'พีมูฟ' ยื่นหนังสือถึง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา สอบกรณี รบ.มีมติยกเลิกระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการจัดการโฉนดชุมชน พร้อมยื่นคำขาด 19 พ.ค.นี้ หากไม่มีความชัดเจน นำเรื่องโฉนดชุมชนกลับเข้า ครม. เตรียมนัดรวมตัวที่ศาลากลางเชียงใหม่ เคลื่อนขบวนมากรุงเทพฯ ทวงคำตอบ ด้าน ‘นรเศรษฐ์’ เผยเตรียมบรรจุเป็นวาระเร่งด่วน เรียกทุกฝ่ายมาให้ข้อมูลกับภาคประชาสังคม
11 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า วันนี้ (11 พ.ค.) ที่รัฐสภา ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เดินทางเข้ายื่นร้องเรียนต่อ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาลกรณีมีมติยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชน โดยมีนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้รับหนังสือ
พชร คำชำนาญ ตัวแทนพีมูฟ เปิดเผยว่า การมาร้องเรียนในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันให้มีการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหลายฉบับ โดยอ้างว่าล้าสมัยและไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย ซึ่งรวมถึงระเบียบว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553
พชร กล่าวว่า ระเบียบฉบับนี้คือดอกผลของการต่อสู้ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของภาคประชาชนมาตั้งแต่หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินอย่างเป็นธรรม การยกเลิกครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากโฉนดชุมชนอย่างเร่งรีบโดยขาดการมีส่วนร่วม และไม่เคยปรึกษาหารือกับประชาชนกว่า 486 ชุมชนที่ใช้แนวทางนี้อยู่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลชุดนี้ไร้วิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคน 50 ล้านคนที่เข้าไม่ถึงที่ดิน แต่กลับกระตือรือร้นผลักดันโครงการที่เอื้อต่อกลุ่มทุน เช่น กฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) หรือแลนด์บริดจ์ โดยไม่สนผลกระทบ
ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ ตั้งกระทู้ถามสดถามรัฐบาลเพื่อให้ชี้แจงความชัดเจนในการเลิกโฉนดชุมชนต่อสาธารณะ โดยถาม ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ประเด็นรัฐบาลจะทำอย่างไรกับชุมชนที่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงในที่ดิน และจะมีมาตรการอย่างไรในการคุ้มครองพื้นที่ที่ยังยืนยันแนวทางโฉนดชุมชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากนโยบายจัดการที่ดินที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้รัฐบาลต้องเร่งเดินหน้าโฉนดชุมชน และการยกระดับโฉนดชุมชนให้เป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการที่ดินภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2569 มาตรา 10 (4) ให้ทันภายในการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 19 พ.ค. 2569 และขอให้บรรจุวาระตรวจสอบกรณีการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน เข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ โดยเร่งด่วน พร้อมทั้งเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักปลัดสำนักนายกรัฐนตรีและคณะกรรมการบโยบายที่ดินแห่งชาติ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ร่วมชี้แจง
ขณะที่ จรัสศรี จันทร์อ้าย ตัวแทนพีมูฟภาคเหนือ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า บริหารประเทศเพียงเดือนเศษก็ทำลายความหวังของชาวบ้านที่เรียกร้องการกระจายถือครองที่ดินมานานกว่า 10 ปี พร้อมเปรียบเทียบว่า รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย เหตุใดจึงทำลายเจตนารมณ์ประชาชนยิ่งกว่ารัฐบาลยุค คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) และตั้งคำถามถึงมาตรการรองรับชาวบ้านที่อาศัยในที่ดินรัฐทับซ้อน หรือที่ดินเอกชนทิ้งร้าง ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกดำเนินคดีอย่างหนัก
จรัสศรี ยังได้ยื่นคำขาดว่า หากภายในวันที่ 19 พ.ค.นี้ รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในการนำเรื่องโฉนดชุมชนเข้าสู่ที่ประชุม ครม. พี่น้องภาคเหนือจะรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และพร้อมเคลื่อนไหวใหญ่เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อทวงถามคำตอบด้วยตัวเอง
ส่วนประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า เหตุผลที่รัฐอ้างว่าล้าสมัยและซ้ำซ้อนนั้นไม่เป็นความจริง เพราะยังมีชุมชนเกือบ 200 แห่งที่อยู่ในกระบวนการตามระเบียบปี 2553 นี้ อีกทั้งกฎหมาย คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ที่รัฐใช้อยู่นั้น มีเงื่อนไขที่ลดทอนสิทธิประชาชน เช่น ให้สิทธิครอบครองเพียงชั่วคราว 5-20 ปี และจำกัดเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่ำมาก ซึ่งโฉนดชุมชนมันคือเครื่องมือสำคัญที่รองรับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 57 หน้าที่ของรัฐคือต้องเคารพสิทธิชุมชน ดังนั้น หากรัฐบาลจะยกเลิกของเก่า ก็ต้องมีแนวทางหรือมาตราการรองรับที่เป็นรูปธรรมหรือออกระเบียบโฉนดชุมชนใหม่ภายใต้กฎหมาย คทช. ที่เคารพสิทธิชาวบ้านมากกว่าเดิม ไม่ใช่การลดทอนสิทธิ์แบบที่เป็นอยู่ครับ
ในช่วงท้าย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวสรุปว่า การกระทำของรัฐบาลภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรีในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว ได้ส่งผลให้สิทธิชุมชนในประเทศไทยถอยหลังลงคลองอย่างเห็นได้ชัด คณะกรรมาธิการฯ จะรับเรื่องนี้ไว้เป็นกรณีเร่งด่วน และจะดำเนินการบรรจุเข้าวาระการประชุมเพื่อเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงคำถามของภาคประชาชนโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐจะปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการเคารพสิทธิของชุมชนต่อไป
