แรงงานเชียงใหม่รวมตัวเนื่องในวันแรงงานสากล “เฮา (แรงงาน) บ่ได้สู้อยู่คนเดว” เดินขบวนเรียกร้องสิทธิแรงงาน เรียกร้องขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 700 บาทต่อวัน, รัฐบาลต้องส่งเสริมการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานให้แรงงานทุกอาชีพ ทุกสภาพการจ้าง, ให้คุ้มครองด้านแรงงานแก่แรงงานทุกกลุ่มโดยไม่แบ่งแยกและไม่เลือกปฏิบัติ
1 พ.ค. 2568 เนื่องในวันแรงงานสากล หรือวัน May Day เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ, มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP Foundation), มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF), มูลนิธิการศึกษาประกายแสง (BEAM Education Foundation), สหภาพบาริสต้าเชียงใหม่ และเครือข่ายจัดงาน “เฮา (แรงงาน) บ่ได้สู้อยู่คนเดว” เพื่อเฉลิมฉลองวันแรงงานสากลและเรียกสิทธิให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และแรงงานทุกกลุ่มได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม
ภายในงานมีการเดินขบวนรอบเมืองเก่าเกือบ 3 กิโลเมตร จากลานพุทธสถานมายังบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ชูป้ายข้อความเรียกร้องสิทธิแรงงาน อาทิ เมนส์มาขอสิทธินี้ให้สตรีได้หยุดงาน , กฎหมายคุ้มครองแรงงานใช้ได้ทุกอาชีพ ยกเว้น Sex Worker, งานบ้านคืองาน ต้องได้เงิน, เฮา (แรงงาน) บ่ได้สู้อยู่คนเดว, ฝึกงานต้องเงิน ฯลฯ




ก่อนที่จะมีการอ่านแถลงการณ์ โดยมีขอเรียกร้องระดับชาติ ดังนี้
1. รัฐบาลและรัฐสภาต้องส่งเสริมการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานให้แรงงานทุกอาชีพ ทุกสภาพการจ้าง โดยเฉพาะแรงงานภาครัฐและแรงงานข้ามชาติ รัฐบาลต้องให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ILO ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง
2. รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองด้านแรงงานแก่แรงงานทุกกลุ่มโดยไม่แบ่งแยกและไม่เลือกปฏิบัติ แรงงานทุกกลุ่มต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานภาครัฐ แรงงานมหาวิทยาลัย แรงงานภาคประชาสังคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร แรงงานที่ทำงานให้พรรคการเมือง แรงงานอิสระ แรงงานแพลตฟอร์ม แรงงานนอกระบบ แรงงานภาคเกษตร แรงงานประมง แรงงานข้ามชาติ แรงงานที่ทำงานบ้าน ลูกจ้างชั่วคราวเหมาค่าแรงของภาครัฐ แรงงานบริการ
3. รัฐบาลต้องมีการบังคับใช้กฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้วอย่างเคร่งครัด แรงงานจำนวนมากยังเผชิญกับการขโมยค่าจ้าง (wage theft) ต้องทำงานโดยได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ยังต้องทำงานเกินชั่วโมงการทำงานโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลา ยังถูกหักค่าจ้างเป็นการลงโทษ นายจ้างหักเงินแต่ไม่นำส่งประกันสังคม ถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ฯลฯ โดยรัฐต้องเพิ่มจำนวนพนักงานตรวจแรงงานให้มากขึ้น 10 เท่า จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 1 คน ต่อประชากร 100,000 คน เป็น 1 ต่อ 10,000 คน รัฐบาลต้องทำให้การตรวจสอบเรื่องร้องเรียนด้านแรงงานสามารถตรวจสอบออนไลน์ได้
4. ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมแบบถ้วนหน้า โดยไม่แบ่งแยกอาชีพ สภาพการจ้าง และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ตามหลักเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ตลอดจนเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ เช่น เงินอุดหนุนบุตร ค่าคลอดบุตร บำนาญ ประกันการว่างงาน ค่ารักษาพยาบาล บำนาญชราภาพ และขยายเพดานเงินสมทบของผู้ที่มีรายได้เกินกว่า 15,000 บาทในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้การสมทบเป็นแบบถดถอย (regressive) กล่าวคือ มีมากต้องจ่ายสมทบมากเช่นเดียวกับภาษี เพิ่มอัตราสมทบจากฝั่งนายจ้างเป็น 15%



5. ปฏิรูปประกันสังคมให้ออกจากระบบราชการ เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างเพื่อความโปร่งใส ยกระดับสิทธิการรักษาพยาบาลประกันสังคมให้ไม่น้อยกว่าสิทธิบัตรทอง รวมกองทุนสุขภาพ 3 กองทุน
6. รัฐต้องจัดให้มีรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income: UBI) แก่ประชากรทุกคน ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนเดือนละ 3,000 บาท เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและพัฒนาศักยภาพแรงงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะแรงงานอิสระ แรงงานนอกระบบ ที่ไม่ได้มีสวัสดิการเหมือนแรงงานในระบบ
7. รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการในการกำจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิทั้งทางการเมืองและทางเพศ โดยเฉพาะผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตั้งแต่ความคิดทางการเมือง การรับเข้าทำงาน การไม่จ้างคนท้อง ค่าจ้างที่ไม่เท่ากันระหว่างเพศ การรับบริจาคเลือดของสภากาชาด ยกเลิกการเกณฑ์ทหารโดยเปลี่ยนไปใช้ระบบสมัครใจ
8. รัฐต้องเร่งออกคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เยียวยา อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงต่าง ๆ ที่มี เยียวยาและจัดหางานให้กับคนงานทุกคนที่เป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม
9. เตรียมมาตรการรับมือการปิดสถานประกอบการ การถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้ค่าชดเชย จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ขยายเงินประกันการว่างงานเป็น 80% ของเงินเดือน ให้รัฐบาลขยายแหล่งที่มาของรายได้ในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยให้จัดเก็บเงินจากนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในประเทศไทย เพื่อเป็นเงินสำรองจ่ายให้กับคนงานในกรณีปิดกิจการ ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มพนักงานทั้ง 4 บริษัท ที่กำลังชุมนุมอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดยด่วนที่สุด
10. ขอให้รัฐบาลกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 700 บาทต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นเร็วกว่าค่าจ้าง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลต้องใช้หลักค่าจ้างเพื่อชีวิต (Living Wage) ในการพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ รัฐบาลต้องแก้ไขกฎกระทรวงให้การสรรหาคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ มีความโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย เปิดเผยบันทึกการประชุมค่าจ้างทุกครั้ง เปิดเผยข้อมูลและสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำ


