Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนจัดงาน “9 เมษา พาส่งใจให้นิรโทษกรรม” หลังสภาผู้แทนราษฎรมีนัดพิจารณาร่างกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสภา ก่อนถูกเลื่อนไม่มีกำหนด หลังสภาเร่งถกกำแพงภาษีสหรัฐฯ แทน เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนเรียกร้องคงเป็นวาระ “เร่งด่วน” พิจารณาทันทีหลังเปิดสมัยประชุมหน้าในวันที่ 3 ก.ค. นี้

 

11 เม.ย. 2568 เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา เวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา ฝั่งลานประชาชน เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน จัดงาน “9 เมษา พาส่งใจให้นิรโทษกรรม” หลังสภาผู้แทนราษฎรมีนัดพิจารณาร่างกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คดีจากการชุมนุมทางการเมืองทั้งสี่ฉบับ รวมไปถึงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เสนอโดยภาคประชาชนด้วย ก่อนที่ตัวแทนจากเครือข่ายนิรโทษกรรม ประกอบด้วย พูนสุข พูนสุขเจริญ, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, เบนจา อะปัญ และธนพัฒน์ หรือปูน ร่วมอธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ในรัฐสภาว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะมีการเสนอญัตติด่วนถกเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐฯ ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทั้งสี่ฉบับไม่ทันการประชุมสภาสมัยประชุมนี้

พูนสุขตัวแทนจากเครือข่ายนิรโทษกรรมและทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สามารถทำได้ตอนไหนก็ได้ แต่ผู้ที่ถูกคุมขังยังคงถูกคุมขังอยู่ดี สะท้อนให้เห็นความไม่เท่าเทียมในกระบวนการพิจารณา

ทางด้านปูน ธนพัฒน์ นักกิจกรรมทางการเมืองกล่าวว่า ไม่รู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้มีโอกาสพูดในที่ประชุม แต่คนในเรือนจำต่างหากไม่มีโอกาสได้พูดเรื่องของตัวเอง ขณะที่คนข้างนอกยังสามารถรอเวลาได้ แต่สำหรับคนในเรือนจำ ทุกช่วงเวลาเป็นการเสียอิสรภาพที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้

 

 

 

เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนแถลงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจด้วยการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมอีกฉบับหนึ่ง เพื่อพิจารณาประกบกับร่างของพรรคการเมืองและภาคประชาชน และให้สภาคงวาระกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นวาระ “เร่งด่วน” พิจารณาทันทีหลังเปิดสมัยประชุมหน้าในวันที่ 3 ก.ค. 2568 พร้อมทั้งมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฉบับของคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาควบคู่กับร่างของพรรคการเมืองและประชาชน พร้อมทั้งประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า สส. ฝ่ายรัฐบาลจะลงมติรับหลักการของร่างทุกฉบับเพื่อนำประเด็นข้อสงสัยไปถกเถียงในวาระที่สอง เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างการพิจารณา

2. สส. ฝ่ายรัฐบาลต้องรักษามาตรฐานตามบรรทัดฐานประวัติศาสตร์ไทย โดยนิรโทษกรรมให้คดีความทั้งหมดที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยพิจารณาที่ช่วงเวลาเป็นสำคัญ ไม่แบ่งแยกตามประเภทข้อหา เช่นเดียวกับการนิรโทษกรรมหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 6 ตุลาคม 2519 พฤษภาทมิฬ 2535 และเหตุการณ์อื่นๆ

3. วาระนิรโทษกรรมยังคงถือเป็นวาระเร่งด่วน เมื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยถัดไปที่ประชุมจะต้องพิจารณาเรื่องนี้โดยทันที

4. นายกรัฐมนตรีต้องใช้อำนาจดำเนินมาตรการชั่วคราวโดยทันที ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกฯ ต้องออกคำสั่งให้ตำรวจชะลอหรือหยุดการฟ้องคดีการเมืองในชั้นตำรวจทั้งหมดทันทีระหว่างรอพิจารณาร่างนิรโทษกรรม และต้องเร่งผลักดันมาตรการชั่วคราวกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรม โดยเจรจากับสำนักงานอัยการสูงสุดให้ชะลอการสั่งฟ้องคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และเจรจากับประธานศาลฎีกาให้ศาลชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ในชั้นศาลทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น

 

 

ฟัง 'ชีวิตผู้ต้องขังคดีการเมือง'

วงเสวนา “ชีวิตของผู้ถูกดำเนินคดี” โดย ตะวัน - ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, ธี ถิรนัย และไผ่ - จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา โดยได้พูดคุยถึงแรงจูงใจในการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ชีวิตหลังออกมาเคลื่อนไหวและถูกดำเนินคดีในช่วงเวลาต่างๆ

ตะวันเล่าว่าตัวเองออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะมีความโกรธแค้นที่ประเทศไทยไม่เปิดพื้นที่ให้พูดในสิ่งคิด และการแสดงออกความเห็นทางการเมือง ทำให้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง ม.112 พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชนจะจะเป็นจุดจบของปัญหาความขัดแย้งและความเห็นต่าง ตะวันพูดถึงชีวิตในเรือนจำว่าคุณภาพชีวิตในนั้นแย่แค่ไหน ทั้งอาหารการกิน การรักษาพยาบาล แถมยังโดนจับตาดูตลอด ทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ และพูดถึงคนอื่นๆ ที่โดนดำเนินคดี ม.112 ที่เป็นประชาชนธรรมดาไม่มีแสงส่องเข้ามาอย่าง “แม็กกี้” หรือ “วุฒิ” ว่าอยากให้ทุกคนสนใจและพยายามติดตามเรื่องของคนในเรือนจำ สิ่งที่คนอยู่ข้างนอกทำได้คือให้กำลังใจ เป็นสิ่งที่ทำให้คนที่อยู่ข้างในพอมีแรงใจที่จะอยู่

ส่วนประสบการณ์การเข้าเรือนจำของตะวันเล่าว่า ก้าวแรกในการเข้าเรือนจำต้องถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับทั้งหมด สิ่งเดียวที่เธอมีอยู่คือ ‘ร่างกาย’ จากนั้นก็ใส่ผ้าถุงเพื่อตรวจสอบว่าได้นำสิ่งใดเข้ามาในเรือนจำหรือไม่ สิ่งที่เธอเห็นมันเหมือนกับ ‘โรงเรียนประจำ’ และได้เข้าไปอยู่ในแดนแรกรับ ตะวันถูกกักตัวอยู่ข้างบนตลอดเวลา ตะวันเล่าว่า สิ่งที่เธอเห็นในเรือนจำนั้นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมดที่ได้รับรู้ เพราะเขาพยายามปกปิดและให้เราเห็นว่าข้างในเรือนจำนั้นดี แต่สภาพความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย อย่างเรื่องอาหารที่เรือนจำเอามาให้ดูก็มีสารอาหารครบถ้วน ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงเศษไก่ เศษผัก และเศษข้าว

ความฝันของตะวันตอนนี้หลังจากที่ได้เข้ามาคลุกคลีกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ เธออยากที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมขึ้น และจะพยายามทำกิจกรรมเพื่อคงกระแสการเคลื่อนไหวไว้ พร้อมทั้งฝากถึงนายกรัฐมนตรีให้รับฟังเสียงของประชาชนบ้าง

ตะวัน , ธี ถิรนัย , ไผ่ ดาวดิน

ขณะที่ธี ถิรนัย อดีตผู้ต้องขังทางการเมืองเล่าว่า เขาเคยร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 - 2564 ตอนยังเป็นนักศึกษาอยู่ โดยเป็นการ์ดแนวร่วมอาชีวะ มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในที่ชุมนุม เขาเล่าว่าสาเหตุที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นเพราะรู้สึกว่าตนโตขึ้นมาในประเทศที่แย่ลง

ธีเล่าว่าเขาถูกคุมขังหลังถูกดำเนินคดีช่วงปี 2564 ช่วงแรกในเรือนจำก็รับไม่ได้ สภาพจิตใจแย่มาก โดนจับแยกกับคู่คดี ตอนแรกๆ คนอื่นได้ประกันหมด แต่ต่อมาก็มีคนอื่นตามเข้ามา เช่น เก็ท อานนท์ รู้สึกว่าต้องไปหาจะได้วางแผนว่าจะยังไงต่อ อยากบอกว่าผู้ต้องขังทางการเมืองสามัคคีกันมากเพื่อสู้กับการถูกดำเนินคดี แต่อยากจะบอกว่าที่ทำไปเพื่ออุดมการณ์ เจ้าหน้าที่กับผู้ต้องขังคนอื่นก็ถามว่าทำไปทำไม ทำไมไม่ไปใช้ชีวิต ไปเรียน ก็สวนกลับไปว่าพี่ไม่เห็นความผิดปกติของประเทศนี้เหรอ ผมยังเด็ก วุฒิภาวะอาจจะไม่ได้มากพอ ตอนออกมาก็หลุดจากระบบการศึกษา ต้องมาเริ่มใหม่ แต่ก็ไม่ท้อ สำหรับการศึกษาจะเดินไปเรื่อยๆ ถ้ายังหาความรู้ได้อยู่ก็จะทำเพื่อประเทศ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้จับทหาร ที่บ้านก็พูดว่าให้ไปรับใช้ชาติ เราก็บอกว่ารับใช้ชาติไม่ได้จำเป็นต้องเป็นทหาร อบต. เก็บขยะก็รับใช้ชาติเหมือนกัน

พอออกมาจากเรือนจำแล้วความฝันของเขาคืออยากเปลี่ยนประเทศนี้ให้ดีขึ้น ตอนนี้ทำงานกับทีมนายกเทศมนตรีที่จะลงเลือกตั้งเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง สู้กับระบอบเก่า สนใจทุกอย่างที่เป็นปัญหาของประชาชน

ส่วนไผ่ ดาวดิน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกคนหนึ่งเล่าว่า เขาเติบโตในช่วงปี 2553 ช่วงการชุมนุมเสื้อแดง ที่มีบรรยากาศการเมืองที่เกิดการสูญเสียและเห็นหลายปัญหาในภาคอีสานที่เกิดจากโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่มีความเป็นธรรม จากการที่นายทุนมาควบคุมรัฐบาลอีกทีหนึ่ง จนกระทั่งรัฐประหารปี 2557 ไผ่ได้ออกมาต่อต้านเผด็จการทหาร เขามองว่าการต่อสู้เรื่องทรัพยากรที่อีสาน การต่อต้านเผด็จการทหาร การต่อสู้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางการเมือง หรือการต่อสู้เรื่อง ม.112 นั้นคือเรื่องโครงสร้างทางการเมืองของประเทศไทย

ไผ่เล่าว่า เขาถูกดำเนินคดี ม.112 จากการแชร์โพสต์ข่าว BBC และถูกพิพากษาจำคุก นอกจากนี้ยังเคยถูกดำเนินคดีในศาลทหารและถูกพิจารณาคดีลับบ้าง โดยเขามองว่า กฎหมายถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยผู้มีอำนาจใช้จับกุมคุมขังประชาชนที่คิดต่าง

ไผ่เล่าถึงประสบการณ์จากการถูกจับกุมว่าเขาไม่รู้สึกกลัวที่จะหยุดการเคลื่อนไหว เพราะเห็นว่าปัญหาสังคมยังคงมีอีกมากมาย หากไม่สามารถทำในเรื่องใดได้ ก็จะพยายามทำในเรื่องอื่นต่อไป

ไผ่ยังกล่าวอีกว่า กฎหมายในปัจจุบันมักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยผู้มีอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง สำหรับกิจกรรมของกลุ่มทะลุฟ้า ไผ่กล่าวว่า กลุ่มจะดำเนินการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะจัดกิจกรรมในทุกภาคของประเทศ

 

 

 

มุมมองสังคมโลกต่อนิรโทษกรรมประชาชน

อัครชัย ชัยมณีการเกษ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าสว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา องค์กรสหประชาชาติเรียกร้องให้ไทยหยุดดำเนินคดีทางการเมืองกับนักกิจกรรม และการบังคับใช้ ม.112 ที่ขัดกับต่อหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

โดยทางรัฐสภายุโรปมีการลงมติเร่งด่วนตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องมีการออกมติเร่งด่วน เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ ม.112 รวมถึงการยุบพรรคก้าวไกล และการส่งตัวผู้ลี้ภัยอุยกูร์กลับจีน ล่าสุดยังมีการดำเนินคดี ม.112 กับนักวิชาการสัญชาติอเมริกัน “พอล แชมเบอร์ส” ในไทย ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองในสายตาชาวโลก

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง