'ชยพล' แฉแหลก ภาคต่อขบวนการ IO กองทัพ ขยายวิธีการและเป้าหมาย แม้แต่ตระกูลชินวัตร ยังไม่รอด ด้าน ‘ภูมิธรรม’ ยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายนี้ เพิ่งทราบจากการอภิปราย รับไปตรวจสอบแก้ไข ส่วน 'อนุทิน' เผย ‘ใครก็รู้ผม พรรคสีอะไร’ ไม่ขอโฆษณาตัวเอง หลังมีรายชื่อในเอกสาร กอ.รมน.ว่าแอบอ้างหาประโยชน์สถาบัน
25 มี.ค. 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีที่สอง) มีวาระอภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แพทองธารชินวัตร เป็นวันที่ 2
ชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปล่อยให้ทหารใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และเลวร้ายอย่างยิ่งคือขบวนการ IO ใช้ภาษีของประชาชนและของรัฐ มาปลุกปั่นสร้างความขัดแย้งแตกแยก เพื่อผลประโยชน์ของนายพลบางกลุ่ม และเปิดทางให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมือง
“เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ไปทำดีลกับปีศาจ ตนเองได้อำนาจทางการเมือง บิดาได้กลับบ้านไม่ต้องติดคุกตามกฎหมาย แลกกับการสยบให้กองทัพเป็นเขตทหาร ห้ามพลเรือนเข้าต่อไป ปฏิบัติการ IO ของรัฐบาลยุค คสช.นี้ กลับยิ่งเติบโตยิ่งขึ้น เลวร้ายยิ่งขึ้นหมดเลย” สส.พรรคประชาชน กล่าว
ชยพล กล่าวว่า เอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษของกองทัพบก (ทบ.) ทำให้ทราบว่าช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 มีการวิเคราะห์ว่า ‘มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์’ โดยกลุ่มเหล่านี้มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อย่างเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน จึงสั่งการให้ทุกเหล่าทัพจัดตั้ง “คณะทำงานความมั่นคงพิเศษ” ขึ้นมาตามแนวทางที่ทีม ศปก. ร่วมฯ ของกองทัพบกนำเสนอ
ศปก.ร่วมฯ ย่อมาจากศูนย์ปฏิบัติการร่วม คือศูนย์ปฏิบัติการที่ปกติจะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อบังคับบัญชาและประสานงานในการทำภารกิจร่วมกันระหว่างเหล่าทัพรวมถึงตำรวจ และคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ มีหน้าที่ประสานงานทำงานร่วมกัน จัดทำโครงสร้าง และแนวทางการดำเนินการ ทั้งในระดับนโยบาย ระดับผู้ประสานงาน และทีมระดับปฏิบัติการ และให้นำบัญชีอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอยู่เดิม และบัญชีสร้างใหม่ แจ้งให้ ศปก.ร่วมทราบ
จากนั้น มีการสั่งให้ทุกหน่วยงานเริ่มดำเนินการตาม ‘แผนงาน IRC’ ที่ ศปก.ร่วมฯ ทีม ทบ.นำเสนอในทันที และได้มีการเน้นย้ำด้วยนะครับ ว่าให้เพิ่ม “การดำเนินการเชิงรุกต่อ HVT” ที่กล่าวถึงเอกสารของกองทัพคืออะไร
IRC นั้นย่อมาจาก Information-Related Capabilities หมายถึง “ขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร” เช่น เครื่องมือ เทคนิค หรือกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย ส่วน HVT ย่อมาจาก High Value Targets ซึ่งตามที่ปรากฏในเอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ทบ. และเอกสารไซเบอร์ทีมของกองทัพนั้น HVT คือ “กลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสถาบันฯ สูง” กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะมีจำนวนและหน้าตาเปลี่ยนไปบ้างตามแต่ละสถานการณ์

นอกจากนั้น ยังสั่งการให้ ศปก.ร่วมฯ จัดตั้ง Cyber Team ทำหน้าที่วางแผนและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการในแต่ละมิติ และมีมาตรการที่สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดผลการดำเนินงาน เกิดผลลัพธ์ตามเจตนารมย์ของผู้บังคับบัญชา
โดยสรุป จากเดิมที่ขบวนการ IO ของกองทัพเคยแยกกันทำ แต่ละเหล่าทัพทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ในช่วงก่อนเลือกตั้งปี 66 ไม่นาน ได้มีการจัดโครงสร้างปฏิบัติการ IO ขึ้นมาใหม่ให้มีเอกภาพตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการ
“...จากที่ผมติดตาม ปัจจุบัน Cyber Team นี้จะประชุมกันทุกวันพุธ หรือพฤหัสฯ สถานที่ประชุมก็อยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละครับ ตรงแถวสะพานเกษะโกมล ห่างจากสภาของพวกเราไปแค่ประมาณ 2 กิโลนิดๆ คนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ปี 2566 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลแพทองธารในปัจจุบัน คอยบัญชาการ Cyber Team นี้ คือ รอง ผอ.ศปก.ร่วมฯ และเป็นอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก บุคคลท่านนี้ มีนามว่า พล.อ. ธรรมนูญ วิถี
“พลเอกท่านนี้ สส.ปิยรัฐ จงเทพ สส.ชลธิชา แจ้งเร็ว และ สส.รังสิมันต์ โรม น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตา คุ้นชื่อเสียงเรียงนามกันดีครับ เพราะนายทหารท่านนี้คือคนที่มีบทบาทสำคัญในการไล่จับไล่ฟ้อง ไล่ปราบกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่ในยุค คสช.ช่วงแรก พอมาถึงยุครัฐบาลประยุทธ์ 2 ก็ได้ย้ายเข้ากรุงเทพฯ และมีบทบาทสำคัญในการปราบปรามม็อบราษฎร
“แล้วก็แปลกใจ เพราะขนาดท่านเกษียณราชการไปจากกองทัพบกตั้งแต่ปี 64 แล้ว แต่ท่านก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการของศูนย์ปฏิบัติการร่วม และคอยบัญชาการทีมไซเบอร์นี้โดยตรงมาจนถึงปัจจุบัน
“โครงสร้างการบัญชาการของขบวนการ IO ตอนนี้ดูจะสะท้อนสิ่งที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐซ้อนรัฐ กองทัพซ้อนกองทัพ ได้เป็นอย่างดี ประเทศของเรากำลังเกิดอำนาจรัฐที่อาศัยกลไกของกองทัพ ซ้อนขึ้นไปอยู่เหนืออำนาจของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และยังเกิดอำนาจของกองทัพที่ซ้อนขึ้นไปอยู่เหนือผู้บัญชาการกองทัพในระบบราชการปกติอีกด้วย…” ชยพล กล่าว

โดยจากเอกสารรายงานการทำงานของ Cyber Team กลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของกองทัพจะถูกติดตามถูกสอดแนม และที่สำคัญคือ จะถูกขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัว มองหาจุดอ่อนต่างๆ หรือไม่ก็จะปั้นเรื่องขึ้นมาเป็น “ข้อมูล Dark Side” หรือข้อมูลด้านมืด เพื่อใช้โจมตีเป้าหมาย โดยกลุ่มบุคคลเป้าหมายของขบวนการ IO กองทัพนั้น
ตัวอย่างเป้าหมายแรกคือ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ถูกระบุว่ามีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบาลขณะนั้น มีการรายงานว่าทีมไซเบอร์ได้ “ดำเนินการสร้างภาพจำ” ไปแล้ว 29 คอนเทนต์ โดยใช้ข้อมูล Dark side เช่น ชอบเอาข้อมูลของตำรวจไปบอกสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บ้านพระอาทิตย์ ในสมัยที่เป็นรักษาการ ผบ.ตร. ได้รับรถหรูมาจากบริษัทเอกชนที่อาจตกแต่งบัญชีเพื่อเลี่ยงภาษี ถูกยื่น ป.ป.ช. ให้ไต่สวนว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และในเอกสารยังระบุอีกว่าให้ขยายผลสร้างภาพจำว่ามีคดีทุจริตจัดซื้อรถจักรยานต์ Tiger สมัยเป็น ผบ.ตร.
นอกจากข้อมูล Dark side ก็ยังมีการสะกดรอยตาม ตามไปทุกที่ เกือบทุกวัน ตามไปถ่ายรูปตั้งแต่หน้าบ้านยันตึกจอดรถของพรรคเพื่อไทย แอบถ่ายรูปรถตู้ Alphard สีดำของเสรีมาใส่ไว้ในรายงานด้วย นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเป็นบุคคลอื่นๆ อีก เช่น พรรณิการ์ วานิช พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และอมรัตน์ โชคปมิตตกุล
โดยชยพล อภิปรายเพิ่มเติม เกี่ยวกับเทคนิควิธีการที่ขบวนการ IO ปฏิบัติการ DCM หรือ Direct Counter Measure กับกลุ่มเป้าหมายแบบเชิงรุก โดยประกอบด้วยหลายมาตรการ ได้แก่ Phishing 44,096 ครั้ง Report 10,044 ครั้ง Brute Force 26,231 ครั้ง Spam 4,270 ครั้ง ตลอดระยะเวลาปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา มีปฏิบัติการทางไซเบอร์แบบนี้ ต่อเป้าหมาย 85 ราย รวมทั้งสิ้น 84,641 ครั้ง
นอกจากนี้ชยพลยังเปิดเผยถึงแผนปฏิบัติการรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติม เช่นการใช้ DDOS Attack และ Fake Wifi Access Point
"...ผมยืนยันว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพเหล่านี้ โดยเฉพาะการใช้ Social Bot, Spam, Phishing, และ Brute Force โจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือนทั่วไปแบบนี้ นี่ไม่ใช่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ แต่เป็นอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากร เป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่ดำเนินการโดยใช้ภาษีของประชาชน ใช้ทรัพยากรและบุคลากรของรัฐ อาชญากรรมโดยรัฐต่อประชาชนแบบนี้ เกิดขึ้นในยุคที่เรามีนายกรัฐมนตรีมาจากพลเรือน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร…
“ปฏิบัติการ IO สายดาร์กทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมานี้ ท่านนายกต้องรู้ว่ามันผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลายมาตรา เช่น มาตรา 5,7,8,10,14 เป็นภัยต่อความมั่นคงของประชาชน แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของท่านนายกฯ กลับปฏิบัติการเป็นอาชญากรทางไซเบอร์เสียเอง…” สส.พรรคประชาชน ระบุ
สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นต่อไปว่า ในเอกสารของทีมไซเบอร์กองทัพ นอกจากจะมีรายงานการดำเนินงานตาม “ยุทธศาสตร์ฝ่ายเรา” แล้ว ยังมีการวิเคราะห์ “ยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่าง” ด้วย ฝ่ายเราคือกองทัพ ฝ่ายเห็นต่างก็คือขบวนการล้มล้างสถาบันฯ โดยเขาแสดงเอกสารที่จัดทำขึ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2567 เป็นแผนภาพสรุป “ยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่าง” ในปี 2568 โดยแบ่งยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่างเอาไว้ 3 ระยะ
ระยะแรก ปี 2567-2570 ฝ่ายเห็นต่างจะต่อสู้ขับเคลื่อนใน 3 สนามอย่างเข้มข้น ทั้งสนามการเมือง ทั้งสนามมวลชน ทั้งสนามวัฒนธรรม
ยุทธศาสตร์ระยะที่ 2 ปี 2571-2574 ฝ่ายเห็นต่างตั้งเป้าหมายจะเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ จะแก้ไขเรื่ององค์กรอิสระ จะส่งคนของฝ่ายเห็นต่างไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญขององค์กรภาครัฐและกองทัพ จะสร้างแนวร่วมขององค์กรภาครัฐ จะครอบงำสื่อ จะเอาชนะการเลือกตั้งท้องถิ่น และฝ่ายเห็นต่างจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวในการเลือกตั้งปี 2574
ยุทธศาสตร์ระยะสุดท้าย คือตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป ฝ่ายต่อต้านจะเริ่มกระบวนการล้มล้างสถาบันฯ โดยจะดำเนินนโยบายยกเลิก ม.112 จะเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม จะลดทอนสถาบันฯ จะยุบกองกำลังส่วนตัวของกษัตริย์ที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล และจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้งหมดทั้งปวงเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่การยกเลิกสถาบันฯ ในที่สุด
“การบอกว่าพวกผมจะยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่มันเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงมากนะครับ และในฐานะที่พวกผมเป็นนักการเมือง เป็นพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมเชื่อว่าประชาชนคนไทยแยกแยะได้ ประชาชนคิดเป็น ดังนั้น ถ้าเมื่อไรพวกเขาเห็นว่าพวกผมจะยกเลิกสถาบันฯ ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ จะลงโทษพวกผมเอง
“พวกผมมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ก็เพราะอำนาจของประชาชน ถ้าพวกผมเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันฯ จริงตามที่กองทัพกล่าวหา ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเอง แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่กิจของกองทัพที่จะมาจับแพะชนแกะ จับโยงมั่วซั่ว แล้วเหมารวมกล่าวหาคนนั้นคนนี้และพรรคการเมืองว่าจะยกเลิกสถาบันฯ แบบนี้” ชยพล กล่าว
'พ่อนายกฯ - อนุทิน' ขึ้นลิสต์แอบอ้างหาประโยชน์สถาบันฯ
หลังจากนั้นชยพล เปิดข้อมูลหลักฐานว่ามีการปฏิบัติการ IO ต่อนายกรัฐมนตรี และบิดา เช่น ประเด็นโจมตีว่าท่านนายกจะทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนให้กับประเทศกัมพูชา โจมตีรัฐบาลเรื่องให้สัญชาติกับคนต่างด้าว บอกว่าเป็นการกระทำที่อกตัญญูต่อบรรพชนชาวไทย โจมตีเรื่องคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี บอกว่า ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยก็มี สส.ที่มีประสบการณ์จำนวนมาก พรรคร่วมรัฐบาลเองก็มี สส.ที่ประสบการณ์เยอะ ทำไมไม่เอาคนพวกนั้นมาบริหารประเทศ หรือคนกลุ่มนั้นเป็นได้แค่พี่เลี้ยงเด็ก มีติ๊กถูกแค่คุณสมบัติเดียวคือการมีพ่อเป็นอดีตนักโทษชาย แม้แต่แฟชั่นของนายกเองก็ไม่ปลอดภัย โดนโจมตีเรื่องการแต่งตัวไม่เหมาะสมในขณะที่เดินทางไปพบผู้นำต่างประเทศ
ถึงตอนนี้เขาไม่แน่ใจว่านายกรัฐมนตรีเริ่มสัมผัสได้หรือยัง ทุกคนในประเทศนี้สามารถถูกโจมตีโดย IO ได้ ถ้ากองทัพต้องการแทรกแซงการเมือง หรือต้องการสร้างสถานการณ์ต่างๆ ตามที่นายพลบางกลุ่มต้องการ
โดยจุดที่น่าสนใจที่สุดของการอภิปรายครั้งนี้ ชยพล เปิดเอกสาร กอ.รมน. ลงวันที่ 1 ต.ค. 2567 ขณะที่มีนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร นั่งเป็นผู้อำนวยการอยู่โดยตำแหน่ง เอกสาร “ประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รอบ 1 ปี ห้วง 1 ต.ค. 67 ถึง 30 ก.ย. 68” ในประเด็นการประมาณการภัยคุกคามต่อสถาบันฯ หัวข้อ 4.1.2.1 ได้มีการระบุถึง “กลุ่มบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ” อยู่ด้วย โดยในหัวข้อนี้ได้กล่าวถึงบุคคล 3 คน ได้แก่ ทักษิณ ชินวัตร, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, และอนุทิน ชาญวีรกูล

"...สุดท้ายก็ไม่มีใครรอด เพราะสำหรับนายพลบางกลุ่ม เขาต้องการผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับกองทัพฝ่ายเดียว ส่วนคนอื่นนั้น ถ้าไม่ถูกใช้ประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคราว ก็ถูกมองว่าบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ นี่คือตัวอย่างของความเลวร้ายจากการที่ท่านนายกแพทองธารยอมปล่อยให้กลไกของกองทัพไม่ถูกกำกับควบคุมโดยรัฐบาลพลเรือน ปล่อยให้มีมือมืด ใช้ทรัพยากรของกองทัพเข้าแทรกแซงการเมือง…" ชยพล กล่าว
หลังจากนั้น ชยพลเปิดหลักฐานประเด็นหัวข้อที่มีการทำปฏิบัติการ IO ซึ่งได้แก่การส่องคดีทักษิณอ้างป่วยเรื้อรังเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ชกมวยอยู่เมืองนอก กลับไทยแล้วป่วย ขึ้นชื่อเป็นบุคคลสาธารณะทำไมตรวจสอบไม่ได้ นักโทษเทวดาลอยหน้าลอยตาในสังคม
เจอขัดตลอดอภิปราย เบรกพูดถึงสถาบันฯ
ระหว่างการอภิปรายของ สส.ชยพล มีการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งระหว่างนั้นดำเนินการประชุมโดยพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.จากพรรคเพื่อไทย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 และเป็นผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมที่ขัดจังหวะการอภิปรายเป็นพักๆ โดยในช่วงต้นระหว่างที่ชยพล กำลังอภิปรายและเปิดภาพเอกสารต่างๆ ก็ถูกประธานทักท้วง 2-3 ครั้งว่า เอกสารเป็นของจริงหรือไม่ มีการตัดภาพมาเป็นส่วนๆ มีการเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก ผู้อภิปรายรับผิดชอบได้หรือไม่ ซึ่งชยพลกล่าวว่า พร้อมรับผิดชอบเพราะเป็นเอกสารจริงทั้งหมด
เมื่อชยพล อภิปรายถึงประเด็นว่ากองทัพอ้างว่า ตัวเองปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ถูกประท้วงโดยวิทยา แก้วภราดัย สส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานวินิจฉัยว่า ห้ามอภิปรายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าจะเป็นเจตนาดีหรือเจตนาอะไรก็แล้วแต่ สส.ชยพลจึงอภิปรายต่อโดยใช้คำว่า “เบื้องบน” แต่ก็ถูกประท้วงคัดค้านอีก ชยพล จึงอภิปรายต่อ โดยการเว้นคำดังกล่าวไว้เป็นช่วงอึดใจหนึ่ง และต่อมาเลือกใช้คำว่า “สิ่งนั้น” แทนคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์
หลังอภิปรายเข้าถึงช่วงที่เกี่ยวกับเทคนิคการใช้ DCM ของกองทัพ ก็ถูกประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.พรรคเพื่อไทยประท้วง ด้วยเหตุว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลลึกเกินไป ทำให้ชยพล อภิปรายอย่างติดๆ ขัดๆ ด้านประธานในที่ประชุมก็สั่งตัดการอภิปรายเป็นพักๆ โดยถามว่า ผู้อภิปรายจะรับผิดชอบได้หรือไม่ และกล่าวว่าตัวเองเป็นห่วงที่มีการพูดถึงข้อมูลความลับในหน่วยทหาร ซึ่งสภาแห่งนี้จะรับผิดชอบไม่ไหว
นอกจากนี้ ประธานในที่ประชุมยังเปิดไมโครโฟนขึ้นมาเพื่อสอบถามผู้อภิปรายเป็นพักๆ ว่าการพูดถึงบุคคลภายนอกสภานั้นได้ขออนุญาตหรือยัง โดยเฉพาะตอนที่ชยพล อธิบายถึงเทคนิคการพยายามเจาะระบบโดยการทดลองสุ่มใส่รหัสของบัญชีของสฤณี ชยพลก็ยืนยันว่าได้สอบถามเจ้าตัวและได้รับความยินยอมให้เอ่ยถึงแล้ว
หลัง สส.พรรคเพื่อไทยประท้วงการอภิปรายอยู่ช่วงหนึ่งว่าข้อมูลที่กำลังนำเสนอนั้นเกี่ยวกับความมั่นคงและ “ลึกเกินไป” ประธานในที่ประชุมก็อธิบายว่า ได้เตือนหลายรอบแล้ว จึงสั่งให้ชยพลหยุดการอภิปรายเลย โดยที่ยังอภิปรายไม่จบ หลังจากนั้นสส.พรรคประชาชนหลายคนประท้วงการทำหน้าที่ของประธานว่าไม่เป็นกลาง ทำให้พิเชษฐ์ ตัดสินใจให้ชยพลกลับมาอภิปรายต่อ โดยไม่ให้ฉายสไลด์อีก และแม้จะยังเหลือเวลาอีก 30 นาที ก็ให้ชยพลอภิปรายได้อีก 10 นาทีเท่านั้น และชยพลก็อภิปรายจนจบ
'ภูมิธรรม' เผยน้อมรับไปตรวจสอบ
ต่อมา ภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงปฏิบัติการ IO ของกองทัพ ยืนยันว่าไม่มีนโยบายตามที่ชยพล ได้อภิปรายมา และเพิ่งได้รับทราบและจะไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ชัดขึ้น
"ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดมา ผมจะน้อมรับ และจะไปสืบสวนสอบสวนในข้อเท็จจริงทั้งหมด และก็จะหาหนทางในการแก้ไข แต่มันก็ยากข้อมูลมันก็สับสนด้านข้อมูลเหมือนกัน หลายเรื่องเป็นเรื่องเก่า หลายเรื่องเป็นเรื่องไม่จริงอย่างที่เมื่อวานผมได้ชี้แจง ผมรับฟัง และจะไปตรวจสอบข้อมูลอีกทีหนึ่ง ให้ผมเชื่อไปเลยมันก็ยาก" ภูมิธรรม กล่าว
'อนุทิน' ไม่ขออวดตนเอง ใครก็รู้ผมสีอะไร
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ ชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า มีชื่ออนุทิน รวมอยู่ในลิสต์ของขบวนการ IO เป็นบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์ ที่แอบอ้างสถาบันฯ ร่วมอยู่กับทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม โดยอนุทิน ย้อนถามว่า "ผมเหรอ" พร้อมกล่าวว่าเขาเองมองว่า ทุกคนที่ถูกเอ่ยชื่อมารวมถึงตนเอง มีความจงรักภักดีอยู่แล้ว หรือแม้แต่ ร.อ.ธรรมนัส ก็จบโรงเรียนนายร้อย จปร. ซึ่งมีการเปล่งวาจาทุกวันในเรื่องความจงรักภักดี
ส่วนตนเองจะไม่โฆษณาตัวเอง ทุกคนก็คงทราบว่าตนเองสีอะไร และพรรคของตนสีอะไร จึงไม่จำเป็นต้องโฆษณาชวนเชื่อ หรือแอบอ้างใดๆ เพราะความจงรักภักดีไม่จำเป็นต้องแอบ อยู่ในสายเลือด และไม่ใช่สิ่งที่จะต้องออกมาพูด รวมไปถึงไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปพูดกับใครคนไหนว่า “คนนั้นจงจงรักภักดี คนนี้ไม่จงรักภักดี เพราะถือเป็นเรื่องของแต่ละคน” แต่สำหรับใครที่ไม่จงรักภักดีก็แล้วแต่เขา ตนเชื่อว่าคนไทยหรือเกือบจะทั้งหมดมีความจงรักภักดี
ส่วนจะมองว่าเป็นการเสี้ยมของพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ อนุทิน ระบุว่าขอไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า เพราะทุกอย่างจบไปแล้ว ขอให้รอการลงมติไว้วางใจของฝ่ายรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ ก็น่าจะเป็นคำตอบ
