No บิด No เหลี่ยม เชียงใหม่ เราขูดรีดกันตรงๆ ฟังชีวิต “แรงงานสร้างสรรค์” เชียงใหม่ที่ต้องต่อสู้กับค่าแรงสุดต่ำ การจ้างงานสุดโหด “แอนดริว” บาริสต้าเงินเดือน 6,800 บาท “อิง” ดีไซเนอร์ออกแบบนิทรรศการจบใหม่ที่ต้อนรับชีวิตวัยทำงานของตัวเองด้วยการถูกนายจ้างฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 500,000 บาท
บาริสต้าเมืองกาแฟ ท้าทายชีวิตด้วยเงินเดือนหกพัน
แอนดริว บาริสต้าในเมืองกาแฟเล่าถึงความโหดร้ายของสภาพการจ้างงานในเชียงใหม่ให้ฟังว่า ร้านกาแฟเก่าที่เขาทำก่อนหน้านี้เขาได้เงินเดือนเพียง 6,800 บาท ในปี 2567 ยังมีร้านกาแฟที่จ่ายค่าแรงต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำไปมากได้ขนาดนี้ จะอ้างว่าแอนดริวไม่มีประสการณ์จนต้องรับเงินเดือนเรทบาริสต้าหัดชงก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่คนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในวงการกาแฟ แอนดริวเคยทำงานเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟแบบเชน (Coffee Chain) มาแล้วก็ก่อนหน้านี้ ตอนนั้นเงินเดือนเขาไต่ระดับไปแตะที่ 15,000 – 16,000 บาท แต่ก็แลกมาด้วยหน้าที่เพิ่มเติมอย่างอื่นนอกเหนือจากการชงกาแฟ และงานกลายเป็นสิ่งที่ตามติดชีวิตเขาตลอดเวลาไม่ว่าจะดึกแค่ไหน
“มันเป็นระบบบริษัทเนอะ (ร้านกาแฟแบบเชนที่เคยทำงานร้านแรก) ผมต้องสอบเลื่อนขั้นจากจูเนียร์บาริสต้าเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ และได้เป็น Assistant Barista พอขึ้นไปถึงตรงนั้นกลับกลายเป็นว่าผมต้องวิ่งเข้าไปช่วยในครัว จากที่เป็นบาริสต้าชงกาแฟ ผมต้องไปทำสเต็กมีเดียมแรร์ในวันที่เชฟลา ตรงนี้ผมยังยอมรับได้ คิดซะว่าเราได้ความรู้ติดตัว แต่ที่ผมรับไม่ได้จนต้องขอลาออกก็คือ ตอนที่ผมอยู่ในตำแหน่ง Assist คืนนั้นตี 3 มั้ง เขาโทรมาเคลียร์บัญชีกับผม มันไม่เหลือความเป็นส่วนตัวที่เราจะใช้เวลาพักผ่อน ผมก็เลยลาออก”
หลังจากนั้นแอนดริวเห็นประกาศรับสมัครบาริสต้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งใจกลางเมืองเชียงใหม่ หากมองเพียงแค่บรรยากาศร้านก็ถือว่าเป็นร้านกาแฟที่ดูเอาจริงเอาจังเรื่องกาแฟไม่น้อย ไม่ใช่ร้านกาแฟเชนแบบที่เขาเคยทำ บวกกับตอนนั้นแอนดริวต้องการที่จะจริงจังกับวงการกาแฟให้มากขึ้น เขาเลยลองไปสมัครดู
“ช่วงสัมภาษณ์เขาบอกว่า ถ้าอยากทำแบบจริงจัง แอนดริวต้องรีสตาร์ทตัวเองใหม่เลยนะ เริ่มจากศูนย์เลย แต่แจ้งก่อนนะว่าเงินเดือนมันอาจจะน้อย แต่เราก็จะขยับให้”
ทางผู้จัดการร้านที่สัมภาษณ์งานต้อนรับแอนดริวด้วยความหวังในการเริ่มต้นนับหนึ่งไปด้วยกันกับการเป็นบาริสต้าอย่างจริงจัง บนเงื่อนไขว่าเงินเดือนที่เขาได้รับในช่วงทดลองงานจะน้อยกว่าที่ประกาศไว้ในใบรับสมัครงาน นั่นเป็นที่มาของเงินเดือน 6,800 บาท
“ตอนแรกเขาบอกว่าทดลองงานหนึ่งเดือน แต่เหมือนผมจะผ่านโปรภายในหนึ่งอาทิตย์นะ เขาเอาเอกสารมาให้เซ็น คิดในใจเงินเดือนขึ้นแล้ว ได้แน่ สรุปเงินเดือนก็เท่าเดิม 6,800 บาท ทำอยู่ 6 เดือน”

แอนดริว บาริสต้า เชียงใหม่
ระหว่างทำงานมีช่วงหนึ่งที่แอนดริวต้องการลางานไปหาลูกที่ป่วย ลูกเขาเพิ่งคลอดได้ไม่นานและอยู่กับครอบครัวที่ จ.แพร่
“พอเราจะขอลางานก็มีการพูดว่า แอนดริวลาแล้วใครจะแทนล่ะ ช่วงที่ลูกผมป่วยจะกลับบ้านก็ไม่ให้ลา ทั้งที่ผมขอลาแค่ 2 วัน”
เขากลายเป็นตัวหลักในร้าน ทำให้เริ่มตั้งคำถามกับทางร้าน มากไปกว่านั้นเคยมีกรณีที่ผู้จัดการร้านเป็นเวรเปิดร้าน ซึ่งควรต้องมาเตรียมทำงานเปิดร้านในเวลา 6.00 น. แต่กลับมาถึงตอน 9.00 น. ทำให้แอนดริวที่เป็นเวรเปิดร้านคนที่ 2 มาทำงานในเวลา 7.00 น. ต้องรับหน้าที่เปิดร้านให้ทันเวลา 08.00 น. และเมื่อสอบถามผู้จัดการร้านก็ไม่ได้คำตอบอะไร
“อ้าวพี่ ผมนึกว่าวันนี้ผมเปิดร้านคนที่ 2 มาคนที่ 2 แต่ได้รับคำตอบว่าแล้วทำไมล่ะ เป็นอะไรหรือเปล่า พี่ลืม”
เป็นความไม่โอเคที่สะสมจากการทำงาน (การเข้างานของร้านนี้จะแบ่งเป็น 2 กะ คนเปิดร้านจะเป็นกะแรก เข้างานก่อนเวลาร้านเปิด ส่วนกะสองจะเข้างานช้ากว่าและเป็นคนทำหน้าที่ปิดร้าน)
นอกจากนี้ ด้วยความที่ร้านอยู่ใกล้โรงพยาบาล หากมีออเดอร์กาแฟของบุคลากรในโรงพยาบาล บาริสต้าก็ต้องเดินไปส่ง หรือบางครั้งก็ต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ส่วนตัวไปส่ง งานงอกที่หนักที่สุดคือบางวันที่โรงพยาบาลสั่งชุดเบรคกับทางร้าน บาริสต้าก็ต้องมาทำงานเช้าขึ้น แอนดริวเล่าว่าเขาเคยต้องมาทำงานตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เพื่อเตรียมเบรคกว่า 100 ชุดให้ทันก่อนเปิดร้าน
ที่น่าแปลกอีกอย่างคือ ทางร้านหักค่าชุดยูนิฟอร์มจากเงินเดือน 6,800 บาท ของแอนดริวทุกเดือน
“ผมไปเป็นบาริสต้า แต่ผมต้องคิดคอนเทนต์ถ่ายติ๊กต็อก ทำการตลาด ดูอัลกอริทึ่มของติ๊กต็อกทำยังไงให้ยอดคลิปขึ้น เงินเดือนก็ไม่ขึ้น”
การเอาตัวรอดในเชียงใหม่ด้วยเงินเดือน 6,800 บาทเป็นอีกเรื่องที่แอนดริวต้องสู้ชีวิตทุกเดือน ตอนนั้นเขาผ่อนรถมอเตอร์ไซค์อยู่ด้วยเดือนละ 4,000 บาท และส่งเงินอีกส่วนหนึ่งให้ลูก
เงินเดือนที่ได้รับมาแทบจะหายไปทั้งหมดในทันทีที่เคลียร์ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเสร็จ โชคดีที่แฟนเขาได้เงินเดือนมากกว่า ทั้งสองคนใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน บางครั้งเงินเดือนรวมกันยังไม่พอใช้
“ด้วยความที่ผมยังมั่นใจว่าถึงเงินมันจะน้อย แต่อย่างน้อยมันก็พัฒนาฝีมือเรา เรามองในแง่ว่าเราจะพัฒนาขึ้นเยอะมาก ได้รู้เรื่องกาแฟให้ลึกขึ้น ผมคิดให้เป็นช่วงเวลาที่ผมต้องพัฒนาตัวเองให้มากที่สุดแลกกับเงินเดือนน้อยแบบนี้ ผมก็ยังยอมอยู่ จนแฟนผมพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจได้เร็วขึ้น จ่ายค่าเงินหมอจิตเวชยังถูกกว่ามาอยู่รับเงินเดือนแค่นี้ สุขภาพจิตผมตอนนั้นถึงขั้นต้องไปหาเพื่อน ไปปรึกษาเพื่อน จริงๆ ฐานเงินเดือนตอนที่เขาประกาศรับสมัครคือ 9,000 – 10,000 บาท แต่เขากลับใช้ข้ออ้างที่บอกว่ามาเริ่มใหม่ด้วยกัน เงินเดือนก็เลยน้อยตามไปด้วย ขายฝันให้เรา บอกพี่จะส่งแอนดริวไปแข่งที่นั่นที่นี่”

แอนดริวในร้านกาแฟที่ทำงานปัจจุบัน ซึ่งจ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรม
ปัจจุบันแอนดริวลาออกจากร้านเดิม และมาทำงานกับร้านกาแฟที่ใหม่ได้ 6 เดือนแล้ว ร้านใหม่จ่ายค่าจ้างให้บาริสต้าเป็นธรรมมากกว่า และไม่มีงานงอก
“ผมจะซื้อบ้านแล้ว อีกเดือนหนึ่งผมจะได้บ้านเป็นของตัวเองแล้ว ชีวิตผมดีขึ้นเยอะมาก ผมก็เพิ่งมาเจอร้านที่มันดีขนาดนี้ เงินเดือนไม่ชนเดือนแล้ว มีเงินเก็บด้วย ผมโชคดีที่ได้มาเจอร้านนี้ และมาอยู่ร้านนี้ ผมไม่รู้สึกว่าผมไม่เก่งอีกแล้ว เราก็เก่งนี่ ไม่แข่งเราก็สู้เขาได้ แสดงว่าร้านนั้นกดฝีมือเราไว้ มาอยู่ที่นี่ผมมั่นใจขึ้นเยอะมาก”
ถ้าเสนอได้แอนดริวบอกว่าเขาอยากให้การจ้างงานบาริสต้าในเชียงใหม่สร้างสรรค์ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ บาริสต้าควรได้เงินเดือน 15,000 บาท ตามมาตรฐานเงินที่ควรจะเป็น มีสิทธิลาได้จริงตามที่กฎหมายกำหนด สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้บาริสต้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเวลาพัฒนาตัวเองในด้านอื่นๆ หรือแม้แต่ได้มีเวลากลับไปหาลูกหาครอบครัวบ้าง
งานแรกก็โดนฟ้อง ดีไซเนอร์ออกแบบนิทรรศการจบใหม่
อิง นักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เธอต้อนรับชีวิตวัยทำงานของตัวเองหลังเรียนจบด้วยการเป็นดีไซเนอร์ออกแบบนิทรรศการ ชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ในวงการศิลปะเชียงใหม่ ปัจจุบันอิงมีคดีติดตัวอยู่ด้วย หลังผู้อดีตผู้ว่าจ้างฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายจากเธอ 500,000 บาท
จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการที่เมื่อปีที่แล้วอิงและเพื่อนรวม 4 คน รับทำงานนิทรรศการจากบทหนังดังเรื่องหนึ่งให้กับคาเฟ่ที่เชียงดาว ชื่อหนังเรื่องดังกล่าวดึงดูดความสนใจให้อิงรับงานนี้ แม้เวลาในการทำงานจะน้อยเพียง 1 เดือน สำหรับการออกแบบและติดตั้ง
“ในช่วงแรกเขาก็เหมือนจะเปิด จนถึงในช่วงที่เราต้องเริ่มเคาะทุกอย่าง เริ่มติดตั้งนิทรรศการ ก็เกิดความเข้าใจผิดกันข้างใน เราเข้าใจว่าเราเป็นครีเอทีฟทำงานทุกอย่างจบที่เรา แต่กลายเป็นว่าเขา (เจ้าของคาเฟ่) วางตัวเองเป็นไดเรคเตอร์ที่ทุกอย่างต้องจบที่เขา แต่งานมันจะไม่ทัน เราก็บอกว่างานจบที่พี่แบบนี้มันจะไม่ทัน เขาก็มาโทษเราว่าถ้าน้องรู้จะจบไม่ทัน น้องจะรับงานทำไม แล้วก็เริ่มมีความขัดแย้งกันภายในมาเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้น”

อิง
ประกอบกับช่วงการติดตั้งงานเป็นช่วงที่เชียงใหม่พายุเข้า การติดตั้งนิทรรศการกลางแจ้งไม่ใช่เรื่องง่าย ร้านปริ้นท์ภาพ ร้านวัสดุ รวนไปหมดจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทางอิงเคยแจ้งขอเจ้าของคาเฟ่ให้เลื่อนงานออกไป ด้วยเหตุผลอุปสรรคจากดินฟ้าอากาศที่ทำให้การทำงานยากขึ้น แต่เจ้าของงานยืนยันที่จะไม่เลื่อน อิงเล่าว่ามีแรงกดดันในการทำงานร่วมกันเกิดขึ้น ทางทีมติดตั้งนิทรรศการต้องหาร้านปริ้นร้านเหล็กใหม่เพื่อให้มีภาพและอุปกรณ์ไปติดตั้งผลงาน
“สุดท้ายส่งงานทัน แต่ก็มีบางจุดที่เราต้องปรับแก้ให้เขา เขาอยากให้เพิ่มส่วนนั้นส่วนนี้ จนงานไม่จบและเขาไม่ยอมจ่ายเงินเราสักที เราอยากจบงานแล้ว จนมันถึงจุดหนึ่งที่เพื่อนเราที่อยู่กับเราตลอดก็โพสต์เฟซบุ๊กประมาณว่าร้านนี้ได้ข่าวว่ามีการขูดรีดแรงงาน และเราก็ไปคอมเมนต์เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น ช่วงพายุเข้าก็ไม่มีการผ่อนปรนอะไรเลย เราปีนหลังคาขึ้นไป 4 เมตร เพื่อติดตั้งงานเขาตอนกลางคืน จากนั้นเขาก็ฟ้องหมิ่นประมาทเรากับเพื่อนเรา เรียกค่าเสียหาย 500,000 บาท ฟ้องแพ่งและอาญา เราตกใจ ตอนนั้นก็ใจเสีย แต่โชคดีที่เรามีเพื่อนและคนรอบข้างดี ซัพพอร์ตให้สู้คดี แต่เขาก็ยังไม่ยอมจ่ายเงินเราอยู่ดีทั้งที่นิทรรศการก็แสดงไปแล้วเรื่อยๆ”
ตอนนั้นอิงและเพื่อนได้เข้าไปปรับแก้นิทรรศการตามที่เจ้าของงานเรียกร้องแล้ว แต่ก็ยังไม่จ่ายเงินค่านิทรรศการให้กับคนทำงาน หลังจากผ่านไปได้ 3 สัปดาห์ ทางอิงจึงได้ยกเลิกสัญญาและหยุดการทำงาน ไม่มีการไปทำคอนเทนต์ให้หรือปรับแก้งานเพิ่มเติมอีก
“เราทำการฟ้องร้องเขาเพื่อเอาค่าจ้างที่เราควรจะได้รับ เราไม่ได้บวกเพิ่มอะไรเข้าไปเลย เพราะเรารู้สึกว่ามันก็แค่ค่าจ้างไม่กี่หมื่น ทำไมให้ไม่ได้ ต้องรอให้ฟ้องศาลเหรอ หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกับเขาอีกเลย แต่นิทรรศการเขาก็จัดมาเรื่อยๆ เป็นเวลา 2-3 เดือน”
ผู้กำกับหนังเรื่องที่นำมาทำนิทรรศการไปพูดในนิทรรศการดังกล่าวด้วย อิงและเพื่อนจึงพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองด้วยการโพสต์อธิบายเหตุการณ์ เขียนจดหมายไปยังสมาพันธ์ผู้กํากับภาพยนตร์ เพราะผู้กำกับหนังที่นำมาทำนิทรรศการก็เป็นหนึ่งในสมาชิก
สุดท้าย ผู้กำกับหนังดังกล่าวระบุว่า ไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องนี้ได้ สมาพันธ์ผู้กํากับภาพยนตร์ไม่สามารถซัพพอร์ตได้ เนื่องจากไม่ใช่ข้อขัดแย้งกับตัวภาพยนตร์โดยตรง
“จริงๆ เขา (ผู้กำกับหนัง) สามารถพูดจุดยืนตัวเองได้ เพราะนิทรรศการนี้มันทำเพื่อเขาเลย ระหว่างการทำงานเรายังต้องสัมภาษณ์เขาเพื่อทำนิทรรศการด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่พูด เงียบ”
“เมื่อวานเป็นวันที่เรารับปริญญา และก็เป็นวันเดียวกับที่เพื่อนเราขึ้นศาล ตอนเช้าทนายฝั่งเขา (เจ้าของคาเฟ่) โทรมาบอกว่าจะยอมจ่ายเงินทุกบาท แต่ให้ถอนฟ้อง เขาก็ทำได้ เขาก็จ่ายได้ เพราะก่อนหน้านี้เงิน 30,000 บาท เขาบอกว่าจะจ่ายให้แค่ 20,000 บาท แต่เขาโปรโมทให้นิทรรศการเราฉ่ำเลยนะ”
คดีฟ้องเรียกค่าจ้างก็จบไป และเงิน 30,000 บาท คือค่าแรงของอิงและเพื่อนทั้ง 4 คน ในการรับทำนิทรรศการครั้งนี้
ส่วนคดีหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 500,000 บาท ยังคาอยู่ในศาลเหมือนเดิม
“งานนี้เป็นงานแรกที่ทำหลังเรียนจบ โดนเลย”

ปัจจุบันอิงได้ทำงานประจำในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ อิงยังคงทำหน้าที่เดิมเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเวที ออกแบบนิทรรศการ การขยับจากฟรีแลนซ์มาเป็นพนักงานประจำช่วยให้ชีวิตทางการเงินของอิงง่ายขึ้นในระดับหนึ่ง และมีองค์กรของค่อยซัพพอร์ต
“ถ้าเทียบกัน พูดง่ายๆ เหมือนเรามีคนคุ้มกะลาหัวให้ ตอนเป็นฟรีแลนซ์รู้สึกไม่มั่นคงเรื่องเงินอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องกลัวว่านายจ้างจะเหลี่ยมกับเราอีก แล้วไม่มีอะไรรับประกันให้เราเลยว่าถ้าเรามีปัญหาขึ้นมา ใครจะช่วยเรา ตอนที่เราโดน เราก็ไปหาเลยว่าเราจะฟ้องใครได้บ้าง ปรากฏว่าสำหรับฟรีแลนซ์ ศาลปกครองกับกรมคุ้มครองแรงงานช่วยเราในฐานะแรงงานไม่ได้ ต้องกลายเป็นฟ้องแพ่งบุคคลต่อบุคคลเท่านั้น ค่าทนายทุกอย่างเราก็ต้องออกเอง”
ข้อดีของการมีสัญญาจ้างแรงงานที่อิงเห็นคาตาคือ เวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับตัวลูกจ้าง ศาลปกครองและกรมคุ้มครองแรงงานสามารถช่วยดำเนินการให้ลูกจ้างได้ฟรี ไม่นับว่าบริษัทยังมีทนายความของบริษัทมาช่วยอีกแรงหนึ่ง
“ถ้านายจ้างทำตัวหัว_วยใส่เรา เราสามารถเดินไปให้กรมคุ้มครองแรงงานช่วยได้ โดยไม่เสียเงินเลยสักบาท สิทธิในการปกป้องตัวเองแค่นี้ก็ต่างกันแล้ว”
“ส่วนในเรื่องของความรู้สึกเรารู้สึกว่ามั่นคงขึ้น เราไม่ต้องห่วงเรื่องในใจเรา เช่น นายจ้างจะบิดไหม เงินเดือนนี้จะได้เท่าไหร่ ทำให้เรามีแรงไปสร้างสรรค์แบบอื่นๆ เยอะขึ้น”
ค่าจ้างที่อิงได้รับจากบริษัทเป็นเงินเดือนเรทที่หาได้ยากมากในเชียงใหม่ มีโอที มีประกันสังคม มีชีวิตที่ดีแบบที่คนทำงานควรจะมี
“โอทีวันธรรมดาบวก 1.5 เท่า เสาร์อาทิตย์ 1 เท่า เกินเวลาวันหยุด 3 เท่า นี่สินะสิ่งที่อยู่ในกฎหมาย เรารู้สึกว่าพวกแรงงานฟรีแลนซ์มันควรจะได้ลิ้มรส เพื่อที่เขาจะได้ไปสร้างสรรค์อะไรอีก อย่างน้อยๆ กฎหมายก็ควรจะซัพพอร์ตในเวลาที่นายจ้างทำตัวสารเลวกับคนทำงาน ก็ควรช่วยดำเนินการให้ฟรี”

สำหรับอิงเชียงใหม่เป็นเมืองที่มียังมีงานให้ทำอยู่ ทั้งงานสายกราฟิก บาริสต้า งานบริการ ไม่ต้องพูดถึงงานสายสถาปัตย์ที่เธอเรียนจบมาก็ยังมีทางอีกเยอะ เชียงใหม่ยังมีงาน แต่ค่าแรงน้อยจนคนทำงานมีชีวิตสะบักสะบอม
“เชียงใหม่ค่าแรงถูก ถูกแบบใจคอจะไม่ให้คนอื่นเขาได้ลิ้มรสปัจจัย 5 กันเลยเหรอ แค่ปัจจัย 4 ยังจะไม่พอ จะซื้อหนังสือไม่ได้ จะซื้อแว่นตา 300 บาทเท่ๆ สักอันยังไม่ได้ มันสิ้นเปลือง”
อิงเล่าถึงเพื่อนสถาปัตย์ที่เป็น first jobber ด้วยกันให้ฟังว่า คนที่เลือกอยู่เชียงใหม่ได้เงินเดือน 10,000 – 14,000 บาท ส่วนคนที่เข้ากรุงเทพฯ ได้เงินเดือน 17,000 บาท (ในกลุ่มคนที่ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพ) เพื่อนหลายคนเลือกที่จะไม่อยู่เชียงใหม่ไปสู้ชีวิตที่กรุงเทพหรือภาคใต้แทน ภูเก็ต กระบี่ จังหวัดที่มีตัวเลือกบริษัทเยอะกว่า เติบโตในสายงานได้เร็วกว่า
ส่วนตัวอิงที่ยังทนรับค่าแรงน้อยสมัยเป็นฟรีแลนซ์ในเชียงใหม่ก็เพราะอยากอยู่ที่นี่
“เราอยากอยู่เชียงใหม่มาตั้งแต่แรกแล้ว อยากอยู่เชียงใหม่ อยากตายเชียงใหม่ ที่เราพยายามเรียกร้องหรือทำอะไรส่วนหนึ่งก็อยากให้ตนเองสบายและอยากให้คนอื่นสบายเหมือนที่เราสบายด้วย ตอนเราเรียนอยู่เราก็เห็นรุ่นพี่ เห็นเพื่อนเราต้องออกไปทำงานกรุงเทพฯ ทำไมเชียงใหม่โตไม่ได้ เราเชื่อว่ามันได้ แต่ต้องลงมือทำอะไรกันก่อน”
“เชียงใหม่คนทำงานสร้างสรรค์อยู่กันด้วยใจมากๆ ถ้าสักวันใจมันหมด มันจะสิ้นหวังมากๆ เราเคยทำสำรวจเรื่องนักศึกษาจบใหม่ที่ทำงานสร้างสรรค์ คนพวกนี้พอจบใหม่เขาจะทำงานได้แป๊บเดียว ในสิ่งที่ตัวเองฝัน ศิลปะ ศิลปิน หลังจากนั้นเขาจะพบว่ามันไม่ได้ทำให้เขาอยู่ได้ เขาก็ต้องไปทำอย่างอื่น มันน่าเศร้า ท้องไม่อิ่ม ไม่มีเงินจ่ายค่าที่พัก ถ้าวันหนึ่งเขาไปเป็นบาริสต้า เขาก็เป็นบาริสต้าที่อยากเป็นศิลปิน ก็แค่นั้น”
อิงเสนอว่า รัฐสามารเข้ามาสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ได้และเชียงใหม่ก็ถูกชูให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ เพียงแค่คำว่าศิลปวัฒนธรรมในแบบของรัฐกับของคนรุ่นใหม่อาจไม่เหมือนกัน ทำให้งบของรัฐที่ลงมาไม่ถึงศิลปินรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่โดนดีดออกไปจากงบที่สนับสนุนศิลปะตามขนบ
จ่ายค่าแรงเก้าพัน ไม่ง่ายในเมืองปราบเซียน
ในมุมของคนทำธุรกิจในเชียงใหม่ ไอซ์ - วิรินสิรี ชมเชย เจ้าของ Some Space Gallery บอกเล่าถึงความไม่ง่ายของการทำธุรกิจขนาดเล็กในวงการศิลปะเชียงใหม่เมืองปราบเซียนว่า กำไรไม่ได้เยอะ ยิ่งในเมืองที่พึ่งพิงนักเที่ยวเกือบ 80% อย่างเชียงใหม่ หน้าไฮซีซั่นของเชียงใหม่ปีหนึ่งก็แค่ไม่กี่เดือน กำไรที่ทำได้ในช่วงหน้าไฮต้องถูกคิดเผื่อความอยู่รอดของร้านในหน้าโลวด้วย
“สมมติว่าได้กำไรมาหนึ่งก้อน เงินจะต้องถูกคิดเผื่อทุกอย่างที่ต้องจ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่รายได้เราสวิงมาก จนไม่รู้เลยว่าเดือนหน้าจะได้เท่านี้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นการจ้างพนักงานหนึ่งคนแปลว่าเราต้องดูแลเขาอย่างน้อยก็หนึ่งปีในทุกวันๆ เงินที่เราให้เขาคือความรับผิดชอบ การที่เราให้เงินเขาน้อยเหมือนกับว่าเราไม่เห็นคุณค่าเวลาที่เขาเสียมาให้เรา เพราะเราก็เคยเป็นพนักงานบริษัทมาก่อน”
ในมุมของไอซ์ธุรกิจของเธอมีความขึ้นๆ ลงๆ สูง รายได้ของร้านไม่แน่นอน ไอซ์หาทางออกให้ร้านโดยเลือกที่จะไม่จ้างพนักงานและทำทุกอย่างด้วยตัวเองแทน จนตอนนี้รู้สึกว่า Some Space Gallery ไม่ใช่ธุรกิจแต่เป็นแพสชั่นที่ยังลากทำต่อไป
“เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถให้ (ค่าจ้าง) น้อยเกินไปได้ แต่ถ้าจะให้เยอะ เราก็ไม่รู้ว่าเดือนหน้าเราจะให้มากเท่านี้ได้อีกไหม”

ไอซ์ เจ้าของ Some Space Gallery
ภาพจาก Some Space Gallery
“สมมติเดือนนี้เราได้กำไร 40,000 บาท เราต้องจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟแล้ว 10,000 บาท ยังไม่รวมค่าของที่ต้องลงเพิ่มเดือนหน้า ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเราอีก จ้างพนักงานหนึ่งคน 9,000 บาท เดือนนี้จ่ายไหว แต่เดือนหน้าได้กำไร 20,000 บาท เพราะติดหน้าโลพอดี ทำยังไงล่ะ จ่ายค่าเช่าร้านกับค่าพนักงานก็หมดแล้ว”
ไอซ์พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในเชียงใหม่ถึงให้ค่าจ้างพนักงานได้แค่ 9,000 – 12,000 บาท เธอเข้าใจแต่ไม่ได้เห็นด้วย
“ถ้ามองในมุมเจ้าของธุรกิจในเชียงใหม่ นี่เป็นวัฏจักรความทุเรศของระบบเศรษฐกิจด้วย เศรษฐกิจเชียงใหม่พึ่งนักท่องเที่ยวเกินไปและเรายืนด้วยขาตัวเองไม่ได้ คนเชียงใหม่ไม่สามารถออกไปกินไวน์ได้ ซื้อเสื้อผ้าแพงๆ ไม่ไหว คนที่ทำได้มีแค่กี่เปอร์เซ็นต์ในเชียงใหม่ ส่วนคนที่ออกมาใช้ชีวิตฟังดนตรีคือใคร นักท่องเที่ยว เราไม่โทษเจ้าของธุรกิจแต่เราโทษระบบเศรษฐกิจที่มันบังคับให้เราอยู่ในวงล้อโง่ๆ เราไม่ควรจะพึ่งนักท่องเที่ยวอย่างเดียว”
นอกจากนี้ไอซ์ยังมองเห็นการฉวยโอกาสของธุรกิจขนาดใหญ่บางรายที่อาศัยช่องตรงนี้จ้างงานพนักงานด้วยเงินเดือน 9,000 – 12,000 บาท ทั้งที่ธุรกิจก็ทำกำไรสามารถจ้างงานคนทำงานด้วยค่าจ้างที่เป็นธรรมได้มากกว่านี้
“แต่มีบางคนที่ทำโมเดลธุรกิจได้กำไรในธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ยังทำตัวเหมือนเป็นโมเดลขนาดเล็กอยู่ หมายความว่าบริษัททำกำไรต่อเดือนเป็นแสน แต่ยังจ้างพนักงาน 9,000 บาทอยู่ เหมือนพอเห็นที่อื่นก็ทำแบบนี้ ก็ทำบ้าง”
จ่ายค่าแรงสูงได้ เพราะชีวิตคนทำงานสำคัญ
บิ๊ก-บริรักษ์ อภิขันติกุล หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน School Coffee อดีตร้านกาแฟจากกรุงเทพฯ ที่ย้ายตัวเองมาท้าทายระบบในเชียงใหม่เมืองปราบเซียน School Coffee เป็นร้านกาแฟที่เปิดมากว่า 12 ปี ก่อนหน้านี้อยู่ที่แถวมหาวิทยาลัยเกษตร ก่อนจะตัดสินใจย้ายมาที่เชียงใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุผลที่บิ๊กไม่อยากให้ลูกชายเติบโตในเมืองที่มีสภาวะเคร่งเครียดและรถติดอย่างกรุงเทพฯ และสวนกาแฟของทางร้านก็อยู่ที่เชียงใหม่
ตอนอยู่ที่กรุงเพ School Coffee มีพนักงานประจำ 4 คน และพาร์ทไทม์เป็นนักศึกษา ม.เกษตร ที่ผลัดเปลี่ยนมาทำงานด้วยกันอีกจำนวนหนึ่ง พอย้ายมาอยู่เชียงใหม่ก็มีพนักงานประจำ 5 คน และพาร์ทไทม์ 1 คน
“ถ้าเป็นพนักงานประจำก็จะมีเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 15,000 บาท แล้วก็เพิ่มขึ้นไปตามประสบการณ์ ตอนนี้น้องที่ได้มากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 20,000 กลางๆ แล้วแต่เดือน เพราะจะมีเรื่องโบนัสจากยอดขายเข้ามาด้วย เช่น เดือนนี้เราสรุปยอดขายกันได้ว่าเราขายกาแฟได้ 3,000 แก้ว เราก็จะหารแบ่งกันให้โบนัสน้องๆ ทุกคน สองยอดขายจากยอดคั่วกาแฟ ถ้าเราทำยอดได้ตามที่ตั้งไว้เราก็จะมีโบนัสเพิ่มให้ มีสวัสดิการเครื่องดื่มในร้านกินได้เต็มที่ เราอยากให้น้องๆ เข้าใจแล้วก็เรียนรู้จากเครื่องดื่มที่ตัวเองทำ มีวันหยุดกลางปี บางปีเราก็ไปหยุดช่วงฤดูฝุ่นคล้ายๆ ปิดเทอมเล็กๆ 5 วัน 7 วัน ปิดร้านเลยกลับบ้าน เพราะพนักงานบางคนของที่นี่ก็มาจากกรุงเทพฯ จริงๆ ตามมากันครบทุกคนเลย” บิ๊ก เจ้าของร้าน School Coffee กล่าว

บริรักษ์ อภิขันติกุล เจ้าของร้าน School Coffee
บิ๊กมีแนวคิดเรื่องการจ่ายค่าแรงให้คนทำงานว่า “ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในร้านคือ ‘มนุษย์’ และเราควรจะให้คุณค่ากับเขาเป็นอันดับหนึ่งด้วยเช่นกัน ถ้ามองย้อนกลับมาสมัยที่เราเริ่มทำงาน เงินมันควรจะเป็นจำนวนที่อยู่ได้ในชีวิตจริง ค่าน้ำมัน ค่าที่พัก ค่าอาหารการกิน น้องก็ควรต้องมีเงินเก็บไปซื้อเสื้อผ้าหรือไปซื้ออะไรก็ตามแต่ เราเชื่อว่ามนุษย์เป็น factor แรก การทำให้มนุษย์มีความสุข งานก็จะออกมาดีเอง ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นใน 12 ปีที่เราทำงานมา”
ในบางจังหวะของการทำธุรกิจเชียงใหม่สามารถเป็นเมืองที่เงียบสนิทได้ เช่นในช่วงหน้าฝุ่น PM2.5 หรือช่วงน้ำท่วมที่ยอดขายต่ำเตี้ยเรี่ยดิน School Coffee ก็ไม่เคยมีแนวคิดที่จะประหยัดรายจ่ายด้วยการจ่ายเงินพนักงานน้อยลง หรือแม้แต่การรับพนักงานใหม่และจ่ายเงินเดือนตามเรทเชียงใหม่ก็ไม่อยู่ในตัวเลือกที่ School Coffee จะปฏิบัติต่อพนักงานของร้าน “ไม่เคยคิดเลย”
“เราคิดว่าการใช้ชีวิตอย่างน้อยต้องมีเงินประมาณนี้ ไม่อย่างนั้นชีวิตน้องๆ ก็จะอยู่ยาก เมื่อเขาอยู่ยากเขาก็ต้องขวนขวายหาโอกาสใหม่ๆ แต่เราอยากทำงานเป็นครอบครัว เราอยากให้เขาอยู่กับเรานานๆ ถ้าเราเจอคนที่ใช่แล้ว เจอเด็ก School Coffee แล้ว เราก็อยากทำให้เขาอยู่กับเรา เติบโตไปด้วยกัน อย่างตอนที่น้ำท่วมสิ่งเดียวเลยที่เราจะไม่ตัดคือเงินเดือนน้องๆ เราไปตัดเรื่องอื่น ไปประหยัดเรื่องอื่นให้ได้” เจ้าของร้าน School Coffee กล่าว
การพยายามจ่ายค่าแรงที่เป็นธรรมกับพนักงานให้ได้มากที่สุด ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกันในช่วงโลซีซั่น
“ร้านนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เจ้าของกลายเป็นมหาเศรษฐี พี่กับเพื่อนอีก 4 คนที่เป็นเจ้าของร่วมกัน เราอยากสร้างสังคมเล็กๆ ของพวกเราเอง ช่วงโลซีซั่นบางเดือนเราอาจจะได้เท่าทุนหรือได้กำไรนิดหน่อย เจ้าของร้านก็จะได้เงินน้อยหน่อย แต่ช่วงไฮซีซั่นที่สั้นเหลือเกินเราก็พอจะได้บ้าง ที่เหลือก็ปล่อยไปตามวิถี เราไม่ได้คาดหวังที่จะต้องขายดีตลอด พอถึงช่วงโลซีซั่นเวลาจ่ายเงินเดือนเราก็จะบอกน้องๆ ตลอดว่า เฮ้ย พวกเราช่วยกันประหยัดนะ ช่วยกันหาโปรดักต์ใหม่ๆ เครื่องดื่มใหม่ๆ ที่จะเพิ่มรายได้ให้เราในช่วงเวลาที่เราอาจจะลําบากนิดนึง ก็ได้รับคำแนะนำจากน้องๆ ตลอด ก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร สนุกดีมีความสุขดีก็โอเคแล้ว” บิ๊ก กล่าว
สุดท้ายเมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่ค่าจ้างบาริสต้าเชียงใหม่บางร้านยังอยู่ที่ 9,000 บาท หรือ 12,000 บาท ไปไม่ถึงค่าแรงขึ้นต่ำ
“คิดในฐานะเพื่อนมนุษย์หนึ่งคนก็ได้ ท่านรู้ดีว่าการทำธุรกิจคนส่วนใหญ่ก็จะมองการได้มาซึ่งรายได้หรือกําไรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แทนที่จะลดรายจ่ายในเรื่องของมนุษย์ ท่านไปทำกําไรให้มันมากขึ้นด้วยวิธีอื่นดีกว่า ลองย้อนกลับมาคิดถ้าเป็นตัวเราเองเราจะอยู่ได้ไหม ข้าวจานหนึ่งก็ 50 บาทแล้ว สุดท้ายถ้ามองในระยะยาวถ้าพนักงานอยู่ได้ เราในฐานะเจ้าของธุรกิจก็จะอยู่ได้ด้วยเหมือนกัน ที่เหลือมันควรเป็นหน้าที่เราในฐานะเจ้าของธุรกิจไปทำให้มันอยู่รอด ไปทำให้มีกำไร”
“ถ้าการจ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรมทำให้ท่านกังวลเรื่องต้นทุน อยากให้ท่านลองไปไปวางแผนธุรกิจใหม่ ถ้ายังไม่พร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม อย่าเพิ่งรีบเปิด ถ้าประเมินแล้วว่าตั้งร้านตรงนี้ ฉันขายกาแฟราคานี้ แล้วจ่ายค่าจ้าง 15,000 บาท ไม่ไหว ก็อยากให้ลองปรับปรุงใหม่ หาที่ใหม่ สร้างโครงสร้างราคาใหม่ๆ ได้ไหม เพื่อให้สุดท้ายเราสามารถจ่ายเงินน้องๆ ได้อย่างถูกต้อง ทุกวันนี้ทุกคนรู้ดีว่าการทำธุรกิจกาแฟมันไม่ง่าย เต็มไปด้วยการแข่งขันที่จะทำให้คุณพ่ายแพ้ไป ถ้าคุณรู้ว่าเชียงใหม่หน้าโลซีซั่นจะลําบาก คุณก็คงต้องจับมันไปอยู่ในแผนในการคิดของร้าน ถ้าเราวางแผนให้ดี หน้าโลก็ไม่ได้เป็นปัญหา”
