Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • แถลงการณ์ของนายกฯ ‘แพทองธาร’ เตรียมรับมือ 'สหรัฐฯ' ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 37% ที่จะบังคับใช้ 9 เม.ย. 68 เบื้องต้น อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ อาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร
  • รัฐบาลมีแผนส่ง ‘ พิชัย’ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เดินทางไปหารือกับภาครัฐ เอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับมาตรการขึ้นภาษี พร้อมกันนี้จะมีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้สหรัฐฯ เปิดการเจรจา เช่น การเพิ่มการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ในด้านพลังงาน อากาศยาน และสินค้าเกษตร แผนสร้างความร่วมมือกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มอื่นๆ เจรจาเรื่องการส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ หรือลดเงื่อนไขการนำเข้าที่เป็นอุปสรรค เป็นต้น
  • รัฐบาลเผยว่าจะมีมาตรการในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ SME และรายใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบทั้งในระยะสั้นและยาว และจะเร่งเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ เช่น อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง
  • หลังจากการประชุมกับคณะทำงานและหน่วยงานต่างๆ ในวันที่ 8 เม.ย. 2568 จะมีการสรุปแนวทางรับมือในเรื่องนี้อีกครั้ง

 

6 เม.ย. 2568 เว็บไซต์รัฐบาล ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของแพทองธาร ขินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย จำนวน 37% และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย. 2568

แถลงการณ์ระบุว่าในส่วนของไทยมีโอกาสที่สินค้า 3 อุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญ ได้แก่ อาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร

แถลงการณ์ระบุต่อว่า ทางรัฐบาลได้มีการเตรียมรับมือโดยการตั้งคณะทำงานตั้งแต่ 6 ม.ค. 2568 ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี มีการหารือกับตัวแทนเอกชนจากทั้งสหรัฐฯ ถึงข้อเสนออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการมาโดยตลอด และไทยเตรียมจะส่ง พิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปหารือกับหลายภาคส่วนในสหรัฐฯ ทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการขึ้นภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้

“สิ่งที่เราจะสื่อสารกับรัฐบาลสหรัฐฯ ก็คือ ประเทศไทยไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกเท่านั้น แต่เราคือพันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ เชื่อถือได้ในระยะยาว” แถลงการณ์ ระบุ

เตรียมข้อเสนอสร้างแรงจูงใจให้สหรัฐฯ เปิดการเจรจา

แถลงการณ์ ระบุต่อว่า โดยขณะนี้รัฐบาลได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจให้ทางสหรัฐฯ เข้ามาเจรจา เช่น การเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในด้านพลังงาน อากาศยาน และสินค้าเกษตร โดยประเทศไทยมีแผนที่จะสร้างความร่วมมือกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มอื่นๆ ที่มีส่วนได้เสียสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งมีรายละเอียดในนโยบายอีกมาก โดยขอให้มั่นใจว่าข้อเสนอเหล่านี้ ล้วนแต่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศไทยเหนือสิ่งอื่นใด  นอกจากนี้ ประเทศไทย จะมีการเจรจาเรื่องการส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ และลดเงื่อนไขการนำเข้าที่เป็นอุปสรรค รวมไปถึงการปราบปรามการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐฯ

แถลงการณ์ของนายกฯ ระบุด้วยว่า ข้อเสนอข้างต้นจะทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ บรรลุผลเพื่อให้ไทยและสหรัฐฯ ยังเป็นพันธมิตรและคู่ค้าที่เป็นมิตรต่อกัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีอีกหลายมาตรการที่พร้อมจะรับฟัง และพูดคุยเพิ่มเติมกับสหรัฐฯ  และขอให้ความมั่นใจว่าข้อเสนอที่รัฐบาลเตรียมไว้ ล้วนคำนึงถึงประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ และเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจของเราและคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย

"ขอให้คำมั่นว่า ทุกท่านไม่ได้โดดเดี่ยว ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนในระยะสั้น และระยะยาว เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง SME และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ โดยการเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ อีกทั้งยังจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทย ที่เรามุ่งมั่นที่จะเจรจาการค้า ในการเปิดตลาดใหม่ๆ ในตะวันออกกลาง ยุโรป และ อินเดีย โดยจะเร่งเจรจาการค้า FTA ให้เร็วยิ่งขึ้น" แถลงการณ์ระบุ

ท้ายสุด แถลงการณ์ระบุว่า ในการประชุม 8 เม.ย.นี้ หลังจากการประชุมกับคณะกรรมการและทุกหน่วยงานอีกครั้ง จะสรุปแนวทางเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ และขอเรียนย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง แข็งแรง และเท่าทันโลก และเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีเพื่อประเทศไทย 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง