานอื่นๆ เข้าร่วมเพิ่มขึ้นวันละ 1 คนจนกว่ารัฐบาลจะตอบรับข้อเรียกร้อง

สถานการณ์ปัจจุบัน (26 มี.ค.) เรื่องอนุมัติงบประมาณรายจ่ายยังไม่ได้เข้าประชุม ครม. ข้อมูลจากแหล่งข่าวเผยว่า เรื่องยังอยู่ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) กำลังรอความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ฯ คณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์

เบื้องต้นมีหน่วยงานส่งความเห็นมาให้แล้ว 5 หน่วยงานคือ สภาพัฒน์ กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ มี 2 หน่วยงานคือสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง รับปากว่าจะส่งให้สัปดาห์นี้ (24-28 มี.ค.) และกระทรวงอุตสาหกรรม ยังไม่ส่งมาให้

ส่วนคนงานที่อดอาหารประท้วงตอนนี้มีจำนวน 6 คน โดยคนที่อดอาหารนานที่สุดนานกว่า 15 วันคือ มาลี เตวิชา ซึ่งจากการสอบถามแหล่งข่าวเผยว่า เจ้าต้วกำลังใจยังดี แต่มีอาการอ่อนเพลียอย่างชัดเจน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง