ศาลแขวงดุสิตพิพากษาจำคุกและปรับ 2 นักปกป้องสิทธิฯพีมูฟ “ธีรเนตร-จำนงค์” คดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ยืนยันคำสั่งห้ามชุมนุม 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาลยังมีผลบังคับ ขณะที่สองนักปกป้องสิทธิฯ เตรียมอุทธรณ์หวังสู้ต่อเพื่อสร้างบรรทัดฐานสิทธิประชาชน ขณะที่ “อังคณา” เสนอทบทวนและแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะทั้งฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพประชาชน

28 มกราคม 2569 ศาลแขวงดุสิต นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ ธีรเนตร ไชยสุวรรณ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) (ในขณะนั้น) และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) พร้อมด้วย จำนงค์ หนูพันธ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษาพีมูฟ (ในขณะนั้น) ถูกพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต แจ้งข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ฐานเป็นผู้จัดการชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล โดยวันนี้มีทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC), สมาชิกของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move), เจ้าหน้าที่ขององค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนอร์ชั่นแนล ประเทศไทย (PI) รวมถึงอังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาในครั้งนี้ด้วย
ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 7 วรรคท้าย ซึ่งเกี่ยวกับคำสั่งของตำรวจที่ห้ามการชุมนุมในรัศมี 50 เมตร จากทำเนียบรัฐบาล โดยมีทั้งหมด 2 คดี คือ คดีหมายเลขดำ 869/2568 และ 870/2568 ที่เป็นคดีร่วมของจำนงค์และธีรเนตร และอีก 1 คดีที่เป็นคดีของจำนงค์เพียงคนเดียว ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาพร้อมกัน
ศาลวินิจฉัยว่า แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แต่สิทธิดังกล่าวสามารถถูกจำกัดได้โดยกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้ คำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรของตำรวจยังมีผลบังคับใช้ เนื่องจากจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
ศาลเห็นว่า ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่สำคัญด้านการบริหารประเทศ มีความจำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย โดยการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 600–800 คน อาจส่งผลต่อการดูแลความปลอดภัย หากไม่มีระยะเว้นให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ คำสั่งศาลแพ่งที่ไม่สั่งให้เลิกการชุมนุมในครั้งก่อน ไม่ได้มีผลยกเลิกคำสั่งห้ามชุมนุมของตำรวจในทางอาญา
ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 7 วรรคท้าย ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์และรับว่ามีการชุมนุมในพื้นที่จริง ศาลจึงลดโทษเหลือ จำคุก 1 เดือน ปรับ 7,500 บาท และเนื่องจากไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลมีคำสั่งให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี โดยโทษปรับยังคงเดิม
ทนายความระบุว่า ภายหลังจากนี้จะรอคำพิพากษาฉบับเต็ม และเตรียม ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมาย เนื่องจากคดีนี้มีโทษจำคุกและรอลงอาญา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิการชุมนุมของประชาชนในอนาคต รวมถึงการกำหนดให้คำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตร ยังคงมีผลใช้บังคับต่อเนื่องในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ดุสิต
“การเมืองบนท้องถนนคือช่องทางสุดท้ายของคนจน”
ด้าน ธีรเนตร ไชยสุวรรณ กล่าวภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมเห็นมาโดยตลอดว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ขัดต่อเสรีภาพของประชาชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนผู้มีเสียงเบา การชุมนุมบนท้องถนนเป็นช่องทางสำคัญแทบจะเป็นช่องทางเดียวในการเรียกร้องสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน ทรัพยากร หรือคุณภาพชีวิต
ธีรเนตร ระบุว่า การกำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล ในทางกายภาพแทบไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นถนนหรืออาคารที่ไม่เอื้อต่อการรวมกลุ่ม ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดกั้นการใช้สิทธิในการชุมนุม พร้อมยืนยันว่าพีมูฟจะยังเดินหน้าต่อสู้ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกเลิกหรือปรับปรุง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส
“จากค่าปรับสู่โทษจำคุก การเคลื่อนไหวของประชาชนกำลังถูกคาดโทษ”
ขณะที่ จำนงค์ หนูพันธ์ กล่าวว่า รู้สึกกังวล เนื่องจากแนวโน้มการลงโทษเปลี่ยนจากการปรับเพียงอย่างเดียว ไปสู่การมีโทษจำคุกและรอลงอาญา ซึ่งอาจส่งผลให้การต่อสู้ของประชาชนในอนาคตเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ย้ำว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญควรมีสถานะสูงกว่าคำสั่งทางปกครอง และการบังคับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ในลักษณะนี้ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด
“อังคณา” เสนอทบทวนและแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะทั้งฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพประชาชน
ด้าน อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเข้าสังเกตการณ์การอ่านคำพิพากษาในครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า แม้เคารพคำพิพากษาของศาล แต่เห็นว่าคดีนี้ผู้จัดการชุมนุมไม่ควรถูกลงโทษทางอาญา เนื่องจากการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ปราศจากความรุนแรง และควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
อังคณา กล่าวว่า คดีนี้สะท้อนความจำเป็นในการ ทบทวนและแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะทั้งฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่มของประชาชนอย่างแท้จริง
PI ชี้การชุมนุมสาธารณะโดยสงบคือการใช้สิทธิของนักปกป้องสิทธิ ฯ ตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ด้านปรานม สมวงศ์ จาก Protection International (PI) กล่าวว่า ความยากจนและความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐต้องรับผิดชอบ การชุมนุมสาธารณะโดยสงบคือการใช้สิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การใช้กฎหมายอาญาลงโทษการชุมนุมเช่นนี้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงข่มขู่ต่อเสรีภาพการชุมนุมในคดีอื่น ๆ
สำหรับที่มาที่มาที่ไปของคดีดังกล่าวนี้ เป็นกรณีที่ ธีรเนตร ไชยสุวรรณ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) (ในขณะนั้น) และ จำนงค์ หนูพันธ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษาพีมูฟ(ในขณะนั้น) ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จากการเป็นผู้จัดการชุมนุมเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิชุมชน บริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาลคดีนี้ได้รับความสนใจจากภาคประชาชนและนักกฎหมาย เนื่องจากอาจเป็นคดีสำคัญที่นำไปสู่การวางบรรทัดฐานทางกฎหมาย เกี่ยวกับการใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ และขอบเขตการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการจำกัดพื้นที่การชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ
