ก่อนหน้านี้ สมคิด เชื้อคง รองเลขาฯ นายกฯ เผยความคืบหน้าขออนุมัติงบกลางสำรองจ่ายคนงานถูกลอยแพ 4 บริษัท ยังไม่เข้าที่ประชุม ครม. เหตุสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) กำลังขอความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอเข้าที่ประชุม
ล่าสุด สส.เซีย เผยหลังคุย สลค.ว่าตอนนี้มีหน่วยงาน 4 จาก 8 หน่วยงานส่งความเห็นกลับมาแล้ว มอง 'เป็นไปได้' ใช้งบกลางกรณีนี้ และเขาอยากเสนอแก้ กม. หากนายจ้างปิดกิจการไม่จ่ายค่าชดเชย ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ กันหนีคดี
18 มี.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (18 มี.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. เป็นต้นมา กลุ่มคนงานยานภัณฑ์ บอดี้แฟชั่น เอเอ็มซีสปินนิ่ง และแอลฟ่าสปินนิ่ง ได้เข้าไปประชิดรั้วทำเนียบรัฐบาลฝั่งประตู 4 เพื่อเรียกร้องให้มีตัวแทนนายกรัฐมนตรี มาเจรจาหาทางแก้ไขปัญหาการเบิกงบประมาณรายจ่ายกลาง สำรองจ่ายค่าชดเชยให้คนงานที่ถูกลอยแพ 4 บริษัท รวมจำนวน 466 ล้านบาท หลังก่อนหน้านี้ตัวแทนคนงานพยายามขอเจรจากับสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง แต่ทางสมคิด ปฏิเสธที่จะเจรจา โดยบอกว่า ‘ผมหมดปัญญา’ ที่จะเจรจาแล้ว
สำหรับการชุมนุมของคนงานเริ่มต้นเมื่อ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา สมคิด ได้อัปเดตกับคนงานที่ถูกลอยแพว่าเรื่องขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายกลางยังไม่เข้าที่ประชุม ครม. ซึ่งทำให้คนงานไม่พอใจ เพราะว่ารอมาหลายเดือนแล้ว การแก้ไขปัญหายังไม่มีความคืบหน้า คนงานจึงปักหลักชุมนุมในพื้นที่สำนักงาน ก.พ.ร.
ต่อมา เมื่อ 12 มี.ค. 2568 มาลี เตวิชา ตัวแทนคนงานยานภัณฑ์ และประธานสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์กรุ๊ป ได้ประกาศอดอาหารประท้วงจนกว่า ครม.จะอนุมัติงบกลางสำรองจ่ายค่าชดเชยให้คนงานถูกลอยแพ 4 บริษัท และจะมีคนเข้าร่วมอดอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะทำตามข้อเรียกร้อง
นับตั้งแต่ 11 มี.ค. 2568 จนถึงปัจจุบัน (18 มี.ค.) คนงานปักหลักชุมนุมใน ก.พ.ร. เป็นระยะเวลากว่า 7 วันแล้ว และมีผู้เข้าร่วมอดอาหาร 6 คนแล้ว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
บรรยากาศการชุมนุมยานภัณฑ์ ข้างทำเนียบฯ
ทั้งนี้ สำหรับข้อเรียกร้องของพนักงานบริษัทยานภัณฑ์ มี 2 ข้อ ประกอบด้วย 1. ขอให้นายกฯ อนุมัติงบประมาณกลาง เพื่อนำมาจ่ายชดเชยให้กับลูกจ้างที่ถูกลอยแพทั้งหมด และ 2. ให้ภาครัฐไปติดตามเงินเอากับนายจ้างมาคืนงบกลาง
ในช่วงระหว่างการชุมนุม ได้มีตำรวจจาก สน.ดุสิต อ่านประกาศตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ห้ามชุมนุมภายในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล และขอให้ผู้ชุมนุมกลับเข้าปักหลักด้านในตึกสำนักงานกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เก่าตามเดิมภายในเวลาเที่ยงวัน
ธนพร วิจันทร์ สมาชิกเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ที่มาร่วมเรียกร้องกับแรงงาน กล่าวปราศรัยว่า ให้ตำรวจช่วยประสานงาน ถ้ามีตัวแทน สลค.มาคุยหาทางออกกับแรงงาน แรงงานจะยอมกลับไปชุมนุมด้านในพื้นที่ ก.พ.ร. (เก่า)
จนกระทั่งประมาณ 11.57 น. สมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกฯ ได้มาคุยกับแรงงาน และจะพาตัวแทนแรงงาน ประกอบด้วย วิมล ห่วงไธสง ตัวแทนคนงานยานภัณฑ์ เซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน และ ธนพร วิจันทร์ เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ไปคุยกับ สลค. เพื่อติดตามความคืบหน้าการยื่นเรื่องขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายเข้าที่ประชุม ครม.
สมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกฯ พาตัวแทนแรงงานเข้าไปหารือกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
'เซีย' เผยเบิกงบกลางสำรองจ่ายแรงงานถูกลอยแพ เป็นไปได้
เวลาประมาณ 13.56 น. หลังจากคุยกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์เซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน โดยเขาระบุว่า สลค.ยังไม่ได้ส่งเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. แต่ว่ามีความชัดเจนมากขึ้นในหลายเรื่อง
เซีย กล่าวต่อว่า สลค.ได้รับหนังสือของเรื่องของยานภัณฑ์จากกระทรวงแรงงานแล้ว และอยู่ในขั้นตอนส่งเรื่องขอความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 8 หน่วยงานเพื่อนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ คณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงบประมาณ
"ตอนนี้มี 4 หน่วยงานให้คำชี้แจงมาแล้ว และตอนนี้เหลือ 4 หน่วยงาน รวมถึงสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ที่ยังไม่ตอบ ผู้แทนของสำนักนายกฯ ให้ข้อมูลว่ายังไม่มีหน่วยงานไหนไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติงบกลางมาจ่ายให้ลูกจ้างก่อน ก็คืองบกลางสามารถมาจ่ายให้ลูกจ้างในเคสลักษณะนี้ได้ แต่ว่าต้องมาดูรายละเอียด" เซีย กล่าว
เซีย กล่าวเพิ่มว่า พวกเขาและตัวแทนลูกจ้างที่เข้าไปก็ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมว่า จริงๆ ลูกจ้างดำเนินการยึดทรัพย์นายจ้างมา แต่ว่าขายทอดตลาดไม่ได้ หากรัฐบาลสำรองจ่ายให้คนงานก่อน ทรัพย์สินของนายจ้างก็จะเป็นของรัฐบาล สามารถไปขายทอดตลาด และนำเงินเหล่านั้นมาคืนคลัง
เสนอแก้กฎหมาย-มีมาตรการป้องกัน
ในเรื่องมาตรการแก้ไข สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยตั้งกระทู้สดในสภาฯ ถามนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ได้มอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาตอบแทน โดยเบื้องต้น ยังไม่เห็นความชัดเจนเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาว มีเพียงการตอบว่าในระยะสั้น หากตกงานก็มีหน่วยงานของกระทรวงแรงงานให้การช่วยเหลือ แต่สิ่งที่คนงานต้องการมากที่สุด คือเงินชดเชย เพื่อที่เขาจะได้เอาไปตั้งตัวลงทุนประกอบอาชีพในอนาคต
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2562-2565 มีคนที่ถูกเลิกจ้างลอยแพลักษณะเดียวกันนี้ 43,690 คน รวมเป็นเงิน 2,888 ล้านบาท
เซีย มองว่า เขาอยากเสนอให้มีกองทุนประกันความเสี่ยง ก็คือระหว่างที่นายจ้างยังดำเนินธุรกิจอยู่ ให้มีการแบ่งเงินมาจ่ายเข้าไปที่กองทุนดังกล่าว หากธุรกิจไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดมีปัญหาต้องเลิกจ้างพนักงาน ก็สามารถเอาเงินที่จ่ายเข้ากองทุนฯ มาให้ลูกจ้างเป็นค่าชดเชยได้
เซีย จำปาทอง ถ่ายโดย แมวซาโบ
นอกจากนี้ เซีย เผยว่าเขามีความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับปัญหานี้ ยกตัวอย่าง ระหว่างที่นายจ้างปิดกิจการไม่จ่ายค่าชดเชย ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เพราะมีบางรายออกนอกประเทศแล้วไม่กลับมาอีกเลยก็มี การดำเนินคดีและการยึดทรัพย์นายจ้างต้องเร็วขึ้น และสุดท้ายคือหากมีการขายสินทรัพย์ของนายจ้างทอดตลาดได้แล้ว ลูกจ้างจะเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินลำดับที่ 3 เพราะฉะนั้น เจ้าหนี้จะได้เงินไปก่อน กว่าเงินจะมาถึงแรงงานบางทีไม่ได้เงินเลยก็มี ก็อยากจะแก้ไขให้แรงงานได้ลำดับสิทธิรับเงินสูงขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการแก้ไขปัญหาแรงงานก็ยังเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล
"คิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดการเรื่องพวกนี้ เพราะว่ามีหน้าที่โดยตรงที่จะดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงาน พี่น้องประชาชน ไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ และอยากฝากไปถึงนายกฯ เพราะว่าแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิง และตอนนี้เขาเดือดร้อนมาก มีแรงงานหญิงที่ท้อง มีลูกเล็ก และแรงงานหญิงกำลังอดอาหาร ถ้ามีโอกาส ฝากพี่น้องสื่อมวลชนด้วยว่าให้นายกรัฐมนตรีแวะมาพูดคุยกับพี่น้องคนงานหญิง เพราะว่าเดือดร้อนมาก" เซีย กล่าว
ต่อประเด็นที่ว่ามีโอกาสที่วาระการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายกลางช่วยคนงานจะเข้าในสัปดาห์หน้า (25 มี.ค.) หรือไม่ สส.พรรคประชาชน เผยว่าก็ขอให้ทางสำนักนายกฯ ช่วยติดตามนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.ให้เร็วที่สุด เนื่องจากสุขภาพของแรงงานที่อดอาหารก็อ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับ บริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตอะไหล่รถยนต์ เบรก ครัช เกียร์ หรืออื่นๆ ให้กับซัปพลายเออร์ให้ยี่ห้อรถยนต์ชื่อดังอย่าง อีซูซุ และโตโยตา ได้ประกาศเลิกกิจการเมื่อ 26 พ.ย. 2567 โดยให้เหตุผลว่าขาดสภาพคล่อง ทำให้คนงานจำนวน 859 คนตกงานทันที และบริษัทค้างจ่ายค่าชดเชยฯ เป็นจำนวนเงิน 250 ล้านบาท
ต่อมา นายจ้างและลูกจ้างตกลงทำสัญญาแบ่งจ่ายค่าชดเชยออกเป็น 3 งวด คือ งวดที่ 1 วันที่ 20 ธ.ค. 2567 จำนวน 70% งวดที่ 2 วันที่ 27 ธ.ค. 2567 จำนวน 20% และงวดที่ 3 วันที่ 27 ม.ค. 2567 จ่ายค่าชดเชยส่วนที่เหลือ 10% แต่เมื่อถึงวันที่ 20 ธ.ค. กลับไม่มีเงินโอนเข้ามาในบัญชีของพนักงานยานภัณฑ์ ทำให้คนงานเริ่มเคลื่อนไหว ทั้งปักหลักชุมนุมหน้าโรงงาน ยื่นหนังสือตามหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือจนกระทั่งผ่านมาประมาณ 2 เดือนกว่า นายจ้างยังไม่จ่ายค่าชดเชย และการช่วยเหลือ ดูเหมือนจะยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน
