การประชุม BIMSTEC ที่ไทยให้มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารพม่าเข้าร่วมด้วยนั้น ถูกมองว่าเป็นการให้ความชอบธรรมแก่สภากองทัพพม่า SAC ที่มาจากการรัฐประหาร และละเมิดข้อตกลงกับอาเซียน ที่ระบุว่าจะไม่ปฏิสัมพันธ์กับผู้นำคณะรัฐประหารของพม่าเว้นแต่จะเป็นการทำตามฉันทามติ 5 ข้อว่าด้วยสันติภาพในพม่า
ในการประชุม BIMSTEC ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 3-4 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารสภากองทัพพม่า SAC ได้เดินทางเยือนไทยและเข้าร่วมประชุมด้วยตามคำเชิญของ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ในช่วงเดียวกับที่พม่ากำลังระสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรง
มีการตั้งข้อสังเกตว่ามินอ่องหล่ายเดินทางกลับเร็วกว่ากำหนดไปหนึ่งวัน คือรีบกลับทันทีในคืนวันที่ 4 เมษายน จากเดิมที่มีกำหนดการกลับวันที่ 5 เมษายน น่าจะเพราะมีการประท้วงจากนักศึกษาและประชาชนไทย และการถูกตั้งคำถามจากส.ส.ในรัฐสภาไทยที่มีการเชิญบุคคลซึ่งประชาคมโลกต้องการตัวในเรื่องอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
BIMSTEC คือการประชุมที่มีชื่อเต็มว่า "ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ" ตามกรอบความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจระหว่าง 7 ประเทศอ่าวเบงกอล คือ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย ก่อนหน้านี้ BIMSTEC มีชื่อว่า BIST-EC และยังไม่มีพม่าเป็นสมาชิก โดยที่พม่าเข้าเป็นสมาชิกทีหลังเมื่อปลายปี 2540
แต่ในการประชุมครั้งล่าสุดที่ไทยเป็นเจ้าภาพก็มีคำถามตามมาจากหน้าสื่อว่าทำไมนายกรัฐมนตรีไทยถึงยังคงทำผิดพลาดทางการเมืองด้วยการเชิญมินอ่องหล่ายผู้ที่มีความอื้อฉาวทั้งจากข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยมีอาร์เจนตินาเป็นผู้อาศัยหลักการเขตอำนาจศาลสากลในการออกหมายจับระดับโลกต่อมินอ่องหล่ายและศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC ก็กำลังจะทำแบบเดียวกัน
การที่มินอ่องหล่ายได้รับเชิญและออกงานในต่างประเทศ เป็นความพยายามของผู้นำรัฐประหารที่จะสร้างภาพความชอบธรรมให้ตนเอง และเป็นการสร้างภาพให้เห็นถึงความมั่นใจในตนเองอย่างที่เห็นได้ในงานประชุม BIMSTEC ที่กทม. เมื่อต้นเดือนนี้ โฆษกของผู้นำรัฐประหารคือ ซอมินทุน อ้างว่าการที่มินอ่องหล่ายไปเยือนไทยนั้นประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่ชัดเจนว่าที่ว่าประสบสำเร็จนี้หมายถึงอะไร
สิ่งที่มินอ่องหล่ายพูดใน BIMSTEC นั้นคือการประกาศเจตนารมย์ว่าจะมีการเลือกตั้งปีหน้า ปี 2569 และพูดคร่าวๆ ถึงเรื่องผลพวงจากสถานการณ์แผ่นดินใหญ่ครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในพม่า ขณะเดียวกันก็ไม่ทราบว่ามินอ่องหล่ายได้พูดถึงเรื่องที่สภากองทัพพม่าฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิงและทำให้สงครามกลางเมืองดำเนินต่อไปด้วยหรือไม่
โดยถึงแม้ว่าพม่าจะเพิ่มประสบกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวระดับเลวร้าย แต่ก็มีปัญหาเรื่องการลำเลียงความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเพราะการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ กำแพงการสื่อสาร การขาดงบประมาณ และความเสี่ยงความรุนแรงทางเพศสภาพที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้เปราะบาง และถึงแม้ว่าจะมีการตกลงหยุดยิงระหว่างฝ่ายเผด็จการทหารกับฝ่ายต่อต้านเผด็จการ แต่การลำเลียงความช่วยเหลือไปสู่พื้นที่ๆ ควบคุมโดยกลุ่มต่อต่อต้านนั้นเป็นไปได้ยาก มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะฝ่ายเผด็จการทหารทิ้งระเบิดและยิงปืนใหญ่ถล่มพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาเรื่องการผิดข้อตกลงอาเซียน
นอกจากนี้การอนุญาตให้มินอ่องหล่ายเข้าประชุม BIMSTEC นั้นยังนับว่าผิดข้อตกลงของอาเซียน ที่ห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกปฏิสัมพันธ์กับผู้นำรัฐบาลฝ่ายสภากองทัพพม่า เว้นแต่ว่าจะมีการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนว่าด้วยสันติภาพในพม่า ที่เรียกว่า ASEAN 5PC
ซึ่งในสายตาของมินอ่องหล่าย ผู้นำสภากองทัพพม่า ไม่จำเป็นต้องสนใจฉันทามตินี้อยู่แล้ว เขาแค่อยากได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมของพม่า ซึ่งการเข้าร่วมประชุม BIMSTEC ก็กลายเป็นการให้ความชอบธรรมนี้ไปแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่น่ากังวลคือ การที่มินอ่องหล่ายเข้าร่วม BIMSTEC จะกลายเป็นการเสริมสร้างที่ยืนให้กับคณะรัฐประหารของพม่าในเชิงการทูตไปในตัวด้วย และฝ่ายต่อต้านเผด็จการกับเอ็นจีโอต้องหาวิธีรับมือกับความได้เปรียบในเชิงการทูตเช่นนี้
สำหรับไทยเรื่องที่น่ากังวลในตอนนี้คือไทยอาจจะเสียจุดยืนทางการทูตในสายตาของประเทศอาเซียนทางตอนใต้ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่ไทยแสดงท่าทีแบบส่งเสริมสภากองทัพพม่าในแบบที่ไม่ปิดบัง
เสียงประณาม ท่ามกลางเวทีช่วงชิงความชอบธรรมทางการทูต
ยาดานาร์ หม่อง โฆษกองค์กรจัสติสฟอร์เมียนมาร์ แถลงข่าวเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมาว่า ทางกลุ่มขอประณามการตัดสินใจให้มินอ่องหล่ายเข้าร่วม BIMSTEC เนื่องจากเป็นการ "ให้ความชอบธรรมและสร้างความฮึกเหิมให้กับเผด็จการทหารพม่า ที่ประชาชนชาวพม่าพยายามต่อต้านมาเป็นเวลานานกว่า 4 ปีแล้ว"
การให้ความชอบธรรมแก่มินอ่องหล่าย ยังกลายเป็นการละเลยฝ่ายรัฐบาลเงา NUG และกองกำลังฝ่ายต่อต้าน เป็นการมองว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้กระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐและถือว่าไม่มีความชอบธรรม ถึงแม้ว่าในทางตรงกันข้าม สหประชาชาติจะให้ความชอบธรรมกับเอกอัครราชทูตประจำสหประชาติที่แสดงตัวต่อต้านเผด็จการทหารคือ จ่อโมทุน ผู้ได้ฉายาว่า "ทูตสามนิ้ว"
สาเหตุที่ จ่อโมทุน ได้ฉายาว่าทูตสามนิ้วเป็นเพราะเขาเคยชูสามนิ้วในที่ประชุมสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการรัฐประหารในพม่า และได้กล่าวเรียกร้องให้นานาชาติกล่าวประณามการยึดอำนาจและเรียกร้องให้ยุติการกดขี่ปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้าน จนทำให้กองทัพพม่าสั่งปลดเขา แต่สหประชาชาติยังคงให้ จ่อโมทุน ดำรงตำแหน่งต่อไปโดยมีข้อจำกัด และต่อได้อายุให้จ่อโมทุนในฐานะผู้แทนถาวรของพม่าอีก 1 ปีไปจนสิ้นปี 2568
ทว่าทางสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าฝ่ายที่มีความชอบธรรมคือฝ่าย NUG หรือฝ่ายสภากองทัพพม่า SAC นั่นทำให้ยังต้องมีการช่วงชิงความชอบธรรมทางการทูตต่อไป
ทั้งนี้ หนึ่งในประเทศอาเซียทางตอนใต้คือมาเลเซีย ก็มีท่าทีต่อกรณีพม่าล่าสุด คือการไปเยือนกรุงเนปิดอว์เพื่อแสดงความยินดีกับการประกาศสัญญาหยุดยิงระหว่างวันที่ 2-22 เมษายน แต่ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ทางการพม่าขยายเวลาการหยุดยิงออกไปด้วย เนื่องจากเหตุผลว่าควรจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษย์ธรรมเข้าถึงพม่าได้ง่ายขึ้นหลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวร้ายแรง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีรายงานจากคนในพื้นที่ว่าสภากองทัพพม่ายังคงโจมตีเป้าหมายพลเรือน แม้แต่หลังจากแผ่นดินไหวและอยู่ในช่วงสัญญาหยุดยิง
สภากองทัพพม่ายังคงโจมตีประชาชน แม้ในช่วงเผชิญหายนะแผ่นดินไหว
มีกรณีที่คนในพื้นที่รัฐกะฉิ่น และรัฐสะกายที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว บอกว่ากองทัพพม่าได้ฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิงของตัวเอง โดยยังคงโจมตีด้วยปืนใหญ่ใส่หมู่บ้าน 3 แห่งของกะเล รัฐสะกาย รวมถึงมีการเผาบ้านเรือนประชาชนด้วย คนในพื้นที่บอกว่ามีการยิงปืนใหญ่มาจากกองพันทหารราบเบา LIB ในรัฐกะฉิ่นและจากกองบัญชาการภาคเหนือของกองทัพพม่า RMC
แต่จากข้อมูลของสื่อดีวีบีระบุว่านับตั้งแต่ที่แผ่นดินไหววันที่ 28 มีนาคม ก็มีพลเรือนพม่าถูกสังหาร 67 รายจากการทิ้งระเบิดและการโจมตีด้วยปืนใหญ่ 108 ครั้ง ทำให้ ทอม แอนดรูวส์ ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในพม่าวิพากษ์วิจารณ์ว่าแทนที่รัฐบาลทหารพม่าใช้พลังงานและทรัพยากรเพื่อการช่วยชีวิตผู้คนแต่กลับนำมาใช้ปลิดชีวิตผู้คน อีกทั้งยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกช่วยกันยืนกรานให้สภากองทัพพม่าหยุดโจมตีด้วย
มีการพูดถึงปัญหาหลายอย่างที่เป็นผลพวงจากแผ่นดินไหว เช่น มีหมอเตือนว่าการที่ยังคงมีศพผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ซากแผ่นดินไหวและเริ่มเน่า บวกกับฝนที่ตกลงมาทำให้ของเหลวจากศพเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแพร่กระจายได้
ผู้คนจำนวนมากในมัณฑะเลย์ต้องอาศัยในที่พักพิงเพราะบ้านเรือนพังเสียหายจากแผ่นดินไหว หรือบางส่วนก็รู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะอาศัยอยู่ในที่พักตนเอง
ในภาคสะกายก็มีคนพูดถึงปัญหาเรื่องที่น้ำมีตะกอนหลังจากที่แผ่นดินไหว ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้น้ำเพื่อชำระล้างหรือทำอาหารได้ นอกจากนี้ยังเกิดความขาดแคลนห้องน้ำด้วย
ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาในเรื่องที่สภากองทัพพม่าสั่งให้การช่วยเหลือประชาชนชาวพม่าจากแผ่นดินไหวจะต้องผ่านการรับรองจากทางการและจากสถานทูตพม่าในต่างประเทศเสียก่อน ทำให้เกิดความยากลำบากในการกระจายความช่วยเหลือโดยเฉพาะในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายรัฐบาลเงา NUG และฝ่ายต่อต้าน
เรียบเรียงจาก
BIMSTEC LEGITIMIZES MYANMAR MILITARY COUNCIL: General Min Aung Hlaing in Thailand, SHAN, 06-04-2025
Association of Southeast Asian Nations welcomes regime ceasefire but wants it extended, DVB, 07-04-2025
Min Aung Hlaing attends regional summit in Bangkok; Naypyidaw violates ceasefire, residents say, DVB, 05-04-2025
