คดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ในรัฐบาลแพทองธาร 'พีมูฟ - ปธ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ - นักเคลื่อนไหว' ได้รับหมายเรียกจาก สน.ดุสิต หลังชุมนุมทำเนียบ จี้ ครม. เคาะข้อตกลงแก้ กม.ป่าอนุรักษ์ แม้มีการแจ้งชุมนุมแล้ว

ที่มาภาพ: สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2568 ทางขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้รับแจ้งจาก 'จำนงค์ หนูพันธ์' ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ว่า มีหมายเรียกผู้ต้องหาส่งมายังที่อยู่บ้าน โดยเป็นคดีระหว่าง พันตำรวจโทสุรพันธ์ พันเปี่ยม (รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต) และนายจำนงค์ หนูพันธ์กับพวกรวม 7 คน ได้แก่ นายพชร คำชำนาญ, นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, นางสาวกัญญ์วรา หมื่นแก้ว, นายเกรียงไกร ชีช่วง และนายสมพร หารพรม โดยมีข้อกล่าวหา คือ “มีความผิดฐานร่วมกันชุมนุมฯ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ช่วงเวลากลางวันฯ ” และนัดหมายให้ไปพบพนักงานสืบสวนสอบสวน ณ สถานีนครบาลสวนดุสิต วันที่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 10.00 น.
จากการชุมนุมสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เพื่อติดตามการลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างรองนายกรัฐมนตรี (ประเสริฐ จันทรรวงทอง) สชป.และสกน. เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้ชุมนุมกว่า 100 คน ได้เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณแยกสวนมิสกวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 40 นาย ได้ใช้รั้วเหล็กปิดกั้นทางเข้า-ออก พร้อมประกาศว่าห้ามเข้าไปสมทบการชุมนุมบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากผิดพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เรื่องห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล และแจ้งว่าให้ย้ายการชุมนุมไปยังบริเวณหน้าสหประชาชาติ (UN) แม้ทางผู้ชุมนุมชี้แจงว่า ได้แจ้งชุมนุมบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่ด้านหน้าสหประชาชาติ (UN) แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงยืนยันว่า กำลังทำผิดพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และข่มขู่ว่าได้บันทึกภาพของผู้ชุมนุมไว้เพื่อดำเนินคดี
พชร คำชำนาญ กองเลขาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) หนึ่งในผู้มีรายชื่อในหมายเรียกครั้งนี้ได้ให้ความเห็นว่า “เราได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับรัฐบาล ซึ่งคือรองนายกรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง และเป็นทีมเจรจาของ สกน. และ สชป. ด้วย ก่อนที่จะไปชุมนุมก็ได้ประสานงานกับรัฐบาลเรื่อยๆ จนสามารถกำหนดนัดหมายเข้าเจรจากับรัฐบาลได้ในเช้าวันที่ 1 เม.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีการประชุม ครม. พอดี และหลังประชุม ครม. แล้วเสร็จ รองนายกฯ ประเสริฐก็ได้ออกมาชี้แจงผลการประชุมกับเราที่หน้าทำเนียบรัฐบาลด้วย”
“เรารู้สึกว่าเหมือนยังอยู่ในยุครัฐบาลเผด็จการ ที่ใช้กฎหมายปิดกั้นสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจนที่เขาได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล แทบไม่มีที่ทางไหนให้เขาได้เรียกร้องเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้วนอกจากการชุมนุม รู้สึกผิดหวัง แต่ไม่แปลกใจ เพราะหลังรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทยขึ้นมาบริหารประเทศก็มีการดำเนินคดีลักษณะนี้อยู่เรื่อย ๆ”
“มันแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจ ด้านหนึ่งคุณก็เปิดเจรจากับเรา อีกด้านหนึ่งคุณก็ดำเนินคดีเรา คือความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมืองที่ทำให้กระบวนการแก้ปัญหาเดินไปอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ หากได้เจอรัฐบาลครั้งหน้าก็จะต้องถามว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร เราจะเชื่อใจคุณได้อีกไหม และในอนาคตหากคุณยังแก้ปัญหาประชาชนอย่างชักช้าจนต้องออกมาชุมนุมกันอีก เราจะโดนแบบนี้อีกไหม เราผิดที่ชุมนุม หรือคุณผิดที่ปล่อยปัญหาให้เรื้อรังจนประชาชนไม่มีทางออก” พชรกล่าว
กัญญ์วรา หมื่นแก้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสาร มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หนึ่งในผู้มีรายชื่อในหมายเรียกครั้งนี้ได้ให้ความเห็นว่า “วันนั้นเราเดินทางจากเชียงใหม่พร้อมพี่น้องชาติพันธุ์ที่ทำเนียบฯ เพราะว่ามันมีท่าทีจากรัฐบาลที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดูยึกยัก และมีแนวโน้มว่าจะไม่ทำตามข้อตกลงที่รับปากไว้ที่เชียงใหม่ ใจจริงเราไม่อยากมาชุมนุมที่กรุงเทพฯเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความรัฐราชการรวมศูนย์แบบไทย ๆ ทำอะไรที่ภูมิภาคที่บ้านเรามันก็ไม่คืบ ไม่มีอำนาจตัดสินใจ เพราะมันถูกรวมศูนย์ทุกอย่างไว้ที่นี่ ที่กรุงเทพฯ”
“เราถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่ตอนเราไปเจรจาให้ตำรวจเปิดแนวรั้ว ให้เราเข้าไปชุมนุมตามที่เราได้แจ้งไว้ ตำรวจบอกเราว่า เรากำลังทำผิดกฎหมาย เพราะรอบทำเนียบ 50 เมตร ไม่สามารถชุมนุมได้ และตำรวจกำลังถ่ายรูปหน้าของพี่น้องชาวบ้านที่มาชุมนุมเพื่อจะเอาไปดำเนินคดี ตำรวจพูดแบบนี้มาได้อย่างไร? คุณมีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนแบบเราในการใช้เสรีภาพในการแสดงออก แสดงความเห็นตามรัฐธรรมนูญ ตามสิทธิที่เราสามารถทำได้ ไม่ใช่มากีดกัน และขู่จะจับประชาชนแบบนี้ สังคมประชาธิปไตยแบบไหนกันที่ประชาชนไม่มีสิทธิตั้งคำถามต่อรัฐ ไม่มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ถ้าออกมาพูดก็ถูกคดีแบบนี้” กัญญ์วรากล่าว
ท้ายที่สุด แม้จะมีการรับรองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 44 และมาตรา 34 รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยร่วมเป็นภาคีด้วยก็ตาม แต่หลังการชุมนุมยุติลง การมีหมายเรียกมายังประชาชนด้วยข้อกล่าวหาจากพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะเช่นนี้นั้น ชวนให้น่ากังวลใจอย่างยิ่งว่า หลังจากนี้เสรีภาพในการชุมนุมและสิทธิในการแสดงความเห็นของประชาชนภายใต้รัฐบาล 'แพทองธาร ชินวัตร' จะดำเนินไปในทิศทางใด
