Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กมธ.มั่นคงฯ จี้ถาม กองทัพ-ตร.ถึงงานไอโอ ทุกหน่วยยันไม่มี มีแต่งานประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ แม้ “ช่อ พรรณิการ์” จะยันว่าเพจอย่าง “เจ๊จุกคลองสาม” สามารถเอาข้อมูลที่มีแต่ในหน่วยงานรัฐรู้มาลงได้ แต่ “วินธัย” ย้อนว่าข้อมูล “ลับมาก” ยังไปถึงมือ “ชยพล” ได้หรือเรื่องในบ้านก็ยังหลุดได้ ส่วนอินฟลูฯ ที่มีก็ไม่เคยจ้างแค่แจกข่าวไปแล้วเอาไปลงกันเองเป็นการ “สื่อสารทางใจ” ส่วนเรื่อง “ทักษิณ-อนุทิน-ธรรมนัส” ถูกระบุว่าเป็นพวกแอบอ้างสถาบันเจ้าหน้าที่แค่กรอกหัวข้อผิดเรื่อง

1 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรในประเด็นปัญหาจากปฏิบัติการข่าวสารหรือ ไอโอ ทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยการประชุมครั้งนี้ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เป็นประธานในที่ประชุม โดยในการประชุมนอกจากจะเชิญตัวแทนจากทั้ง 3 เหล่าทัพ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาชี้แจงแล้วยังได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าร่วมรับฟังด้วย

ในการประชุมครั้งนี้เบื้องต้นก่อนที่ประธานที่ประชุมจะเปิดให้สมาชิก กมธ.ซักถาม ได้เปิดให้ตัวแทนจากกองทัพและ สตช.ชี้แจงก่อนถึงการมีอยู่ของปฏิบัติการไอโอ ซึ่งทั้ง 3 เหล่าทัพ รวมถึง สตช.ยืนยันตรงกันว่าทางหน่วยงานไม่มีปฏิบัติการลักษณะดังกล่าว มีแต่เพียงการประชาสัมพันธ์ภารกิจของหน่วยงานและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อภารกิจด้านความมั่นคงสร้างความตระหนักรู้ในการปกป้อง 3 สถาบันหลักได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์รวมถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงเท่านั้น

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกอธิบายเพิ่มเติมว่าสำหรับปฏิบัติการไอโอครอบคลุมทั้งงานประชาสัมพันธ์ และปฏิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อสนับสนุนทางการรบใช้ในการป้องกันประเทศ แต่สิ่งที่ทุกเหล่าทัพทำก็คือการแก้ไขความเข้าใจผิดแก้ไขสิ่งที่ถูกบิดเบือนเป็นกิจกรรมสร้างความรับรู้เป้าหมายทั้งหมดไม่ใช่ข้าศึกแต่เป็นประชาชนทั้งหมดและไม่ได้เน้นไปที่ตัวผู้พูดคนใดคนหนึ่ง นอกจากนั้นไม่ได้มองว่าเรื่องความเข้าใจผิดจะเป็นเรื่องเลวร้ายเพียงแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ และทางกองทัพไม่ได้ต้องการถูกมองว่าก้าวร้าวจึงไม่ได้ใช้ปฏิบัติการไอโอ

อย่างไรก็ตาม วินธัยกล่าวว่าทางกองทัพบกมีการใช้อินฟลูเอนเซอร์ทั้งจากคนภายในหน่วยงานและคนภายนอกด้วย แต่ในเรื่องการติดตามดูกลุ่มต่างๆ ไม่ได้มีการแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มนักวิชาการหรือนักการเมืองแต่เป็นการดูจากจำนวนผู้ติดตามว่ามีเยอะหรือไม่ ส่วนเนื้อหาที่หน่วยงานให้ความสำคัญก็จะเป้นเรื่องสถาบันหลักของชาติและประเด็นความน่าเชื่อถือขององค์กรเอง เช่น เมื่อมีคำถามว่าทหารมีไว้ทำไมก็ต้องเข้าไปแก้ไขความเข้าใจ

โฆษกกองทัพบกตอบคำถามของรังสิมันต์ด้วยว่าไม่ได้มีบัญชีประชาสัมพันธ์อื่นนอกจากบัญชีทางการของของกองทัพบกและอินฟลูเอนเซอร์ และเขาปฏิเสธว่าเพจสามจังหวัดชายแดนใต้และปุโลนี ไม่ใช่ของกองทัพบกและเขาก็ไม่ทราบว่าเป็นของใครแต่ถูกเข้าใจผิดว่าของทางการ และวินธัยบอกว่าตอนนี้ยังมีเพจชื่อเดียวกันกับเขาเองแต่ไม่ใช่เพจที่เขาทำเองด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ระหว่างที่พล.ต.วินธัยอธิบายถึงประเด็นอินฟลูเอนเซอร์เขาได้นำสไลด์มาแสดงอธิบายประกอบโดยภาพที่ปรากฏมาเป็นเพจ “ฤๅ – Lue History”  และเพจ “รักษาแผ่นดิน” มาประกอบว่ามีการช่วยประชาสัมพันธ์ในประเด็นต่างๆ

เพจ "ฤๅ – Lue History" อยู่ทางซ้ายสุดที่โพสต์ภาพข้อความภาษีกู และเพจ “รักษาแผ่นดิน” โพสต์ภาพในหลวงรัชกาลที่ 10 จากสไลด์ของ พล.ต.วินธัย

จากสไลด์ดังกล่าวของพล.อ.วินธัย ทำให้ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.เขตจังหวัดระยองของพรรคประชาชนและเป็นเลขานุการของ กมธ.จึงได้ถามว่าได้มีการจ้างเพจ ฤๅ และเพจรักษาแผ่นดินหรือไม่ โฆษกกองทัพบกตอบว่าไม่ได้จ้างและไม่ใช่เพจของกองทัพ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

กองทัพ-ตร.ถูกถามเรื่องอะไรบ้าง?

หลังจากทางหน่วยงานความมั่นคงชี้แจงประธาน กมธ.ได้เปิดให้สมาชิก กมธ.ร่วมตั้งคำถามเพิ่มเติม โดยเริ่มจาก ชยพล สะท้อนดี สส.เขตกรุงเทพฯ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นปฏิบัติการไอโอในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระหว่างการประชุมเขาได้นำหลักฐานเอกสารที่เคยใช้อภิปรายในสภามาเปิดเพื่อประกอบการถาม

ชยพล กล่าวถึงข้อมูลที่เตรียมมาว่า เป็นเอกสารตัวต้นเรื่องที่เป็นเอกสารบอกว่ามีการแสดง สรุปผลวิเคราะห์ว่าเป็นกลุ่มต่อต้าน คำสั่งเรื่องนี้ให้แต่ละเหล่าทัพตั้งคณะทำงานขึ้นมา แล้วก็ยังมีการตั้งปฏิบัติการ ไออาร์ซี ขึ้นมา อยากให้เหล่าทัพอธิบาย

สส.พรรคประชาชนถามต่อเกี่ยวกับการจัดตั้งไซเบอร์ทีมที่มีบุคลากรของกองทัพร่วมอยู่ด้วย ซึ่งอยู่ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการร่วม หรือ ศปก. ที่มีพล.อ.ธรรมนูญ วิถี อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกเป็นรองผู้อำนวยการ ศปก. นอกจากนั้นยังปรากฏคำสั่งที่ให้ทุกหน่วยงานของกองทัพจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงพิเศษขึ้นมาเช่นเดียวกับของกองทัพบกจึงอยากให้กองทัพชี้แจงในประเด็นนี้ด้วย

ภาพโครงสร้างของ ศปก.ร่วมฯ จากสไลด์ของ ชยพล

นอกจากนั้นชยพลยังได้เปิดหน้าเอกสารเกี่ยวกับการติดตามมอร์นิเตอร์พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียะเวช หัวหน้าพรรค และยังมีข้อมูลและภาพถ่ายหน้าหอพักของพรรณิการ์ วาณิช โฆษกของคณะก้าวหน้า ไปจนถึงมีเอกสารที่ระบุถึงพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่ามีพฤติการณ์ต่อต้านสถาบันและรัฐบาลซึ่งมีการระบุให้ใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารกับพวกเขา และชยพลก็ได้ชี้ว่าข้อมูลเหล่านี้ก็ไปปรากฏในเพจต่างๆ

จากนั้น สส.พรรคประชาชนถามต่อถึงภาพจากเอกสารของหน่วยงานความมั่นคงว่ามีการจัดกลุ่มคนเป้าหมายของทางกองทัพในลักษณะ High Value Target หรือ HVT  อีกทั้งยังพบว่ามีรายงานของกองทัพอีกว่าให้มีการติดตามตรวจสอบทัศนคติของนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อคัดค้านการยุบพรรคก้าวไกลและปลดเศรษฐา ทวีสินจากการเป็นนายกฯ ซึ่งเขาตั้งคำถามว่างานเหล่านี้อยู่ในขอบเขตงานด้วยหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่น่ากังวล

ภาพกลุ่มบุคคลที่ถูกมอร์นิเตอร์และทำไอโอ จากสไลด์ของ ชยพล

ชยพลยังได้ยกตัวอย่างถึงกรณีเอกสารของกองทัพที่ระบุว่าหนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน” ของพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีข้อบิดเบือนและระบุว่าจะต้องชี้แจงอย่างไรว่าการที่เป็นการลดคุณค่าสิ่งที่ประชาชนกำลังสื่อสารอยู่ด้วยหรือไม่ อีกทั้งยังขอให้ทางกองทัพชี้แจงถึงการจัดกลุ่มนักการเมืองในเอกสารที่ถูกระบุว่าเป็นเอกสาร “ประมาณการภัยคุกคามความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รอบ 1 ปีห้วง 1 ต.ค. 67- 30 ก.ย.68” และระบุชื่อทักษิณ ชินวัตร อนุทิน ชาญวีรกูล และธรรมนัส พรหมเผ่าว่ามีพฤติการณ์แอบอ้างหาประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงหัวหน้าพรรคประชาชนอย่างณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ด้วยเพราะข้อกล่าวหาลักษณะนี้เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง

จากนั้นปิยรัฐ จงเทพ สส.เขตกรุงเทพของพรรคประชาชนถามต่อในประเด็นเกี่ยวกับบัญชีในสื่อสังคมออนไลน์ที่ชื่อ “เจ๊จุกคลองสาม” ว่าเขารู้สึกติดใจเพจนี้มากเพราะว่าบัญชีนี้ไปขึ้นในจอ LED ประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ของกองบัญชาการทหารบกเมื่อปี 2564 ในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนจึงอยากรู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรืออย่างไรเพราะมีข้อความโจมตีกลุ่มผู้ชุมนุม และทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่โดยมีเนื้อหาโจมตีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน กองทัพจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไรและจะดำเนินการอย่างไร

ชุติพงศ์ถามต่อถึงประเด็นการใช้อินฟลูเอนเซอร์ของกองทัพว่าจากที่กองทัพบกชี้แจงว่าไม่มีการใช้ไอโอ แต่ต้องใช้อินฟลูเอนเซอร์ในการต่อต้านข่าวนั้น ในกรณีของเพจ ฤา และเจ๊จุกคลองสามนั้นที่ว่ามีการจ้างนั้นใช้กระบวนการแบบใดในการส่งข้อมูลให้อินฟลูเอนเซอร์รับข้อมูลจากกองทัพไปชี้แจงต่อ หรือว่าเป็นการใช้คนในหน่วยงาน และชุติพงศ์ยังขอให้ชี้แจงรายชื่ออินฟลูเอนเซอร์ของกองทัพทั้งหมด

พรรณิการ์ วาณิช ในฐานะที่ปรึกษา กมธ. ที่มาเข้าร่วมประชุมด้วยได้ยกกรณีของเจ๊จุกคลองสามขึ้นมาถามเช่นเดียวกันว่า ล่าสุดองค์กรซิติเซ่นแล็บของมหาวิทยาลัยโตรอนโตมีงานศึกษาที่ระบุชัดว่าเจ๊จุกคลองสามเป็นปฏิบัติการของภาครัฐไทย และยังคุกคามทางออนไลน์มีการเผยข้อมูลส่วนตัวอย่างเป็นระบบและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยเธอยกตัวอย่างกรณีของเธอเองว่ามีข้อมูลส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบัตรประชาชน ข้อมูลการเดินทางไปต่างประเทศ

นอกจากนั้นพรรณิการ์ยังได้ถามถึงประเด็นที่ให้หน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ ศปก.ร่วมฯ จัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงพิเศษในแบบเดียวกับของกองทัพบกด้วย และในรายงานสรุปผลการประชุมยังระบุด้วยว่ามีการจัดทำบัญชีอินฟลูเอนเซอร์ของหน่วยงาน และยังได้ระบุถึงการให้ กอ.รมน.ระดับต่างๆ ทำแผนแนวทางการปฏิบัติในมิติสถาบันไปจนถึงการให้จัดทำข้อมูลบุคคลและกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวในแต่ละภูมิภาคและแต่ละจังหวัดส่งให้ที่ประชุมทราบแล้วซึ่งเท่ากับให้ กอ.รมน.เป็นผู้จัดทำและระบุเป้าหมายให้ตรงกันจึงมีคำถามว่ากลุ่มบุคคลและกลุ่มมวลชนเหล่านี้มีกลุ่มใดบ้าง

รังสิมันต์ ร่วมตั้งคำถามด้วยว่าทางหน่วยงานความมั่นคงมีเครื่องมืออะไรบ้างเพราะพบว่ามีการพยายามเข้าถึงรหัสผ่านด้วย รวมถึงการประเมินของ กอ.รมน.ว่ามีใครบ้างที่โหนสถาบันฯ นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และถ้ามีการประเมินดังกล่าวอยู่จริงได้รายงานให้นายกฯ ทราบด้วยหรือไม่

ประธาน กมธ.ยังถามต่อไปถึงทาง ตร.ว่าหลังจากมีการอภิปรายในเรื่องนี้เคยมีปฏิบัติการจัดการกับคนเหล่านี้บ้างหรือไม่ รวมถึงทางกระทรวงกลาโหมได้ตรวจสอบหรือไม่เพราะถ้าไม่เคยมีการสั่งการแล้วได้ตรวจสอบภายในหน่วยงานหรือไม่มีว่ามีคนในหน่วยงานที่ปฏิบัติการลักษณะนี้ไปด้วยตัวเองหรือไม่ หรือมีคนในหน่วยงานที่ไปรับงานข้างนอกมาทำโดยใช้ทรัพยากรขององค์กรบ้างหรือไม่ เป็นต้น

เจ้าหน้าที่ใส่หัวข้อให้ 'ทักษิณ-อนุทิน-ธรรมนัส' ผิด 

พล.ต.วินธัย ตอบในประเด็นของชยพลเรื่องหน้าเอกสารที่มีการระบุถึงทักษิณ อนุทิน และธรรมนัสว่าเป็นรายงานที่ทางเจ้าหน้าที่ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารมาและนำไปใส่ผิดหัวข้อรายแต่ในปีอื่นๆ ก็ทำถูก เพราะเป็นเพียงข้อมูลที่รวบรวมมาจากการติดตามข่าวสารเช่นกรณีของทักษิณเดินทางไปศาลในคดีที่เกี่ยวมาตรา 112 ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีปรากฏในอินเตอร์เนตและค้นหาได้ และเอกสารนี้ก็ไม่ได้เป็นเอกสารลับเพราะมีการส่งเวียนให้กับหน่วยงานภายในถึง 200 หน่วยงานและยังต้องส่งให้นายกฯ รับทราบด้วย

ภาพหน้าเอกสาร “ประมาณการภัยคุกคามความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รอบ 1 ปีห้วง 1 ต.ค. 67- 30 ก.ย.68” จากสไลด์ของ ชยพล

ทั้งนี้ชยพลได้ชี้ประเด็นว่าในเอกสารที่ผิดพลาดนี้เหตุใดจึงยังมีคนเซนรับรองคือพล.ท.วณัฐ ลักษณสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าว กอ.รมน. ซึ่งการมีชื่อพ่อของนายกฯ อยู่ในรายงานเช่นนี้เป็นการพลาดในระดับนโยบายหรือพลาดในระดับการทำงาน เพราะรายงานนี้ก็จะต้องไปผ่านนายกฯ ด้วยเช่นกัน

พล.ต.วินธัยตอบเรื่องนี้ว่าเมื่อมีการผิดพลาดแล้วก็ยังมีคนไปขยายความผิด เพราะว่าที่มีชื่อทักษิณปรากฏในรายงานเพราะมีข่าวว่าไปรายงานตัวในคดีมาตรา 112 ที่ศาลส่วนกรณีธรรมนัสก็เป็นเรื่องที่เขาให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาล ซึ่งตรงนี้ผู้บังคับบัญชาก็อาจจะไม่ได้ดูรายละเอียดเพราะเป็นการเอามาจากสื่ออยู่แล้วเพราะฉะนั้นตัวเนื้อหาถูกแต่ไปกำหนดหัวข้อผิด

โฆษกกองทัพบกได้กล่าวขออภัยในเรื่องนี้ และทางผู้บังคับบัญชาก็น่าจะต้องตำหนิและเอาโทษกับคนที่ใส่หัวข้อผิด

พล.ต. ธรรมนูญ ไม้สนธิ์  ผอ.ศศว.กอ.รมน.และเป็นโฆษก กอ.รมน. ตอบถึงเรื่องการทำรายงานดังกล่าวว่าการดำเนินงานด้านข่าวกรองเป็นไปตามมาตรา 7 พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในฯ เป็นการประเมินแนวโน้มสถานการณ์ในประเทศซึ่งอาจจะมีทั้งด้านการเมืองด้านเศรษฐกิจและงานเรื่องความมั่นคงของมนุษย์เป็นหลักที่ทำทุกปีซึ่งเป็นการนำข้อมูลที่เปิดเป็นสาธารณะจากรายงานข่าวมารวมแล้วเรียงไว้เพราะถ้าดูจากข้อมูลในรายงานก็จะเห็นว่าเป็นข้อมูลที่สามารถค้นหาจากอินเตอร์เนตเป็นการเรียบเรียงงานข่าวกรองทั่วไปเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ตระหนักถึงสถานการณ์ต่างๆ แล้วนำไปวิเคราะห์ ไม่ใช่ปฏิบัติการอะไรทั้งสิ้นแล้วก็เรื่องนี้คงเป็นการเขียนพลาดของทางเจ้าหน้าที่และต้องเขียนว่าเป็น “สถานการณ์ด้านการเมือง” ซึ่งไม่ได้กล่าวหาใคร

ทั้งนี้พล.ต.วินธัยตอบเรื่องเจ๊จุกคลองสามที่ไปปรากฏในจอประชาสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องความผิดพลาดของบุคคลไม่ได้มีการว่าจ้างแน่นอน แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่กลไกของกองทัพแล้วจะไม่ช่วยกันดูแต่ต้องดูที่เนื้อหาด้วยหากมีเรื่องไม่ถูกต้องก็จะได้ไปช่วยกันแสดงความเห็นในโพสต์ แต่ที่ว่ากันมาทั้งหมดก็อยากให้ดูว่าเรื่องไหนผิดกฎหมายจริงๆ ในฐานะภาครัฐและฝ่ายการเมืองก็จะได้ช่วยกันดู ส่วนเพจไหนจะเป็นของใครนั้นยังไม่รู้แต่อยากให้ดูว่าส่วนไหนที่ทำให้เกิดผลกระทบแล้วให้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการตัดสินและถ้าหากเป็นของกองทัพเองกองทัพก็ต้องรับผิดชอบ แต่เขามองว่าไม่น่าจะใช่คนในระบบราชการลักษณะภาษาคล้ายกับคนทำงานสื่อมากกว่า

โฆษกกองทัพบกตอบคำถามเรื่องการติดตามทางออนไลน์ต่างๆ นั้นก็เป็นเรื่องการติดตามข้อมูลที่ทางกองทัพอากาศมีกลุ่มสื่อที่ติดตามหรือตัวเขาเองก็มีกลุ่มเป้าหมายที่ติดตามอยู่อย่างการไปติดตามนักวิชาการในสิ่งที่ถูกนำเสนอก็มีทั้งการติดตามทั้งในเรื่องที่เป็นทางบวกและทางลบก็ไม่ได้มีการไปให้ร้ายอะไรกัน แต่ไม่ได้มีการติดตามกันทางกายภาพ

พล.ต.วินธัยย้ำว่าไม่ได้จ้างอินฟลูเอนเซอร์ แต่ที่เรียกกลุ่มนี้ว่าอินฟลูเอนเซอร์เพราะว่าอยากให้เขาช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เนื้อหาที่ส่งไปให้เท่านั้น บางคนก็เหมือนเป็นอินฟลูเอนเซอร์อยู่แล้วและเป็นแฟนคลับทหารซึ่งเหมือนกับพรรคการเมืองที่มีผู้สนับสนุนที่ก็ไม่ได้มีการจ้างวานในเชิงพาณิชย์กัน และได้ตอบคำถามถึงหน่วยอื่นได้มีการจ้างไว้หรือไม่ของประธาน กมธ.ด้วยว่า เป็นลักษณะรักษาความสัมพันธ์กันไว้ในฐานะ “พี่น้องร่วมสังคม” และ “ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติในคนละมิติ”  เพราะหากต้องมีการจ้างก็ต้องทำเป็นโครงการขึ้นมาแต่ไม่รู้ว่าจะต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้เมื่อไหร่จึงทำได้เพียงแค่ให้กลุ่มที่รับผิดชอบงานอินฟลูเอนเซอร์รักษาความสัมพันธ์กันเอาไว้ นอกจากนั้นกองทัพไม่ได้แข่งขันกันเพื่อให้ได้เสียงจากใครแค่ดูเฉพาะเรื่องที่ผิดจากความเป็นจริงและทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพถูกเข้าใจผิดและเข้าใจมากขึ้น ไม่ต้องการให้คนมาชอบจำนวนมากจึงไม่ได้ต้องทำงานลักษณะโฆษณา

ส่วนเรื่องเพจฤๅโฆษกกองทัพบกบอกว่า เป็นเพียงความชอบของเขาที่เพจทำเนื้อหาประวัติศาสตร์แล้วตรงใจกันอย่างเช่นเรื่องที่มองว่าความสำเร็จของประชาธิปไตยไม่ได้เริ่มขึ้นในปี 2475 แต่เกิดมาก่อนแล้วเพราะผู้บริหารได้ไปศึกษาในต่างประเทศมาก่อนแล้วแม้ว่าจะอยู่ในสถาบันกษัตริย์ ก็มีการทักทายเพจไปเหมือนเป็นแฟนคลับซึ่งกันและกันแต่ไม่ได้เป็นการไปติดตามเหมือนในระบบราชการ

พล.อ.วินธัยตอบคำถามของรังสิมันต์ด้วยว่าไม่ได้มีการใช้เครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างอื่นในการติดตามและหากมีก็จะปรากฏในการจัดซื้อจัดจ้างอยู่แล้ว ส่วนการรับฟังข้อมูลในสังคม(Social Listening) เป็นเพียงการใช้คำค้นในการติดตามดูเท่านั้น

โฆษกกองทัพบกตอบเรื่อง ศปก.ร่วมฯ ว่าโครงสร้างเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ และทหาร ภารกิจหลักก็คือการรับเสด็จฯ เพื่อถวายความปลอดภัยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จและการใช้เส้นทางของคนทั่วไป ส่วนเรื่องอื่นไม่มี

พล.ต.วินธัยตอบคำถามเรื่องขอรายชื่ออินฟลูเอนเซอร์ของชุติพงศ์เพียงว่าขอเอาไปทำเป็นการบ้านก่อน

พรรณิการ์ ได้นำภาพที่ระบุว่าเป็นเพจที่สนับสนุนและหน่วยงานรัฐสามารถติดต่อให้โพสต์ตามที่ต้องการได้เพื่อชี้ว่าบางเพจมีการกระทำผิดกฎหมายโดยยกกรณีของเจ๊จุกคลองสามขึ้นมาว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลที่มีแต่ภาครัฐเท่านั้นที่จะมี เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างข้อมูลในหมอพร้อม เวชระเบียนของโรงพยาบาล ข้อมูลวัคซีน เลขบัตรประชาชน ข้อมูลเดินทางเข้าออกประเทศจาก ตม.หรือข้อมูลการบิน ซึ่งก็ยังมีเพจอื่นๆ ที่เคยเผยแพรข้อมูลเหล่านี้อีกเช่น อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ศุภณัฐ อภิญญาณ และที่พล.ต.วินธัยบอกว่าประสานให้เพจเหล่านี้โพสต์ได้นั้นเป็นเพจเหล่านี้ด้วยหรือไม่เพราะไม่เชื่อว่าบุคคลเหล่านี้จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ 

ภาพบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ที่ถูกระบุว่าเป็นฝ่ายทำไอโอที่พรรณิการ์นำมาแสดงในที่ประชุม

พวงทอง ภวัครพันธุ์ ที่ปรึกษา กมธ. เสริมพรรณิการ์ในประเด็นเรื่องดาต้าเซนเตอร์ของ กอ.รมน.ที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์จากการสืบค้นพบจากเอกสารราชการว่าดาต้าเซนเตอร์นี้ได้เก็บข้อมูลการเดินทางเข้าออกประเทศด้วยไปจนถึงข้อมูลทะเบียนรถ ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ จึงอยากรู้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะมีการส่งไปเก็บทำไม และข้อมูลเหล่านี้จะสามารถหลุดออกจากที่ไหนได้บ้าง

โฆษก กอ.รมน. ตอบเรื่องนี้เป็นที่เก็บข้อมูลภารกิจของ กอ.รมน. ข้อมูลความมั่นคง ข้อมูลคนหลบหนีเข้าเมือง ข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ที่โดนทำลาย เพื่อประเมินพื้นที่สีแดงไม่ได้เก็บข้อมูลบุคคล หรือข้อมูลก่อการร้ายข้อมูลการเงินที่เกี่ยวข้องอย่างข้อมูลที่เกี่ยวกับแก๊งคอลเซนเตอร์ ก็เป็นเรื่องที่ กอ.รมน.พยายามทำงาน และข้อมูลความมั่นคงพิเศษคือเรื่องสามจังหวัดชายแดนใต้

พล.ต.วินธัยตอบประเด็นของพรรณิการ์โดยแก้ไขที่เขาตอบไปว่าเป็นการใช้คำผิด เพราะไม่ได้ติดต่อให้โพสต์โดยตรงแต่เป็นการส่งข้อมูลแจกจ่ายสื่อไม่ได้เฉพาะเจาะจงเข้าไปในกลุ่มไลน์นักข่าวสายทหารและหากเขาสนใจก็หยิบไปสื่อสารกันเองเป็นเพียงการ “สื่อสารทางใจ” เรามีกองเชียร์แต่ไม่ได้ถึงขั้นบอกให้เขาโพสต์เราไม่ได้ใช้ทรัพย์สินจ้างแต่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ในเพจฤา ก็ไม่เคยให้ แต่การใช้อินฟลูเอนเซอร์คือเขามีการเอาของเขาไปนำเสนอ เป็นการช่วยเหลือกันโดยไม่ได้นัดแนะสิ่งที่ส่งไปก็ไม่ได้ใช่ว่าเขาจะเห็นแล้วจะนำไปเสนอเสมอไป

ทั้งนี้ชยพลถามย้ำต่อในเรื่องภาพถ่ายจากแนวตำรวจหรือทหารในเหตุการณ์ชุมนุมต่างๆ ที่ไปปรากฏในเพจเจ๊จุกคลองสาม และเขาตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพจที่ว่านี้กับเจ้าหน้าที่คืออะไรกันแน่

พล.ต.วินธัย ตอบเรื่องนี้ว่าไม่ได้อยู่ในกลไกของรัฐอยู่แล้วและข้อมูลที่เผยแพร่อยู่ในสังคมนี้ก็มีข้อมูลหลุดกันทั่วไปอยู่แล้ว

“ข้อมูลของรัฐที่ปั๊มว่าลับมากท่านชยพลยังมีเลย ผมยังคิดอยู่เลยว่าเรื่องข้อมูลข่าวสารถ้ามองไปในสังคมปกติ ชีวิตครอบครัวทั่วไปขนาดเรื่องในบ้านก็ยังหลุด ผมไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นไปเชื่อมโยงเลย” 

พวงทอง ตั้งข้อสังเกตว่าที่คนไม่ไว้ใจก็เพราะว่าเมื่อคนที่คิดต่างจากกองทัพและรัฐบาลก็มักถูกกลุ่มไอโอโจมตีกลับอย่างพร้อมเพรียงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้เรื่องนี้คงไม่เป็นอะไรถ้ายังคงเป็นเรื่องของเนื้อหาที่ถกเถียงกันหรือเอาข้อมูลมาถกเถียงกันเท่านั้น แต่เมื่อก้าวล่วงไปสู่การโจมตีตัวบุคคลการทำเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อสังคมและการพัฒนาประชาธิปไตยเลย และเมื่อฝ่ายความมั่นคงยังคงมองเรื่องความมั่นคงในลักษณะเดิมก็จะเกิดการใช้ไอโอขึ้นอีก

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มาร่วมประชุมครั้งนี้กล่าวว่า หากเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายจะต้องดำเนินการอะไรบ้างหรือไม่นั้น ทางตำรวจรับเรื่องเฟคนิวส์ เรื่องดูหมิ่นก็ยังทำอย่างเข้มข้น แต่มีทั้งความผิดส่วนที่เป็นอาญาแผ่นดินและส่วนที่เป็นหมิ่นประมาทที่เป็นคดีส่วนตัว เรื่องอวตารก็น่าสนใจแต่ยังต้องการไปพิสูจน์ทราบว่าเป็นใคร แต่ถ้าเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายก็จะทำให้ไปต่อได้ แต่เขาก็ตอบปฏิเสธต่อคำถามของรังสิมันต์เรื่องภาพจากแนวตำรวจที่ไปปรากฏในเพจเจ๊จุกคลองสามว่าเขาไม่ทราบเรื่องนี้และพร้อมตรวจสอบ

รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนให้ความเห็นว่าพฤติการณ์ของเพจที่ชื่อสามจังหวัดชายแดนใต้ หรือเจ๊จุกคลองสามที่มีการกล่าวหาว่าทั้งเขาและพรรคประชาชนว่าเป็นพรรคของขบวนการ BRN นี้เป็นการกล่าวหาและกำลังทำลายสถาบันนิติบัญญัติ

รอมฎอนถามต่อว่าทีมไซเบอร์ที่นำโดยพล.อ.ธรรมนูญ วิถี ยังทำงานอยู่หรือไม่และใช้งบส่วนไหนในการดำเนินการเพราะว่าต้องมีการตรวจสอบและในเร็ววันนี้กำลังจะพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณฯ อยู่ด้วย

นอกจากนั้น ชยพล ยังได้กล่าวถึงประเด็นที่ พล.อ.ธรรมนูญ วิถี ที่ปัจจุบันเกษียณราชการไปแล้วจึงยังอย่ใน ศปก.ร่วมอีกเพราะยังปรากฏภาพว่าไปร่วมตรวจการฝึกของทางกองทัพอยู่

พล.ต.วินธัย อธิบายถึงเรื่องพล.อ.ธรรมนูญว่า ศปก.ร่วมฯ นี้มีอีกหนึ่งหน่วยงานคือหน่วยงานในพระองค์รวมอยู่ด้วยและบุคลากรในหน่วยงานก็อายุเกินอายุเกษียณปกติอยู่แล้ว และก็เป็นเพียงการตรวจเยี่ยมหน่วย อีกทั้งตอนพล.อ.ธรรมนูญ ยังอยู่เป็นช่วงปี 2564 ขณะนั้นยังไม่เกษียณ ส่วนคนที่อยู่ในตำแหน่งตอนนี้เป็นรอง ผบ.ทบ.

สุธรรม แสงประทุม สส.พรรคเพื่อไทยแสดงความเห็นว่า ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่นำประเด็นการแสดงละครในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกเอาไปบิดเบือนว่าผู้แสดงเหมือนพระบรมโอรสาธิราช ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อเช่นนี้เป็นเหมือนเป็นการปล่อยเชื้อโรคและนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกัน คนมือเปล่าต้องถูกเผาทั้งเป็น

สุธรรมกล่าวต่อว่าทุกวันนี้ก็ยังมีพฤติการณ์อย่างนั้นอีกแม้กระทั่งเขาเองก็เคยถูกเอาไปอยู่ในผังล้มเจ้าทั้งที่เขาไม่เคยมีความคิดเช่นนั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศเราเสียหายและเสียโอกาสมาเยอะแล้ว เรื่องไหนที่เข้าใจไม่ตรงกันก็ต้องปรับให้ถูกต้อง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง