เครือข่ายแรงงานภาคเหนือและแรงงานในเชียงใหม่นับร้อยคนรวมตัวกัน เนื่องในวันแรงงานสากล ประจำปี 2569 ในธีม “ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง” มีการเดินขบวนเรียงร้องสิทธิแรงงานกว่า 2 กิโลเมตร จากบริเวณพุทธสถานไปยังสวนสาธารณะรถไฟเชียงใหม่ ชูป้ายเรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรมและสิทธิแรงงานมากมาย เช่น “รวยไม่ไหวแล้วโว๊ย” “ค่ากาแฟ 1 แก้ว แพงกว่าค่าแรง 1 ชม.” “ค่าจ้างขั้นต่ำ = ค่าจ้างเพื่อชีวิต” “อยู่ในประเทศที่ค่าฝุ่นมากกว่าค่าแรง” “เมนส์มาลาได้” ฯลฯ โดยมีชาวจีน ชาวพม่า และชาวต่างชาติในเชียงใหม่จำนวนมากเข้าร่วมเดินขบวนในวันแรงงานด้วย ตลอดสองข้างทางมีประชาชนให้ความสนใจ





ตัวแทนแรงงานมีการอ่านแถลงการณ์ ระบุ ในปีนี้ ชีวิตของชนชั้นแรงงานต้องเผชิญกับแรงกระทบอย่างรุนแรง ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยภายในที่ซ้ำเติมกันอย่างต่อเนื่อง
1. สถานการณ์ภายนอกประเทศ ในระดับโลก ที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ “สงคราม”
สงครามซึ่งถูกจุดขึ้นโดยชนชั้นนำของโลก การตัดสินใจอาจเกิดจากคนเพียงไม่กี่คน หรือแม้แต่คนเพียงคนเดียว แต่ผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบกลับเป็นชนชั้นแรงงานทั่วโลก
ผลกระทบดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการตกงาน
ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานในประเทศที่อยู่ท่ามกลางสงครามยังต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งการบาดเจ็บล้มตาย และการพลัดถิ่นของครอบครัว ทั้งที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเหล่านั้นแต่อย่างใด
2. ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภายในประเทศเองก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
สถานการณ์ทางการเมืองขาดเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาไม่ถึงสามปี ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาลหลายครั้ง รวมถึงการยุบพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองโดยรวม
ด้านเศรษฐกิจยังคงซบเซาอย่างยาวนาน แรงงานจำนวนมากเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น หลายคนจำเป็นต้องเข้าสู่การจ้างงานรูปแบบอิสระโดยขาดหลักประกันที่มั่นคง
เชียงใหม่ของเราเอง พึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและค่าตั๋วโดยสาร
ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ถดถอยและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐควรมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าจ้าง การขยายสวัสดิการ หรือการควบคุมราคาสินค้า ดังเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และเยอรมนี ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างไม่ลังเลในวิกฤตโควิด เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของแรงงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏในประเทศไทยกลับเป็นความล้มเหลว
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบประกันสังคม ซึ่งควรทำหน้าที่เป็น “หลักประกันขั้นพื้นฐาน” ของแรงงาน กลับเผชิญกับปัญหาหลายประการ ทั้งข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ต่ำ และการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ที่ไม่เพียงพอ
สำคัญที่สุด เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของเราเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งมลพิษทางอากาศที่เราสูดเข้าไปทุกวัน อุณหภูมิที่สูงขึ้น จนทำงานกลางแจ้งไม่ได้ และการปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเราและคนที่เรารัก
เรื่องเหล่านี้ทำให้ชีวิตของแรงงานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แผนชีวิตที่เคยวางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างครอบครัว การส่งบุตรหลานเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ หรือการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ต่างต้องเผชิญกับข้อจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแนวโน้มของความไม่มั่นคงดังกล่าวก็ยังไม่ปรากฏสัญญาณว่าจะคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้




3. ข้อเสนอของเรา
ท่ามกลางความเปราะบางที่เกิดขึ้น เราขอเสนอสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน แต่จะเป็นเบาะรองรับของพวกเราได้จริง นั่นคือ “ระบบประกันสังคมแบบถ้วนหน้า” นำทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 และปรับปรุงให้ประกันสังคมที่มีอยู่ให้ตอบสนองต่อวิกฤต เป็นเบาะรองรับของแรงงานได้จริง
แรงงานจำนวนมากใน ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน เกษตรกร ลูกจ้างในกิจการขนาดเล็ก แรงงานในภาคการเมือง แม้จะมีนายจ้าง แต่ก็ไม่มีประกันสังคม
ในเชียงใหม่เอง เมืองท่องเที่ยว ยิ่งมีอาชีพอิสระเยอะ นักดนตรี ไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ต่างๆ เต็มไปหมด แต่ไม่มีเบาะรองรับอะไรเลย
เราไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมสวัสดิการต้องไปผูกติดอยู่กับการทำงานในระบบเท่านั้น แรงงานจะควรค่าได้รับสวัสดิการก็ต่อเมื่อทำงานได้เท่านั้นหรือ? ทำไมคนเหมือนกัน ทำงานเหมือนกัน แต่กลับได้รับสวัสดิการต่างกัน ทำไมแรงงานนอกระบบ ถึงไม่สมควรรับได้เงินค่าคลอดบุตร เงินอุดหนุนบุตร ค่าทำฟัน
การแบ่งแยกแรงงานออกจากกัน สวัสดิการต่างกัน มีความคุ้มครองต่างกัน ยิ่งทำให้พวกเราแรงงานอ่อนแอลง เรียกร้องกันคนละแบบ ผลประโยชน์ใครผลประโยชน์มัน เพราะระบบกฎหมายแบ่งแยกเราออกจากกัน ทำให้เราไม่ชนะ เพราะเราไม่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
เราไม่อยากเห็นภาพนี้อีกแล้ว ดังนั้นเราขอประกาศให้วาระ ประกันสังคมถ้วนหน้า เป็นวาระของแรงงานทั้งประเทศนี้ร่วมกัน ถ้าเรารวมกันไว้ คุยกันให้มากขึ้น ยื่นข้อเสนอฉบับเดียวกัน ทั้งประเทศ เขาก็คงจะปฏิเสธเราไม่ได้อีกต่อไป
4. ประกันสังคมที่เราอยากเห็น เป็นดังนี้
ทุกคนมีประกันสังคม ม.33
การรักษาพยาบาลสิทธิเดียวทั้งประเทศ รวม 3 กองทุนสุขภาพเข้าด้วยกัน รพ.ไม่แออัด
ไม่แอบเรียกเก็บเงินเพิ่ม และเราต้องไม่ลืมทำให้แรงงานทางการแพทย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยหลังจากป่วยแล้ว ยามชราที่เราทำงานไม่ได้ เราต้องมีบำนาญที่เลี้ยงชีพได้จริง มีบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าเดือนละ 3พันบาท แรงงานที่เคยอยู่นอกระบบก็ต้องได้รับบำนาญ และผ่านบำนาญสูตร CARE ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนเชียงใหม่ที่สุด เพราะเชียงใหม่มีผู้ประกันตนม.39มากที่สุดในประเทศ
แต่ถึงกระนั้น เราก็จะยังไม่ได้บำนาญอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะมีเพดานกั้นเราไว้ ควรปลดเพดานเงินสมทบ จ่ายประกันสังคมมาก ได้สวัสดิการกลับมามาก ไม่ติดเพดานแค่ 17,500 เราอยากเห็นชนชั้นกลางได้ใช้ประโยชน์จากสวัสดิการของรัฐอย่างเต็มที่ ไม่หนีไปซื้อสวัสดิการจากภาคเอกชน ซึ่งจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดความเหลื่อมล้ำ
หลังปลดเพดานเงินสมทบแล้ว เรายังจะได้เงินประกันการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งควรเพิ่มเป็น 80% ของเงินเดือนในภาวะผันผวนเช่นนี้ ต้องเพียงพอให้คน “อยู่รอดได้” ระหว่างหางานใหม่ โดยไม่ต้องยอมตะครุบทุกงานที่เข้ามาตรงหน้า แม้ว่าจะเป็นงานที่เอาเปรียบก็ตาม ให้เรามีเวลาว่างไปศึกษาหาความรู้ แล้วได้ทำงานที่ดีขึ้น พัฒนาเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม
เพิ่มอัตราเงินว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้เป็น 80% ให้นิยามครอบคลุมฝุ่นพิษ น้ำปนเปื้อนในภาคเหนือ ความร้อนที่ร้อนเกินไป เพราะเราไม่ต้องการเห็นแรงงานต้องจำใจทำงานในสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายตัวเอง
เงินอุดหนุนเด็กเล็ก เด็กโต ค่าคลอด ค่าฝากครรภ์ แบบถ้วนหน้า เพราะการทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาอย่างมีคุณภาพคือภาระที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ยากมากๆ ถ้าเราไม่เอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการก่อน ให้ประกันสังคมมีสถานะเป็นอิสระเหมือน สปสช. เหมือนแบงก์ชาติ
นอกจากนี้เรายังเสนอให้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ายกระดับผลิตภาพแรงงานจริง จากที่คนเชียงใหม่ส่วนใหญ่ทำ 6 อยู่, ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับสม่ำเสมอทุกปี, แรงงานทุกคน ทุกสภาพการจ้าง ทุกเชื้อชาติ มีสิทธิรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน, การทำงานในตลาดแรงงานที่เท่าเทียมกันระหว่าง หญิง ชาย และ LGBT, สิทธิในอากาศสะอาด โดยการผ่านร่างพรบ.อากาศสะอาด, สิทธิในการเดินทางโดยการมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ราคาถูก, การยกเลิกพรบ.การปราบปรามและการค้าประเวณี เพื่อไม่ให้พี่น้องพนักงานบริการถูกตีตรา
นี่คือรัฐสวัสดิการที่เราอยากเห็น ไม่ว่าสงครามจะเกิดขึ้นที่ใดในโลก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนเพียงใด หากเรามีรัฐสวัสดิการที่ดี มีระบบประกันสังคมถ้วนหน้า ชีวิตของแรงงานจะไม่ต้องถูกกำหนดโดยชนชั้นนำ หรือนายทุนเพียงไม่กี่คนอีกต่อไป
นอกจากนี้ยังได้มีการยื่นข้อเรียกร้องของแรงงานไปยังนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระบุ
ด้วยวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันแรงงานสากล” ซึ่งเป็นวันที่คนทำงานทั่วโลกได้รำลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมของคนทำงาน เป็นการยกย่องและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของคนทำงานในทุกสาขาอาชีพ สิทธิอันชอบธรรมที่คนทำงานสมควรได้รับในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ในฐานะที่คนทำงานเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าและทัดเทียมกับนานาประเทศ
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมให้เห็นถึงคุณค่าความสำคัญของคนทำงาน เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ ร่วมกับคนทำงานทุกสาขาอาชีพจึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้
1. ขอให้รัฐบาลปรับปรุงระบบประกันสังคมโดยเร่งด่วน เพื่อให้แรงงานทุกคน เข้าสู่ระบบประกันสังคมแบบถ้วนหน้า โดยไม่แบ่งแยกอาชีพ สภาพการจ้าง และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ตามหลักเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ตลอดจนเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ เช่น เงินอุดหนุนบุตร ค่าคลอดบุตร บำนาญ ประกันการว่างงาน ค่ารักษาพยาบาล บำนาญชราภาพ ดังต่อไปนี้
1.1 เร่งออกกฎกระทรวงกำหนดให้แรงงานทุกคน ทุกอาชีพเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ
1.2 ปรับปรุงเงื่อนไขการเกิดสิทธิในกองทุนประกันสังคม โดยให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิได้ทันทีหลังจากที่มีการเข้าสู่ระบบประกันสังคม
1.3 ปฏิรูปประกันสังคมให้ออกจากระบบๅราชการ มีความยึดโยงกับประชาชน ตอบสนองต่อประชาชนในยามวิกฤตได้ เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างเพื่อความโปร่งใส เพื่อลดการทุจริตภายในกองทุน เพื่อให้ประกันสังคมเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของประชาชน
-การรักษาพยาบาลสิทธิเดียวทั้งประเทศ รวม 3 กองทุนสุขภาพเข้าด้วยกัน รพ.ไม่แออัด เพิ่มบทลงโทษของรพ.ที่แอบเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม
1.4 ด้านบำนาญ รัฐบาลควรนำสูตรบำนาญใหม่ (CARE) มาบังคับใช้โดยเร็ว จะส่งผลดีอย่างมากต่อแรงงานในเชียงใหม่ เนื่องจากเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีผู้ประกันตนม.39 มากที่สุดในประเทศไทย ตลอดจนปลดเพดานเงินสมทบให้มากกว่านี้ เพื่อให้ชนชั้นกลางได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบบำนาญของรัฐ ไม่หนีออกไปใช้ระบบเอกชน
1.5 บอร์ดประกันสังคมต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น และสนับสนุนให้ใช้ระเบียบเลือกตั้งชุดเดิม นั่นคือแรงงาน 1 คน เลือกบอร์ดได้ 7 คน
1.6 ปรับแก้พระราชบัญญัติประกันสังคมเพื่อให้แรงงานข้ามชาติซึ่งเป็นผู้ประกันจนในระบบประกันสังคมสามารถลงคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม และสามารถเป็นผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคมได้
1.7 เพิ่มอัตราเงินว่างงาน เป็น 80% เพื่อให้สอดคล้องกับความไม่แน่นอนของการจ้างงานในสถานการณ์ปัจจุบัน และให้แรงงานมีเงินไปเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
1.8 เพิ่มอัตราเงินว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้เป็น 80% ให้นิยามครอบคลุมฝุ่นพิษ น้ำปนเปื้อนในภาคเหนือ ความร้อนที่ร้อนเกินไป เพราะเราไม่ต้องการเห็นแรงงานต้องจำใจทำงานในสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายตัวเอง
1.8 รัฐบาลต้องชำระเงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายกองทุนประกันสังคมอยู่ราว 50,000 ล้านบาทโดยเร็ว การที่รัฐไม่ยอมจ่าย ทำให้ประกันสังคมเกิดค่าเสียโอกาสจากการลงทุนตกราวปีละ 1,500 ล้านบาท
1.9 เพิ่มอัตราการสมทบของผู้ที่มีรายได้เกินกว่า 17,500 บาทในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้การสมทบเป็นแบบถดถอย (regressive) กล่าวคือ มีมากต้องจ่ายสมทบมากเช่นเดียวกับภาษี ซึ่งจะทำให้ผู้ที่สมทบมาก ได้สวัสดิการมากขึ้นเช่นกัน ไม่หนีไปใช้สวัสดิการจากเอกชน ตลอดจนปลดเพดานเงินสมทบ
1.10 เร่งแก้ไขกฎกระทรวงการจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย โดยให้แรงงานข้ามชาติในระบบประกันสังคมที่ต้องการกลับประเทศต้นทางและไม่ประสงค์ที่จะพำนักในประเทศไทยอีกต่อไปสามารถยื่นรับเงินจากกองทุนบำเหน็จชราภาพได้ทันที
2 ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการรับรองอนุสัญญา ILO และดำเนินการต่อเนื่องหลังรับรองอนุสัญญา ดังนี้
2.1 อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง และดำเนินการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยเร่งด่วนเพื่อให้แรงงานทุกภาคส่วนมีอิสระในการรวมตัวจัดตั้ง หรือเข้าร่วม และการต่อรองกับนายจ้างด้วยการจัดตั้งสหภาพแรงงานได้โดยไม่กระทบต่อการจ้างงาน
2.2 อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 189 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าสำหรับลูกจ้างทำงานบ้าน เพื่อส่งเสริมสิทธิของแรงงานทำงานบ้านและดำเนินการปรับปรุงกฎหมายหมาย กฎกระทรวง ระเบียบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสิทธิของลูกจ้างทำงานบ้านโดยเร็วที่สุด และต้องมีกลไกเพื่อคุ้มครองลูกจ้างแรงงานทำงานบ้านให้ได้รับสิทธิ และสวัสดิการ โดยเฉพาะลูกจ้างทำงานบ้านที่ทำงานในบริเวณที่พักอาศัยของนายจ้างจะต้องได้รับการจัดหาที่พักและอาหารที่สะอาด ถูกหลักสุขอนามัย เพื่อความปลอดภัยและทำให้แรงงานได้พักผ่อนเพียงพอและมีศักยภาพในการทำงาน
2.3 อนุสัญญา ILO 181 ว่าด้วยบริษัทจัดหางานเอกชน ตามมาตรา 7 บริษัทนายหน้าต้องไม่คิดค่าบริการใดๆ จากคนงานไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ตามคำแนะนำของ UN และ ILO
2.4 อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 81 ว่าด้วยการตรวจแรงงาน ฉบับที่ 129 ว่าด้วยการตรวจแรงงานเกษตรกรรม และฉบับที่ 190 ว่าด้วยการต่อต้านความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน
3 ขอให้รัฐบาลกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 700 บาทต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยรัฐบาลต้องใช้หลักค่าจ้างเพื่อชีวิต (Living Wage) ซึ่งหมายถึงค่าจ้างที่ทำให้แรงงานสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นหลักในการพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และใช้ค่าจ้างอัตราเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ด้านงานที่มีคุณค่า (Decent Work) และด้านการลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้รัฐบาลต้องแก้ไขกฎกระทรวงให้การสรรหาคณะกรรมการค่าจ้าง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ มีความโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย เปิดเผยบันทึกการประชุมค่าจ้างทุกครั้ง เปิดเผยข้อมูลและสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำ
4 รัฐต้องกำหนดเวลาทำงานพื้นฐาน 4 วัน หรือ 32 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานทุกภาคส่วนจะได้รับความคุ้มครองและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเวลาใช้ชีวิตของตัวเอง โดยเฉพาะบุคลากรด้านสาธารณสุขต้องทำงานไม่เกิน 60 ชม.ต่อสัปดาห์ อีกทั้งยังได้รับการพิสูจน์ในหลายประเทศแล้วว่าทำให้แรงงานมีผลิตภาพมากขึ้น, เพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีไม่ต่ำกว่า 25 วัน/ปี
5 รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองด้านแรงงานแก่แรงงานทุกกลุ่มโดยไม่แบ่งแยกและไม่เลือกปฏิบัติ แรงงานทุกกลุ่มต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานภาครัฐ แรงงานมหาวิทยาลัย แรงงานภาคประชาสังคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร แรงงานที่ทำงานให้พรรคการเมือง แรงงานอิสระ แรงงานแพลตฟอร์ม แรงงานนอกระบบ แรงงานภาคเกษตร แรงงานประมง แรงงานข้ามชาติ แรงงานที่ทำงานบ้าน ลูกจ้างชั่วคราวเหมาค่าแรงของภาครัฐ แรงงานบริการ
6 รัฐบาลต้องมีการบังคับใช้กฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้วอย่างเคร่งครัด แรงงานจำนวนมากยังต้องทำงานโดยได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ยังต้องทำงานเกินชั่วโมงการทำงานโดยไม่ได้รับค่าล่วงเวลา ยังถูกหักค่าจ้างเป็นการลงโทษ นายจ้างหักเงินแต่ไม่นำส่งประกันสังคม ฯลฯ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างมาก โดยรัฐต้องเพิ่มจำนวนพนักงานตรวจแรงงานให้มากขึ้น 10 เท่า จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 1 คน ต่อประชากร 100,000 คน เป็น 1 ต่อ 10,000 คน เพื่อความครอบคลุมในการบังคับใช้กฎหมาย และต้องสร้างระบบที่ให้สามารถตรวจสอบเรื่องร้องเรียนด้านแรงงานทางออนไลน์ได้ และต้องเพิ่มโทษของนายจ้างที่ละเมิดสิทธิแรงงาน ทั้งเพิ่มโทษปรับ โทษจำคุก และเพิกถอนสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น การลดหย่อนภาษี ให้กองติดตามและประเมินผลของ BOI มีช่องทางร้องเรียนด้านการละเมิดสิทธิแรงงานเพื่อเพิกถอนสิทธิประโยชน์
7 รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการในการกำจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิทั้งทางการเมืองและทางเพศ สนับสนุนพรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล และยกเลิกระเบียบที่ละเมิดสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น ต้องไม่มีการกำหนดและตรวจสอบความคิดทางการเมืองก่อนและหลังเข้าทำงาน ต้องไม่มีการตรวจสอบการตั้งครรภ์ก่อนเข้าทำงาน ค่าจ้างในตำแหน่งเดียวกันต้องเท่ากันทุกเพศ ต้องมีมาตรการการตรวจสอบและลงโทษการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน ทั้งรัฐต้องส่งเสริมสิทธิของผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศในทุกมิติ เข้าถึงกองทุนและการสนับสนุนของรัฐ เช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี
8 รัฐบาลต้องยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)จากผ้าอนามัย และต้องจัดให้มีการแจกผ้าอนามัยฟรีให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อแก้ปัญหาความจนประจำเดือน (Period Poverty) ที่ส่งผลเสียอย่างอื่นตามมา และขยายวันลาป่วยที่จะได้รับค่าจ้างเป็นปีละ 45 วัน โดยเพิ่มสิทธิการลาปวดประจำเดือนของแรงงานหญิง
9 รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเร็วที่สุด โดยการผ่านร่าง พรบ.อากาศสะอาด ห้ามนำเข้าสินค้าที่มีกระบวนการผลิตจากการเผา และกำหนดให้ผู้ปล่อยมลพิษต้องจัดทำรายงานความโปร่งใสให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพราะผู้ที่ได้รับกระทบมากที่สุดจากฝุ่นคือแรงงานที่ทำงานนอกบ้าน ไม่สามารถหยุดงานได้ เช่น แรงงานก่อสร้าง แรงงานส่งอาหาร พนักงานรักษาความปลอดภัย ผู้ประกอบอาชีพค้าขายอิสระ ฯลฯ
10 รัฐบาลต้องสร้างระบบขนส่งสาธารณะพื้นฐาน รถไฟทุกอำเภอ รถเมล์ทุกตำบล เลนจักรยาน ซึ่งจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นลดภาระค่าใช้จ่ายของทั้งนายจ้างและแรงงานในการเดินทาง ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ขอให้กรมการขนส่งทางบกอำนวยความสะดวกให้แรงงานข้ามชาติสามารถขอใบขับขี่ได้โดยสะดวก
11 รัฐบาลและท้องถิ่นต้องมีสถานดูแลเด็ก (Childcare) ที่มีคุณภาพในทุกเทศบาล โดยรัฐบาลกลางต้องอุดหนุนงบประมาณ เพื่อลดค่าใช้จ่าย/ภาระการเลี้ยงดูบุตรหลานของครอบครัวโดยเฉพาะแม่ ส่งเสริมให้แม่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาทางสติปัญญาและทางอารมณ์ของเด็ก
11 รัฐบาลต้องดำเนินการยกเลิกการจ้างงานเหมาช่วง (แบนซับคอนแทร็ค) เพราะเป็นการจ้างงานที่ทำให้แรงงานเสียเปรียบอย่างมาก ทั้งด้านค่าตอบแทน สวัสดิการ และอำนาจต่อรอง ซึ่งมีผลการศึกษาในเม๊กซิโกมาแล้วว่าแรงงานได้ประโยชน์มากขึ้นโดยไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจ
12 รัฐบาลต้องยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เพื่อเลิกการตีตราและกดทับพนักงานบริการทางเพศ
13 รัฐบาลต้องปรับแก้กฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานผู้มีความหลากหลายทางเพศ จากการคุกคาม ทำร้ายร่างกาย หรือถูกกระทำรุนแรงที่เกิดจากความเกลียดชัง (Hate Crime) และการเตรียมเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ (Grooming) และเพิ่มบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิด
14 รัฐบาลต้องขยายแหล่งที่มาของรายได้ในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยให้จัดเก็บเงินจากนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในประเทศไทย เพื่อเป็นเงินสำรองจ่ายให้กับคนงานในกรณีปิดกิจการ หรือเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เนื่องจากที่ผ่านมามีนักลงทุนจำนวนมากไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในกรณีปิดกิจการหรือเลิกจ้างคนงาน โดยผลักภาระให้กับคนงานดำเนินคดีความเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง และมีคนงานจำนวนมากชนะคดีแต่ไม่ได้รับการชดเชยแต่อย่างใด เพราะนักลงทุนอ้างว่า ไม่มีเงิน ล้มละลาย หรือหนีออกนอกประเทศ
15 รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่เป็นระบบและเป็นนโยบายระยะยาว 5 – 10 ปีที่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน การไม่เลือกปฏิบัติ เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและการอนุญาตให้อยู่ในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นดังต่อไปนี้
15.1 ให้ยกเลิกการใช้บริษัทภายนอก (Outsource) เข้ามาจัดการระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ และให้กรมจัดหางานเข้ามาบริหารจัดการและให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินการ
15.2 แรงงานข้ามชาติสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานได้ด้วยตนเองได้โดยไม่มีการปิดกั้นและดำเนินการได้ตลอดทั้งปี โดยกำหนดระเบียบขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานข้ามชาติที่ไม่ซับซ้อน ใช้เอกสารและค่าใช้จ่ายน้อย และมีศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service: OSS) ที่เปิดให้บริการตลอดทั้งปี เพื่อลดการพึ่งพานายจ้างและนายหน้าซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายทางอ้อมของการขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติได้
15.3 รัฐต้องกำหนดกลไกหรือมาตรการที่ทำให้เกิดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและการอาศัยอยู่ในประเทศของแรงงานข้ามชาติ เพื่อส่งเสริมสิทธิและการปกป้องคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ
15.4 กำหนดบทลงโทษนายหน้าหรือนายจ้างที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานที่นอกเหนือจากกฎหมายกำหนด
15.5 กำหนดระยะเวลาของใบอนุญาตทำงานแรงงานข้ามชาติและการต่อวีซ่าให้สอดคล้องกับอายุของหนังสือเดินทาง หรือเอกสารบุคคลของแรงงานข้ามชาติ
15.6 ขยายอายุการจ้างแรงงานข้ามชาติจนถึงอายุ 60 ปี และขยายการเข้าถึงบัตรประกันสุขภาพตามอายุการจ้างงาน
15.7 แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานได้ตามทักษะความสามารถ และวุฒิการศึกษา การอนุญาตทำงานมีความยืดหยุ่น ไม่จำกัดประเภทงาน และไม่ต้องขึ้นอยู่กับนายจ้างเพียงคนเดียว โดยอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานกับนายจ้างอื่นนอกเวลาทำงานที่ระบุตามใบอนุญาตทำงานได้ เช่น แรงงานข้ามชาติที่ทำงานในภาคเกษตรสามารถไปทำงานก่อสร้างในช่วงระหว่างการดูแลรักษาเพื่อรอการเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือแรงงานก่อสร้างสามารถไปทำงานเป็นลูกจ้างในตลาดได้ระหว่างที่นายจ้างกำลังหางานก่อสร้างแห่งใหม่
15.8 ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติทุกคนเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ โดยการปรับอัตราค่าประกันสุขภาพผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่อายุไม่เกิน 18 ปี เป็นอัตรา 365 บาท/ปี/คน เนื่องจากยังมีสถานะเป็นเด็กเยาวชนและไม่มีรายได้ และต้องเข้าถึงการได้รับบริการสุขภาพทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชนที่ใกล้ที่สุด โดยไม่จำกัดเพียงสถานพยาบาลที่ระบุในบัตรประกันสุขภาพ โดยแรงงานข้ามชาติต้องไม่ถูกทวงถามสิทธิก่อนการรักษา และได้รับการรักษาโดยไม่บ่ายเบี่ยง
15.9 ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติทุกคนเข้าถึงสิทธิการศึกษาอย่างเท่าเทียมและต่อเนื่อง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และกำหนดแนวทางปฏิบัติในการเทียบโอนผลการเรียนของนักเรียนระหว่างประเทศไทย – ประเทศต้นทางที่ชัดเจน
15.10 ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติต้องได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ถูกจับปรับหรือคุมขังโดยอำเภอใจ และไม่ถูกบังคับใช้แรงงาน
15.11 ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงการปรับสถานะบุคคลได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยสร้างมาตรการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้เวลาสั้น และโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
16 ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศเมียนมาส่งผลให้มีผู้อพยพเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เครือข่ายแรงงานภาคเหนือขอให้รัฐบาลยุติการกักขังและบังคับส่งกลับทั้งแรงงานและผู้อพยพจากประเทศเมียนมา รวมถึงการอนุญาตให้อยู่อาศัย ทำงาน เข้าถึงการบริการด้านสุขภาพ การศึกษา และการเดินทาง โดยเร่งด่วน
