เมื่อร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์พรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีชัดแล้วว่าจะถอนออกไปแน่นอนแล้ว ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมคดีการเมืองถูกขยับวาระขึ้นมาเป็นเรื่องที่จะพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้แทน โดยยังเป็นเพียงวาระแรกของการพิจารณากฎหมายคือ ชั้นรับหลักการของร่างกฎหมายที่มีผู้เสนอมา
เบื้องต้นร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่วาระการพิจารณาพรุ่งนี้จะยังคงมีอย่างน้อยทั้งหมด 5 ร่าง แต่จะมี 3 ร่างที่เนื้อหาใกล้เคียงกันมากจนแทบจะเรียกว่าลอกกันมาคือร่างกฎหมายที่ชื่อ “พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ที่มีผู้อยู่เสนอร่างกฎหมายนี้อยู่ 3 ชุดด้วยกัน คือ ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่างของพรรคครูไทยเพื่อประชาชนที่ตอนนี้ผู้เสนอมาอยู่พรรคกล้าธรรมแล้ว และร่างของพรรคพลังธรรมใหม่ที่เสนอโดยระวี มาศฉมาดล
แต่ยังไม่ทันเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายตอนนี้ก็มีทีท่าว่าจะมี 2 ร่างที่น่าจะไม่ได้ไปต่อค่อนข้างแน่นอนคือร่างที่จะรวมการนิรโทษกรรมคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ภาคประชาชนเสนอ และของพรรคก้าวไกลที่แม้ไม่ระบุชัดว่านิรโทษกรรมคดีอะไรบ้างแต่ก็เปิดช่องให้คณะกรรมการตามร่างกฎหมายสามารถหยิบมาพิจารณาได้ เนื่องจากวิปรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากในสภาที่ปริ่มน้ำมากตอนนี้ก็เพิ่งมีมติในที่ประชุมเมื่อวานว่าจะไม่รับร่างกฎหมายที่จะนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 และพรรคร่วมฝ่ายค้านก็น่าจะไม่มีใครโหวตให้อีกนอกจากพรรคประชาชนและพรรคเป็นธรรมที่แสดงท่าทีมาแต่แรกว่าต้องรวมคดีมาตรา 112 ด้วย

เวลานี้มีร่างที่ปรากฎออกมาให้เทียบกันแล้วอย่างน้อย 5 ร่าง คือ
- ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ของภาคประชาชนที่รวมตัวกันจากเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อเสนอในวันที่ 1-14 ก.พ.2567
- ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ของก้าวไกล
- ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของพรรครวมไทยสร้างชาติเข้ายื่นเป็นเจ้าของญัตติในสภาเมื่อ 25 ม.ค.2567
- ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของพรรคครูไทยเพื่อประชาชนที่ขณะนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่บนเว็บไซต์ในระบบรับฟังความเห็นของรัฐสภาระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567
- ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของระวี มาศฉมาดล ของพรรคพลังธรรมใหม่ที่เปิดรับฟังความเห็นในระบบรับฟังความเห็นของรัฐสภามาตั้งแต่ 2 ก.พ.2566 แต่ฉบับของระวีนี้เป็นเสมือนต้นร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติกับพรรคครูไทยเพื่อประชาชน เนื่องจากเนื้อหามีความใกล้เคียงกันมาก
แล้วใครได้นิรโทษกรรมบ้าง?
จากที่ประชาไทเคยรวบรวมข้อมูลคดีทางการเมืองไว้ทั้งจากองค์กรสิทธิและรายงานข่าว ถ้าดูตามช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองจะแบ่งได้ดังนี้
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ช่วงปี 2548-2549
- มีผู้ถูกดำเนินคดีประมาณ 200 คน
- ตัวอย่างข้อหา เช่น
- เป็นกบฎ-ก่อการร้าย จากคดีปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ
- บุกรุก จากคดียึดทำเนียบรัฐบาล ในปี 2551 สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช
- ยุยงปลุกปั่น จากคดีชุมนุมดาวกระจายไล่รัฐบาลสมัคร, คดีปิดล้อมอาคารรัฐสภา ไม่ให้รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
- อั้งยี่-ซ่องโจร, บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ จากคดียึดสถานีโทรทัศน์ NBT
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553
- มีผู้ถูกดำเนินคดีประมาณ 1,763 คน (จากรายงานของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.2553)
- ตัวอย่างข้อหา เช่น
- ก่อการร้าย จากคดีชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
- วางเพลิงเผาทรัพย์, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากคดีเผาศาลากลางในจังหวัดภาคอีสาน
- คดีส่วนใหญ่เป็นฐานความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีจำนวนมากที่สุดถึง 1,628 คน และในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นคนที่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะฝ่าฝืนเคอร์ฟิวไปแล้วถึง 1,019 คน ส่วนคนที่ถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนชุมนุมหรือยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยมีอยู่ 609 คน
คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ปี 2557
- มีผู้ถูกดำเนินคดีประมาณ 221 คน
- ตัวอย่างข้อหา เช่น
- กบฏ,อั้งยี่ซ่องโจร, ขัดขวางการเลือกตั้ง และบุกรุกสถานที่ราชการ จากคดีแกนนำ กปปส.ขัดขวางการเลือกตั้ง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
- ร่วมกันมั่วสุม-เป็นกบฎ จากคดีแกนนำ กปปส. ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์
ช่วง คสช.
- มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารทั้งหมด 2,408 คน ในทุกข้อหาตามประกาศฉบับที่ 7/2557
- เป็นคดีมาตรา 112 ที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองจำนวน 106 คน
- การแสดงออกอื่นๆ
- มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นจำนวน 121 คน
- พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองจำนวน 144 คน
- พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จำนวน 245 คน
- ฝ่าฝืนชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 และ คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 รวมกันจำนวน 428 คน
การชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชน
- มีผู้ถูกดำเนินคดีประมาณ 1,977 คน (ข้อมูลจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ณ วันที่ 5 ก.ค.2568)
- ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 281 คน ในจำนวน 314 คดี (จำนวนนี้อย่างน้อย 167 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ)
- ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 156 คน ในจำนวน 56 คดี
- ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 675 คดี
- ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 196 คน ในจำนวน 108 คดี
- ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 213 คน ในจำนวน 237 คดี
- ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลสถิติในเอกสารประชุมของ กมธ.นิรโทษกรรมจะมีปัญหาว่าหลายข้อหาที่รวบรวมมาเมื่อไม่ได้เป็นฐานความผิดที่เป็นเรื่องการเมืองโดยตรงเสียทีเดียวอย่างเรื่องมาตรา 112 หรือหมวดความมั่นคง เช่น คดีตาม พ.ร.บ.จราจรฯ ที่มีจำนวนถึงหลักล้าน หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็ยังมีถึง 20,000 กว่าคดีซึ่งในเอกสารก็ระบุว่าเป็นกลุ่มคดีที่ไม่สามารถจำแนกได้ว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุให้ร่างกฎหมายทุกฉบับจะต้องมีคณะกรรมการมาพิจารณาในส่วนนี้เพื่อคัดกรองคดี
แม้ว่าร่างกฎหมายในชื่อ “พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข” นี้จะระบุข้อหาไว้ในบัญชีแนบท้ายไว้ตั้งแต่คดีที่การกระทำความผิดเป็นเรื่องทางการเมืองชัดเจนอย่างข้อหากบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ไปจนถึงความผิดเล็กๆ น้อยอย่างกฎหมายจราจร จะดูเหมือนว่าจะทำให้ช่วยคนในคดีทางการเมืองเป็นจำนวนมาก
มาตรา 113-129 สถิติส่วนนี้ในเอกสารประชุมของ กมธ.นิรโทษกรรมระบุว่าช่วงปี 2548- ก.พ.2567 มีอยู่ที่ 1,489 คดี แม้ว่าโดยลักษณะของฐานความผิดอยู่ในหมวดความมั่นคงซึ่งค่อนข้างชัดว่าผู้ก่อเหตุจะต้องมีแรงจูงใจทางการเมือง แต่เป็นกลุ่มคดีแยกได้ยากกว่าเพราะลักษณะการกระทำค่อนข้างกว้างมีตั้งแต่ก่อกบฏล้มล้างการปกครองด้วยกำลัง การพูดต่อต้านรัฐบาล ไปจนถึงการทำให้เสียดินแดน แต่คาดว่าคดีจำนวนมากจะเกี่ยวกับมาตรา 116 ฐานความผิดยุยงปลุกปั่นมากกว่า เนื่องจากเป็นฐานความผิดที่มักถูกพ่วงเข้ามาใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ปราศรัยในที่ชุมนุมไปจนถึงการโพสต์ต่อต้านรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม เมื่อ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขรวมเอาคดีมาตรา 113 เข้ามาด้วย แม้ว่าถ้าดูตามเหตุผลจะแปลกๆ อยู่บ้างตรงลักษณะการกระทำถึงขั้นล้มล้างระบอบและบทลงโทษสูงสุดก็คือประหารชีวิตและกลุ่มคนที่มีศักภาพจะทำสิ่งนี้ได้ก็มีแต่กองทัพไทยและก็ทำมาแล้ว 2 รอบ แต่ก็ตัดออกไปได้เพราะไม่ใช่แค่คณะรัฐประหารจะนิรโทษกรรมตัวเองไปแล้ว แต่ที่ผ่านมาศาลก็ช่วยให้เหตุผลว่าเมื่อทำรัฐประหารสำเร็จก็ถือว่ามีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์แล้วและไม่รับฟ้องให้เป็นคดีอีกด้วย
แต่เมื่อดูว่ามีใครอีกบ้างนอกจากผู้นำการรัฐประหารแล้วก็ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เคยโดนคดีกบฏอยู่ด้วยก็คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เช่น ในคดีปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปี 2551 อย่างไรก็ตามก็เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องฐานความผิดนี้ไปแล้วเมื่อต้นปี 2567 มีแค่โทษปรับเล็กน้อยในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินเท่านั้น เรียกได้ว่ากว่ากฎหมายจะออกคดีก็สิ้นสุดไปแล้ว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้คดีปิดสนามบินนี้ส่วนที่ยังส่งผลต่อผู้ที่ถูกดำเนินคดีแน่ๆ ก็คือคดีในส่วนแพ่งที่แกนนำ 13 คนถูกศาลพิพากษาให้จ่าย 522 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2551 เป็นค่าเสียหายต่อบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่งสถานะที่ปรากฏเป็นข่าวสุดท้ายเมื่อตุลาคมปี 2566 หลังจากธนาคารอายัดบัญชีพวกเขาไปแล้ว ได้มีประกาศพิทักษ์ทรัพย์แกนนำ 11 คน(บางคนเสียชีวิตแล้ว) ทำให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขก็รวมเรื่องนี้ไว้ด้วยว่าให้ยกเลิกการชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่รัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะทำให้แกนนำทั้ง 11 คนหลุดบ่วงทางการเงินจากคดีปิดสนามบินนี้ไปด้วย
ส่วนคดีชุมนุมทางการเมืองเนื่องจากข้อหากระจัดกระจายจะมีที่ชัดๆ อยู่เพียงข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ 2558 ในเอกสารประชุมของ กมธ.ระบุว่านับตั้งแต่กฎหมายเริ่มใช้เมื่อปี 2558- ก.พ.2567 มีประมาณ 239 คดี แต่ส่วนที่น้อยก็ไม่ใช่ว่าคดีชุมนุมน้อยแต่เป็นเพราะก่อนจะมีกฎหมายนี้คดีชุมนุมทางการเมือง ถ้าไม่ใช้ข้อหาชุมนุมมั่วสุม ก็เป็นข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือกฎหมายอื่นๆ แม้กระทั่ง พ.ร.บ.จราจรฯ ซึ่งแยกได้ยากว่าคดีใดบ้างเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง
ในทางคดี แม้ว่าคดีที่มีผู้ถูกดำเนินคดีคราวละมากๆ คือคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมจำนวนมากจะมาจากข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่มักมีแนวโน้มที่ศาลจะรอลงอาญาและโทษจำคุกไม่ได้สูงมากนัก ทำให้จำเลยในคดีข้อหานี้ส่วนใหญ่พ้นโทษจำคุกมาหมดแล้ว โดยเฉพาะคดีเก่าที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เช่น ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการหรือ นปช.
แต่ปัญหาชีวิตของผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองไม่ได้จบอยู่แค่ยังติดคุกอยู่หรือไม่ เนื่องจาก “คดีการเมือง” เหล่านี้โดยสภาพเป็นคดีทางอาญาเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว ทำให้พวกเขามีประวัติอาชญากรรมติดตัวไปด้วยซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตในการไปประกอบอาชีพสุจริตหลังพ้นโทษอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม นอกจากร่างนิรโทษกรรมของภาคประชาชนที่ระบุเรื่องลบประวัติอาชญากรรมไว้แล้ว ร่างอื่นๆ ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับคดีที่สิ้นสุดไปแล้ว จึงเหลือเพียงการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการที่จะตั้งมาตามกฎหมายว่าจะให้มีการเยียวยาหรือไม่อย่างไรและจะครอบคลุมไปถึงการลบประวัติอาชญากรรมด้วยหรือไม่
คนโดน ม.112 น้อยจนไม่นิรโทษฯ ก็ยังปรองดองได้?
แม้ว่าเรื่องมาตรา 112 ทางฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลอย่างอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรีของพรรครวมไทยสร้างชาติจะออกมาโต้ว่าคดีข้อหานี้มีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับคดีที่มีมูลเหตจูงใจทางการเมืองทั้งหมดอย่างเทียบกันไม่ได้ และความปรองดองจะเกิดขึ้้นได้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ไปปรากฏอยู่ในเอกสารประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2567 ไปรวบรวมมาได้ พบว่าความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงเวลาต่างๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเริ่มตั้งแต่ 2548 จนถึงกุมภาพันธ์ 2567 มีคดีในฐานความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์รวมแล้ว 1,493 คดี
แม้ว่าตัวเลข 1,493 คดีนี้ทาง กมธ.จะรวบเอามาตรา 110 ที่เป็นข้อหาประทุษร้ายเอาไว้ด้วยกัน แต่ถ้าดูข้อมูลจากฝ่ายข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทำให้ทราบว่า แค่ช่วงปี 2563- ก.พ.2567 คดีมาตรา 112 ก็มีถึง 291 คดีแล้ว(หลัง ก.พ. 2567 - ปัจจุบันมีเพิ่มมาอีก 23 คดีเป็น 314 คดี)
นอกจากนั้น ในจำนวนคดีมาตรา 112 ในช่วงรัฐประหาร 2557-2562 ที่ศูนย์ทนายความฯ ติดตามเก็บข้อมูลได้พบว่ามีคนที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ทั้งหมด 169 คน และที่พิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวกับการแสดงออกมีเป็นจำนวน 106 คน (ส่วนอีก 63 คนเป็นคดีที่เข้าข่ายเป็นการต้มตุ๋นฉ้อโกง) หากคำนวนคร่าวๆ 1 คน 1 คดีก็จะเท่ากับมีถึง 106 คดีในช่วง คสช.เมื่อรวมกับช่วงการชุมนุมของเยาวชน 2563 รวมแล้วก็จะมีถึง 397 คดี คิดเป็น 26% หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนคดีที่ กมธ.รวบรวมมาได้แล้ว
อีกทั้งลักษณะการกระทำที่เข้าข่ายประทุษร้ายที่จะต้องไปทำต่อตัวบุคคลก็อาจเกิดขึ้นได้ยากกว่ามากเมื่อเทียบกับคดีมาตรา 112 ที่เพียงแค่โพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียก็เกิดคดีแล้ว จึงคาดได้ว่าแนวโน้มที่จำนวนเกือบ 1,500 คดีที่ กมธ.รวบรวมมาได้จะเป็นคดีตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นเพียงการหมิ่นประมาทมากกว่า และนอกจากเรื่องจำนวนที่อาจจะไม่น้อยอย่างที่ว่าแล้ว คดีมาตรา 112 เป็นไม่กี่คดีที่บทลงโทษรุนแรงเนื่องจากโทษจำคุกขั้นต่ำก็ 3 ปีเข้าไปแล้วเมื่อเปรียบกับรูปแบบของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิด
ล้มมวยคดีฮั้วเลือก สว.?
ส่วนสุดท้ายที่มีคนตั้งข้อสังเกตกันอยู่บ้างคือจะส่งผลอย่างไรต่อคดีฮั้วเลือก สว.ในขณะนี้
ถ้าหากดูจากร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ระบุให้นิรโทษกรรมคดีตามฐานความผิดในกฎหมายเลือกตั้ง สส. และการได้มาของ สว. รวมถึง พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย คนอาจจะตั้งคำถามว่าจะทำให้คดีฮั้วเลือก สว. จะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่นั้น เรื่องนี้ถ้าร่างกฎหมายผ่านไปจนประกาศใช้โดยไม่ถูกแก้ไขระหว่างทางเลย คำตอบก็คือ “ไม่รวม”
เหตุผลที่ร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่ไปนิรโทษกรรมให้คดีฮั้วเลือก สว.เพราะว่าในร่างกฎหมายได้กำหนดกรอบช่วงเวลาการเกิดขึ้นของคดีเอาไว้ด้วยคือให้ย้อนหลังไปถึงปี 2548 มาจนถึงปี 2565 เท่านั้น ทำให้คดีฮั้วเลือก สว.ที่เหตุของการกระทำเกิดขึ้นในปี 2566 ไม่ถูกนับรวมเข้ามาโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอดูผลลัพธ์กันต่อไปเนื่องจากการพิจารณาในวันพรุ่งนี้เป็นเพียงการพิจารณาและลงมติรับหลักการของร่างกฎหมายเท่านั้น เมื่อรับไปแล้วประเด็นเรื่องกรอบเวลาที่จะนิรโทษกรรมคดีต่างๆ ไปจนถึงลักษณะของการกระทำความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรมก็ยังเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ระหว่างการพิจารณาทั้งในชั้นกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นหลังชั้นรับหลักการไปจนถึงการประชุมสภาพิจารณาวาระที่สองซึ่งเป็นขั้นตอนพิจารณากฎหมายรายมาตราว่าจะรับจะแก้อย่างไรต่อไป
